ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 145 ไม่เชื่อใจข้าอย่างนั้นหรือ?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 145 ไม่เชื่อใจข้าอย่างนั้นหรือ?
บทที่ 145 ไม่เชื่อใจข้าอย่างนั้นหรือ?
ทุกคนหันไปมองทางต้นเสียงเป็นตาเดียว พบว่าคนผู้นั้นคือนายท่านเฉียนที่กำลังยืนจับมือกับเมิ่งเตี๋ยหวู่เป็นคนพูดขึ้น
เจี่ยงชุ่ยเหลียนเมื่อเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วอย่างลังเล
นายท่านเฉียนหัวเราะชอบใจก่อนจะเลิกคิ้วถามขึ้นอย่างน่ากลัว “เหตุใดเล่า ไม่เชื่อใจข้าอย่างนั้นหรือ?”
นายท่านเฉียนแผ่รังสีอำมหิตออกมา เพียงเอ่ยเช่นนั้นก็สร้างความหวาดกลัวไปถึงกระดูกดำจนทุกคนเกิดอาการลนลานเล็กน้อย
เจี่ยงชุ่ยเหลียนรีบหัวเราะแล้วตอบกลับ “ไม่…ไม่กล้าเจ้าค่ะ แต่นายท่านเฉียนจะช่วยเรียกร้องความยุติธรรมให้เราหรือไม่?”
นางรู้อยู่แก่ใจว่าคนอย่างเจ้าของโรงพนันเฉียนจี้ผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะต่อกรด้วยได้ ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีทางที่เขาจะค้นเจอสิ่งใดอย่างแน่นอน จึงบอกตัวเองให้คลายกังวล
“แน่นอนสิ” เขาว่าพลางเบนสายตาไปยังไป๋ต้าฉุย “เริ่มที่เจ้าก่อน”
พูดจบนายท่านเฉียนก็เริ่มตรวจค้นตัวไป๋ต้าฉุยเป็นคนแรก ส่วนเมิ่งเตี๋ยหวู่ค้นตัวเหล่าลูกสาวทั้งสี่และเจี่ยงชุ่ยเหลียน
พวกเขามองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
ท้ายที่สุดก็เหลือเพียงไป๋เย่เฮยเท่านั้นที่ยังไม่ถูกค้นตัว
เจี่ยงชุ่ยเหลียนและบรรดาลูกสาวชี้หน้าซ่งชิงหลันอย่างมีชัย แล้วพูดจาเย้ยหยัน “เอาเถิด ขอโทษพวกเรามา เจ้าเห็นแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่มีหลักฐาน”
ซ่งชิงหลันไม่ได้สนใจและนางยังคงอยู่ในอาการสงบนิ่ง ผิดกับน้อง ๆ ที่มองอยู่ข้างหลังอย่างกระวนกระวาย
นายท่านเฉียนมองที่ไป๋เย่เฮยแล้วออกคำสั่ง “กางแขนออกมา”
ไป๋เย่เฮยทำตามคำสั่งแต่โดยดี ระหว่างที่นิ่งนอนใจอยู่นั้นนายท่านเฉียนก็ดึงถุงผ้าออกมาจากเอวของเด็กหนุ่ม “นี่คืออันใด?”
ได้ยินเช่นนั้น ทุกคนโดยรอบต่างมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ชายหนุ่มเทของในถุงนั้นออก พบว่ามีแมลงสาบตายหลายตัวอยู่ในนั้น
ทุกคนในตระกูลไป๋ถึงกับอ้าปากค้าง
เจ้าของโรงพนันเฉียนจี้ยิ้มแล้วเอ่ยถาม “ไม่มีอันใดต้องแก้ตัวอีกแล้ว”
ไป๋เย่เฮยพูดออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ “เป็นไปไม่ได้แน่”
ระหว่างนั้นก็พยายามแย่งถุงผ้าจากมือของนายท่านเฉียน
แต่เขากลับหลบได้อย่างง่ายดาย
เจี่ยงชุ่ยเหลียนตรงเข้ามาตบหน้าลูกชายด้วยความโกรธ “เจ้าลูกโง่ นี่เจ้าไม่ได้เทออกหมดอย่างนั้นหรือ เหตุใดยังมีอยู่ที่ตัวเจ้าอีก”
ลูกชายคนเล็กรู้สึกผิดอย่างมากและรีบตอบกลับไป “ไม่จริง ข้าเทไปหมดแล้วนะขอรับแต่ไม่รู้ว่าแมลงสาบมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
การสนทนานั้นกลายเป็นคำพูดมัดตัวคนผิดได้เป็นอย่างดี ความจริงทั้งหมดกระจ่างแล้วตอนนี้
ผู้ชมรอบ ๆ พากันโห่ร้อง
“อ้าว สรุปว่าพวกเจ้าเอาแมลงสาบตายมาใส่ในจานอาหารเองจริง ๆ อย่างนั้นสิ”
“เหตุใดจึงทำเช่นนี้ มาใส่ร้ายร้านอาหารคนอื่นไม่รู้จักละอายใจเอาเสียเลย”
“จริงด้วย คนบ้านนี้นี่หน้าด้านขึ้นทุกวัน”
“ท่าทางจะอิจฉาแม่นางซ่งชิงหลันที่หาเงินได้เยอะ จึงคิดแผนสกปรกมาใส่ร้าย คนบ้านนี้มันเลวทรามกันหมด”
“มันน่าไล่ออกจากย่านหย่งเหอไปเสีย”
“ใช่แล้ว แม่นางซ่งชิงหลันอย่าปรานีพวกนี้เลยต้องสั่งสอนให้หลาบจำ”
…
ครอบครัวของเจี่ยงชุ่ยเหลียนถูกประณามสาปส่งอย่างน่าสมเพช แม้แต่จะแทรกแผ่นดินหนีก็ยังไม่ช่วยอันใด
ซ่งชิงหลันมองพวกเขาอย่างเย็นชา ก่อนจะยิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ย “หลักฐานแน่นหนาแล้ว พวกเจ้าจงใจใส่ร้ายข้า นายท่านอู่ต้าหย่งข้าควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ”
อู่ต้าหย่งมองไปยังเจี่ยงชุ่ยเหลียนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แล้วพูดด้วยเสียงน่าเกรงขามไม่มีไว้หน้า “พวกเจ้ามีสองทางเลือก อย่างแรกคือไปที่ศาลาว่าการเพื่อรับโทษตามกฎหมาย หรืออย่างที่สองคือขอโทษแม่นางซ่งชิงหลันตามที่ตกลงกัน แล้วชดใช้เป็นเงินสองเท่าของค่าอาหารเสีย”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนที่เคยติดคุกมาก่อนก็หวาดกลัวขึ้นมา เพียงนึกถึงหนูและแมลงสาบในนั้นก็ขนลุกขนพอง ทั้งที่นางไม่เคยกลัวพวกมันมาก่อนแต่อยู่ที่นั่นก็รู้สึกกลัวขึ้นมา
ดังนั้นจึงตอบออกไปอย่างรวดเร็ว “เราเลือกอย่างที่สอง ข้าจะจ่ายค่าชดเชยให้”
พูดจบนางก็เข้าไปหาซ่งชิงหลัน กัดฟันอยู่นานแต่ในที่สุดก็พูดออกมา “ข้าขอโทษ!”
ตระกูลไป๋เอาเงินออกมาจ่าย ท่ามกลางสายตาดูถูกเหยียดหยามจากทุกคนในร้าน
ครั้งนี้พวกเขาพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์และยังรู้สึกอับอายจนต้องการหนีกลับไปจะแย่
ซ่งชิงหลันเตือนขึ้นเสียก่อน “เงินยังไม่ครบเลย”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนวิตกกังวลกับสายตาที่จับจ้องมา นางเอาเงินทั้งหมดออกมาจากตัวแต่ก็ยังไม่พอ
จึงหันไปทางลูกสาว ลูกชาย และลูกเขย “รีบเอาเงินทั้งหมดออกมาเร็วเข้า”
แม้ไป๋ชุนหลานจะโมโหมากแต่นางเป็นคนเริ่มแผนนี้ ก็ต้องยอมจำนนเอาเงินทั้งหมดออกมาตามคำสั่งมารดา
ไป๋ชุนเฟินและน้องสาวอีกสองคนบ่นอย่างไม่พอใจ “เพราะก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าจะไม่ต้องจ่าย ข้าก็เลยไม่ได้เอาเงินออกมาน่ะสิ”
น้องสาวอีกสองคนก็ตอบเช่นกัน “ใช่ ข้าไม่มีเงินหรอก”
อู่เชียนเชียนโกรธมากที่เห็นพวกนั้นทำเฉไฉ จึงไม่ยอมปล่อยพวกนางไปง่าย ๆ
สาวน้อยพูดขึ้นเสียงดัง “ไม่มีเงินก็เอาข้าวของมาค้ำประกันไว้ เครื่องประดับและเสื้อผ้าของพวกเจ้า น่าจะได้สักหนึ่งถึงสองตำลึงหรือไม่นะพี่ซ่งชิงหลัน”
พูดจบก็ขยิบตาให้ซ่งชิงหลันอย่างสนุกสนาน
ซ่งชิงหลันรู้ใจน้องสาวคนสนิททันที จึงพยักหน้าตอบ “อืม…ข้าก็คิดว่าพอได้”
ไม่ทันขาดคำ แขกที่เหลือก็รอดูความน่าสมเพชของคนตระกูลไป๋กันอย่างตื่นเต้น
“ถอดเลย! ถอดเลย!”
“มากินอาหารที่ร้านแต่ไม่เตรียมเงินมาจ่ายได้อย่างไร น่าตลกเกินไปแล้ว”
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าจะได้เห็นคนกินอาหารจนหมดเนื้อหมดตัวของจริง แม้แต่เสื้อผ้าก็ไม่เหลือ”
“ฮ่าฮ่า…วันนี้เหมือนได้ดูอันใดมากมาย บันเทิงเหลือเกิน”
ท่ามกลางเสียงเยาะเย้ยของฝูงชน บรรดาสตรีตระกูลไป๋ก็ถอดที่ติดผมและดึงปิ่นออกจากศีรษะ ส่วนพวกบุรุษก็ถอดเสื้อคลุมออก สุดท้ายก็รีบหนีออกไปจากร้านด้วยท่าทางน่าสมเพช
ซ่งชิงหลันกล่าวกับบรรดาแขกในร้านว่า “ต้องขออภัยทุกท่านที่ถูกรบกวนเวลาอาหาร ข้าจะมอบสุราให้เป็นการไถ่โทษทุกโต๊ะก็แล้วกันนะเจ้าคะ”
“แม่นางซ่งชิงหลันเป็นเจ้าของร้านที่ใจกว้างเสียจริง ต่อไปข้าจะมากินมื้อเย็นที่นี่บ่อย ๆ แน่”
“ข้าด้วย”
“พั่งเอ๋อร์ เอาอันนี้มาอีกจาน”
…
ไม่ช้า ร้านก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ซ่งชิงหลันและคนอื่น ๆ เดินไปรวมกันที่มุมหนึ่งของร้าน
ซ่งชิงเป่ยทุบหน้าอกอย่างโล่งใจ “ให้ตาย ข้าหัวใจจะวายขอรับ”
ซ่งชิงหย่วนและน้องชายมองพี่สาวด้วยแววตาชื่นชม “พี่ซ่งชิงหลัน ท่านไม่ธรรมดาเลย ท่านรู้ได้อย่างไรขอรับว่าไป๋เย่เฮยพกแมลงสาบมา”