ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 15 ท่านอาเล็กกับท่านอาสะใภ้ทะเลาะกัน (รีไรท์)
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 15 ท่านอาเล็กกับท่านอาสะใภ้ทะเลาะกัน (รีไรท์)
บทที่ 15 ท่านอาเล็กกับท่านอาสะใภ้ทะเลาะกัน (รีไรท์)
ซ่งชิงหลันลูบหัวของเขา ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าได้กินเนื้อแล้วต้องมีความสุขสิ เหตุใดถึงร้องไห้กัน แล้วต่อจากนี้พี่จะให้เจ้าได้กินเนื้อทุกวันได้อย่างไร?”
ท่านย่าพลันรู้สึกเจ็บปวดใจแทนหลานชาย นางจึงหยิบตะเกียบคีบชิ้นเนื้อในชามของนางขึ้นมาเพื่อยื่นให้ซ่งชิงเป่ย หากแต่ซ่งชิงหลันรั้งเอาไว้
“ท่านย่า ต่อจากนี้ไปจะมีเนื้อให้ชิงเป่ยกินอีกไม่น้อย ดังนั้นท่านกินเถิดเจ้าค่ะ”
ท่านย่าพลันเอ่ย “ย่าแก่แล้ว กินไปก็ไร้ประโยชน์ พวกหลานนี่สิควรกินให้มากกว่านี้”
ตอนนี้นางเพียงกินข้าวสักชามก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว
“ท่านย่า ท่านสุขภาพไม่ดี ต้องกินยาเพื่อบำรุงให้มาก ท่านย่าจะช่วยหลานเลี้ยงลูกได้ก็ต่อเมื่อท่านย่าแข็งแรง ดังนั้นแล้วไม่ต้องห่วงพวกเรา พวกเราหาเงินกันได้”
เมื่อซ่งชิงหลันพูดเช่นนั้น ท่านย่าจึงหยุดดื้อดึง “ได้ ย่าจะกิน!”
นางต้องสุขภาพแข็งแรง จะได้ไม่เป็นภาระลูกหลาน!
ครอบครัวกำลังทานอาหารร่วมกันโดยไม่รู้เลยว่าหลิวกุ้ยเสียกำลังปีนเก้าอี้มองลอดกำแพงมาทางนี้
“ชิงหยวน เจ้าคิดว่าบ้านท่านย่าผัดเนื้อหรือไม่ เหตุใดกลิ่นช่างหอมนัก? ไม่สิ… กลิ่นนี้น่าจะเป็นน้ำแกงกระดูกหมูเสียมากกว่า”
ซ่งชิงหยวน เป็นลูกชายคนโตของนาง เขาอายุสิบเอ็ดปี ปกติแล้วจะเป็นลูกพี่ของกลุ่มเด็ก ๆ แม้จะซุกซนไปบ้าง แต่ใจของเขาไม่ได้เลวร้าย เขาไม่เคยหาผลประโยชน์แม้กับเรื่องเล็กน้อย
“จะเป็นเนื้อหรือกระดูกหมูก็ไม่เกี่ยวกับท่านแม่ ท่านรีบทำอาหารเถิด ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว”
หลิวกุ้ยเสียลงมาจากเก้าอี้ ก่อนจะดีดไปที่หน้าผากของลูกชาย
“จะไม่เกี่ยวกับข้าได้อย่างไร เจ้าลองคิดดูสิว่า ท่านย่าของเจ้าป่วยเป็นโรคร้ายแต่เดิมมีหลานสี่คนยังไม่มีแม้แต่น้ำข้าวต้มไว้ดื่มกิน นี่เพิ่มมาอีกสามปาก ไม่อดตายก็น่าอัศจรรย์แล้ว เหตุใดถึงมีเนื้อกับน้ำแกงมากินได้? เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้าเห็นว่าซ่งชิงหลันซื้อของมาไม่น้อย เจ้าคิดว่าพวกเขาได้เงินมาจากที่ใด?”
“ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพ่อของเจ้าเป็นคนให้เงินนั่นแก่พวกเขา รอพ่อของเจ้ากลับมาจากทำงานเสียก่อนเถิด ข้าจะฉีกเขาเป็นชิ้น ๆ เชียว!”
ครอบครัวซ่งยากจน ทุกคนในละแวกนั้นล้วนรู้ดี
หากแต่ท่านย่าซ่งนั้นไม่เคยมายืมเงินจากพวกนาง มีเพียงสามีไร้ประโยชน์ของนางนั้นแลที่ขโมยเงินไปให้คนบ้านนั้น
“ท่านแม่ ท่านพ่อออกไปทำงานแต่เช้าและกลับมาดึกในทุกวัน จะเข้าไปหาท่านย่าได้อย่างไร? อีกอย่างท่านพ่อก็กลัวท่านแม่โกรธนัก จะกล้าเอาเงินไปให้พวกเขาได้อย่างไร พี่ชิงหลันเพิ่งหย่าขาดกับตระกูลไป๋มามิใช่หรือ อาจเป็นเงินที่ตระกูลไป๋ชดเชยให้นางก็ได้นะขอรับ”
“ฮึ่ม! เป็นไปไม่ได้ ได้ยินมาว่าในวันหย่า ท่านย่าพาพวกซ่งชิงตงไปยังบ้านของตระกูลไป๋จนเกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โต แม้แต่เจียงชุ่ยเหลียนยังถูกทุบตี เจียงชุ่ยเหลียนอยากเห็นวันที่ชิงหลันตายเร็ว ๆ เสียด้วยซ้ำ นางจะให้เงินชิงหลันได้อย่างไร ไม่ต้องเอ่ยอันใดแล้ว เป็นพ่อของเจ้าที่ขโมยเงินไปให้พวกนั้นแน่!”
หลิวกุ้ยเสียเชื่อว่าที่คุณภาพชีวิตของครอบครัวซ่งชิงหลันดีขึ้นนั้นต้องเป็นเพราะซ่งอวิ๋นเฟิงเป็นแน่
ดังนั้นเมื่อซ่งอวิ๋นเฟิงกลับมาจากทำงานในตอนค่ำ หลิวกุ้ยเสียจึงดึงผมของเขาทั้งยังด่าทอทันที “ท่านขโมยเงินไปให้คนบ้านนั้นที่จะตายแหล่ไม่ตายแหล่เท่าไหร่กัน พวกมันถึงมีเนื้อมีน้ำแกงกิน ส่วนข้าและลูก ๆ ทั้งสองของท่านกลับได้กินแต่แกลบ”
ยิ่งหลิวกุ้ยเสียคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่ นางยิ่งโมโหมากเท่านั้น รายได้ของซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นได้เพียงเดือนละห้าร้อยเหรียญ
ในวันธรรมดา หากนางอยากกินเกี๊ยวยังต้องซื้อเศษหมูติดมัน ไม่ต้องเอ่ยถึงเนื้อสัตว์ดี ๆ นางไม่เคยสนใจจะซื้อ
ครอบครัวของนางเองก็อยู่อย่างลำบาก แต่สามีบ้านี่กลับนำเงินไปให้คนอื่น ชีวิตนี้ช่างอยู่ยากนัก!
ซ่งอวิ๋นเฟิงรู้สึกงุนงงไม่น้อยกับการกระทำของนาง เขาทำงานมาทั้งวันอย่างเหน็ดเหนื่อย เมื่อเห็นใบหน้าของนางเช่นนี้ เขาพลันหงุดหงิดขึ้นมา แต่ถึงแม้ว่านางจะอารมณ์ดี เขาก็ยังหงุดหงิดอยู่ดี
เขาเอื้อมมือผลักนางออกไป “เจ้าเป็นบ้าหรือ คนบ้านนั้นจะตายแหล่มิตายแหล่อันใดเล่า นั่นท่านแม่ของข้า และหลานสาวหลานชายของข้า! หากเจ้าไม่ชอบพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ข้างบ้าน ข้าก็ไปเหยียบบ้านหลังนั้นนับครั้งได้ แล้วข้าจะเอาเงินไปให้พวกเขาได้อย่างไร? อีกทั้งเงินเดือนทุกเดือนที่หามาได้ ข้าก็ให้เจ้าหมด เจ้าไม่เคยนับเลยหรือ?”