ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 14 แม้จะเป็นพี่น้องกัน แต่เรื่องเงินทองต้องชัดเจน (รีไรท์)
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 14 แม้จะเป็นพี่น้องกัน แต่เรื่องเงินทองต้องชัดเจน (รีไรท์)
บทที่ 14 แม้จะเป็นพี่น้องกัน แต่เรื่องเงินทองต้องชัดเจน (รีไรท์)
ท่านย่าซ่งเองก็ตกตะลึงเช่นกัน “ชิงหลัน เงินพวกนี้ไม่ได้ได้มาจากที่เจ้าขายอาหารเช้าเพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่?”
ตลอดทั้งชีวิตของนาง นางไม่เคยเห็นเงินมากเช่นนี้เลยแม้เพียงครั้งเดียว!
ซ่งชิงหลันยิ้ม “ท่านย่า ข้านับเงินแล้ว ได้มาทั้งหมดสองพันเหรียญ หรือสองตำลึง หลังจากหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว ก็จะเหลือกำไรหนึ่งตำลึงครึ่งเจ้าค่ะ”
“จริงหรือ?”
ดวงตาของท่านย่าซ่งเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความตื่นเต้น ก่อนเอ่ย “หลานของข้าพึ่งพาได้จริง ๆ! สวรรค์ย่อมเมตตาให้ผู้ที่มุมานะพยายาม!”
ความกังวลใหญ่หลวงที่สุดของหญิงชราคือหลาน ๆ ของนางจะอยู่อย่างไรหากนางจากโลกนี้ไป
หากตอนนี้หลานสาวของนางสามารถหาเงินเลี้ยงชีพได้ นางย่อมตายตาหลับ
ซ่งชิงหลันยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ท่านย่าอย่างอ่อนโยน “นี่เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งสำหรับครอบครัวของเรา เหตุใดท่านย่าถึงร้องไห้เจ้าคะ ในอนาคตเราจะมั่งคั่งมากกว่านี้แน่ ท่านย่าดูสิเจ้าคะ ข้าหาเงินได้มากกว่าหนึ่งตำลึงภายในครึ่งวัน หากทำทั้งวันคงได้มากกว่านี้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
“และข้าเองก็อยากให้ชิงตงเรียนรู้จากข้าด้วยว่าหากมีลูกค้ามาก เราก็ต้องช่วยกันทำ แต่เวลาใดที่มีลูกค้าน้อย ข้าก็จะปล่อยให้เขาเป็นคนทำ ส่วนข้าก็จะได้กลับบ้านมาทำงานบ้านและดูแลลูก ๆ”
“ขอรับ! ท่านพี่ ข้าจะไปทำงานกับท่านพี่!”
ซ่งชิงตงไม่พูดพร่ำ และตอบตกลง
“ดี เช่นนั้นเอาอย่างนี้ แม้เราจะเป็นพี่น้องกัน แต่เรื่องเงินทองก็ต้องชัดเจน เจ้าทำงานหนักกว่าคนอื่น พี่จะให้เจ้าเดือนละสองตำลึง ส่วนชิงซีกับชิงเป่ย พี่จะให้พวกเจ้าเดือนละแปดร้อยเหรียญ”
“ท่านพี่ ข้าไม่ต้องการเงิน”
“ข้าเองก็ไม่ต้องการเช่นกัน!”
“แค่ทำงานกับท่านพี่ และมีข้าวกินก็เพียงพอแล้ว!”
ซ่งชิงหลันแสร้งทำเป็นโกรธ “เช่นนั้นย่อมไม่ได้ ในอนาคตพวกเจ้าต้องแต่งงานมีครอบครัว หากไม่มีเงินจะทำเยี่ยงไร อีกทั้งชิงซีและชิงเป่ยจะทำงานที่ร้านแค่ในตอนเช้าเท่านั้น ส่วนตอนบ่ายพวกเจ้าต้องไปสำนักศึกษา ถ้าพวกเจ้าไม่ฟังข้าล่ะก็ พวกเราจะไม่ทำงานนี้”
“ทำขอรับ ทำ! ท่านพี่อย่าโกรธไปเลย ท่านว่าอย่างไร เราก็ว่าอย่างนั้น”
“ใช่ ท่านพี่ พวกเราจะทำตามที่ท่านบอก!”
ซ่งชิงหลันยกยิ้มอย่างอ่อนโยน “พี่รู้ว่าพวกเจ้าเป็นเด็กดีที่สุด ดูกระดูกชิ้นโตที่พี่ซื้อมานี่สิ ประเดี๋ยวพี่จะตุ๋นให้พวกเจ้าได้กินกัน”
“ว้าว! ได้กินเนื้อแล้ว!”
นัยน์ตาของซ่งชิงเป่ยเป็นประกาย ครั้งสุดท้ายที่เขาได้กินเนื้อคือที่บ้านของท่านยาย ซึ่งผ่านมานานหลายเดือนแล้ว
ซ่งชิงตงพลันเคาะหัวชิงเป่ยเบา ๆ แล้วเอ่ย “เนื้อให้ท่านพี่กับท่านย่ากินเท่านั้น เราดื่มแค่น้ำแกงเป็นพอแล้ว”
พี่ใหญ่ของเขาเพิ่งคลอดลูก และสุขภาพของท่านย่าก็ไม่ค่อยดี ทั้งสองต้องการการบำรุงมากที่สุด
พวกเขาเป็นชายชาตรีแค่กินให้พออิ่มท้องเป็นพอ
“อืม ๆ ข้าไม่กินเนื้อ!”
ซ่งชิงเป่ยพยักหน้าพร้อมกับกลืนน้ำลาย
ซ่งชิงหลันยื่นมือออกมา ก่อนจะพยักหน้าพร้อมเอ่ย “แบ่งกันทุกคนเถิด ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องร้ายล้วนแบ่งปันกันทั้งหมด”
หลังจากเอ่ยจบ นางจึงถือกระดูกหมูเข้าไปในครัว ส่วนซ่งชิงตงก็รีบไปยังโรงเตี๊ยม ไปหาเถ้าแก่เพื่อลาออกจากงาน
ส่วนซ่งชิงซีก็เตรียมไปก่อไฟให้พี่ใหญ่
ด้านซ่งชิงหลันก็เข้าไปในครัวเพื่อทำอาหาร โดยขั้นแรกนางต้มน้ำร้อนแล้วนำมาล้างกระดูกหมูแล้วต้มให้เดือด จากนั้นจึงตักฟองออก
แล้วจึงเติมน้ำสามในสี่ของหม้อ ใส่ขิง เกลือ และโป๊ยกั๊กลงไป
เพียงไม่นานก็ส่งกลิ่นหอมจาง ๆ
ซ่งชิงหลันปิดประตูห้องครัว ก่อนจะล้างกะหล่ำปลี แช่วุ้นเส้นในหม้ออีกใบหนึ่ง จากนั้นตุ๋นวุ้นเส้นและกะหล่ำปลีพร้อมกัน ก่อนจะใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวลงไปผสม
ครึ่งชั่วยามต่อมา อาหารทั้งหมดก็พร้อมทาน
มีต้มผักหนึ่งหม้อ แป้งทอดหนึ่งจาน
น้ำแกงกระดูกชามใหญ่ห้าชาม ซึ่งในแต่ละชามใส่เนื้อสับ และแน่นอนว่าชามของท่านย่าย่อมมีปริมาณมากกว่าชามอื่น
ซงชิงเป่ยกัดแป้งทอดหนึ่งคำ ก่อนจะซดน้ำแกงตามอีกหนึ่งคำ แล้วส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น
“ฮือ.. นี่ข้าโตมาโดยที่ไม่เคยได้กินอาหารอร่อย ๆ เช่นนี้ที่บ้านเลยหรือนี่ ฮึก ฮือ…”