ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 152 เป็นความโชคดีของข้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 152 เป็นความโชคดีของข้า
บทที่ 152 เป็นความโชคดีของข้า
ทันทีที่เมิ่งเตี๋ยหวู่ได้ข่าวว่าซ่งชิงหลันและครอบครัวกำลังจะมาอาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน นางก็มีความสุขมาก
นายหญิงที่ปกติแทบไม่ค่อยทำอันใด ก็รีบสั่งให้ตกแต่งห้องไว้สำหรับทุกคน
สำหรับซ่งชิงหลัน นางและลูก ๆ จะอยู่ห้องเดียวกัน
ส่วนแม่เฒ่าซ่งมีห้องของตัวเองที่ติดกับหลานสาวคนโต
ซ่งชิงซีมีห้องของตัวเองและเป็นห้องที่อยู่ห่างออกไปมากที่สุด เพื่อที่จะได้อ่านตำราอย่างเงียบ ๆ
ซ่งชิงตงและซ่งชิงเป่ยนอนห้องเดียวกัน ในตอนแรกน้องเล็กก็คัดค้านเพราะเห็นว่าซ่งชิงซีได้ห้องแยกไป แต่เมื่อคิดว่าพี่รองมักจะเดินทางไปต่างเมืองเพื่อทำการค้า เขาก็จะสามารถยึดห้องเป็นของตนเองได้ จึงได้ยอมรับข้อตกลงนั้น
ด้านซ่งอวิ๋นเฟิงและหลิวกุ้ยเสียอยู่ด้วยกันอีกห้องหนึ่ง
ซ่งชิงหยวนกับซ่งชิงหลินก็นอนห้องเดียวกันเช่นเดิม อย่างที่เคยนอนที่บ้าน
กว่าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย เวลาก็ผ่านไปจนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดอย่างไม่รู้ตัว
ซ่งชิงหลันล้างเนื้อล้างตัวและเช็ดหน้าให้เด็กน้อยทั้งสองด้วยผ้าชุบน้ำ ทั้งยังเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พวกเขาเรียบร้อย
ทันใดนั้น เมิ่งเตี๋ยหวู่ก็เข้ามาในห้อง
“ชิงหลัน เจ้าเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วหรือ ขาดเหลืออันใดหรือไม่?”
ซ่งชิงหลันหันกลับมามองพี่สะใภ้แล้วหัวเราะออกมา โบกมือเร็ว ๆ แล้วรีบตอบ “ไม่เลยเจ้าค่ะ ข้าวของข้าจัดการเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ท่านพี่สะใภ้ พวกเรามารบกวนโดยที่ไม่ได้บอกล่วงหน้าเสียด้วยซ้ำ นี่ก็เป็นการรบกวนท่านเหลือเกินแล้ว”
แต่ใบหน้าของเมิ่งเตี๋ยหวู่กลับเต็มไปด้วยความสุขอย่างควบคุมไม่ได้ “เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้ามีความสุขมากเพียงใด พี่ชายของเจ้าเอาแต่ยุ่งอยู่กับงาน ธุรกิจโรงพนันต้องดูแลไม่ให้ขาด ข้าอยู่ที่บ้านคนเดียวก็ทั้งเหงาทั้งเบื่อ ไม่มีผู้ใดให้คุยเล่นด้วย ตอนนี้ดีกว่าเดิมมากจริง ๆ”
ซ่งชิงหลันตอบอย่างรวดเร็ว “จากนี้เราจะได้คุยกัน ไม่ต้องเหงาอีกต่อไปแล้วเจ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว”
ทันใดนั้นซ่งซิงเยว่ที่นอนอยู่ที่เปลก็พูดอ้อแอ้ขึ้นมา
เสียงหวานนั้นทำให้สตรีทั้งสองหันไปมองนางเป็นตาเดียว
นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งเตี๋ยหวู่ได้พบกับเด็กแฝดซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่
นางมองพวกเขาอย่างชื่นชม “เป็นเด็กที่น่ารักน่าชังอันใดเช่นนี้นะ”
ว่าดังนั้นก็ยื่นมือไปหยอกล้อกับหนูน้อยทั้งสอง
ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่หัวเราะคิกคักออกมา เห็นชัดว่าชอบใจป้าสะใภ้คนงามเพียงใด
เมิ่งเตี๋ยหวู่ยิ้มหวานและมองเด็ก ๆ อย่างอ่อนโยน แล้วถามขึ้น “เฉินเฉินดูเหมือนเจ้ามากจริง ๆ เยว่เยว่ก็น่าจะเหมือนพ่อของนาง เขาต้องเป็นบุรุษที่หล่อเหลาไม่น้อยทีเดียวจริงหรือไม่?”
ที่กล่าวเช่นนั้น เพราะสังเกตได้ว่าซ่งซิงเยว่ดูมีแววที่จะเติบโตเป็นสาวสวยแม้จะยังเป็นเพียงเด็กทารกเช่นนี้
ซ่งชิงหลันยิ้มตอบอย่างเคอะเขิน “เจ้าค่ะ”
แม้ว่านางจะไม่ค่อยได้คิดถึงเขา เพราะความจริงแล้วไป๋เย่หานไม่ใช่สามีของนางจริง ๆ แต่ก็ยังสามารถจดจำใบหน้าของเขาในความทรงจำของร่างเดิมได้
ซ่งซิงเยว่เหมือนพ่อของนางมากจริง ๆ เมื่อเริ่มเติบโตขึ้น ซ่งชิงหลันจึงยิ่งเห็นใบหน้าของไป๋เย่หานในตัวเด็กน้อยชัดขึ้นยิ่งกว่าเดิม
จากนั้นซ่งชิงหลันก็อุ้มซ่งซิงเฉิน เมิ่งเตี๋ยหวู่อุ้มซ่งซิงเยว่ พากันเดินไปที่ห้องโถงของบ้านด้วยกัน
โต๊ะกลมขนาดใหญ่ในห้องโถงเต็มไปด้วยอาหารหลากชนิดและสุราอย่างดีที่นายท่านเฉียนเตรียมไว้ต้อนรับครอบครัวซ่ง
แม่เฒ่าซ่งและคนอื่น ๆ รออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว
นายท่านเฉียนเห็นว่าซ่งชิงหลันและเมิ่งเตี๋ยหวู่มาพร้อมกับทารกน้อยในอ้อมแขน ก็หันไปสั่งกับพ่อบ้านทันที “เจ้าไปเอาเปลมาที่นี่ทีนะ”
จากนั้นไม่นาน ชายสองคนก็มาพร้อมกับเปลเด็กที่ทำขึ้นอย่างประณีต ดูก็รู้ว่ามูลค่าต้องไม่น้อยเลย
ซ่งชิงหลันเอ่ยขึ้นทันที “ท่านพี่ เหตุใดถึงได้เอาของแพงมาให้ข้าอีกแล้ว ข้ามีเปลของเด็ก ๆ แล้วเจ้าค่ะ”
พวกเขาเพิ่งย้ายเข้ามา ซ่งชิงหลันยังไม่ทันได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่นายท่านเฉียน กลับเตรียมทุกอย่างไว้รอหมดแล้ว
นายท่านเฉียนยิ้ม “ไม่เป็นไรเสียหน่อย พวกเจ้าต้องอยู่ที่นี่อีกนานกว่าจะถึงตอนนั้นเด็ก ๆ ก็โตขึ้นกว่านี้มากแน่ จึงได้หาเปลขนาดใหญ่มารอไว้ นี่เป็นของขวัญที่ลุงเตรียมไว้ให้หลาน ๆ เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าชอบหรือไม่?”
ก่อนที่ซ่งชิงหลันจะพูดอันใดออกมาอีก เมิ่งเตี๋ยหวู่ก็สำรวจเปลหลังนั้นแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ “ไม่เลวเลย ดีมากเจ้าค่ะ”
ระหว่างที่ชื่นชมเปลก็หันไปหยอกล้อกับซ่งซิงเยว่ ที่อยู่ในอ้อมแขนตนเองอีกครั้ง “เจ้าเล่าเยว่เยว่ ชอบใช่หรือไม่ หืม…”
“อา อา”
ซ่งซิงเยว่ตอบออกมาราวกับเข้าใจคำถามนั้น
เมิ่งเตี๋ยหวู่มองสามีอย่างตื่นเต้นทันที แล้วรีบพูดอย่างมีความสุข “สามี เยว่เยว่เหมือนจะเข้าใจที่ข้าถาม นางต้องชอบเปลนี้มากแน่”
เจ้าของโรงพนันเฉียนจี้มองภรรยาและหนูน้อยด้วยสายที่เต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู “หนูน้อย แค่เจ้าชอบลุงก็ดีใจแล้ว”
หลังจากนั้นจึงหันไปถามภรรยาสุดที่รักบ้าง “ภรรยา หากเจ้าชอบเด็ก ๆ มาก เหตุใดเราไม่มีเด็ก ๆ ของเราเองบ้างเล่า ต่อไปหลังจากเฉินเฉินและเยว่เยว่โตแล้ว เปลนี้จะได้มีประโยชน์อีก”
ได้ยินเช่นนั้นใบหน้าเล็ก ๆ ของเมิ่งเตี๋ยหวู่พลันขึ้นสีแดงก่ำ และมองเขาอย่างเคือง ๆ “ไม่เห็นหรือว่าตอนนี้มีคนอยู่มาก ยังกล้าพูดเล่นเช่นนี้ออกมาอีก ไม่อายบ้างหรือเจ้าคะ?”
นายท่านเฉียนยังพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าจริงจังนะภรรยา ไม่ได้พูดเล่นเลย”
หลิวกุ้ยเสียจึงพูดขึ้นมา “นายท่านเฉียนพูดถูก เรื่องทายาทควรจริงจังนะเจ้าคะ”
จากนั้นทั้งโต๊ะก็ขำออกมา
เมื่อเห็นว่าพี่สะใภ้หน้าแดงยิ่งกว่าเดิม ซ่งชิงหลันจึงต้องหาทางช่วยเหลือ “ท่านพี่เฉียน เราย้ายของกันทั้งวันตอนนี้ข้าหิวเหลือเกิน”
เจ้าบ้านจึงได้โบกมือไปมาทันที “เอาเถิด เริ่มกินมื้อเย็นกัน ทุกคนกินได้ตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจนะ ทำเหมือนเป็นบ้านตัวเองได้เลย”
ว่าจบก็คืบปลานึ่งเนื้อนุ่มนิ่มชิ้นหนึ่งลงไปชามข้าวของแม่เฒ่าซ่ง แล้วพูดกับหญิงชราด้วยรอยยิ้ม “ท่านย่ากินเยอะ ๆ ขอรับ วันนี้ถ้าต้อนรับได้ไม่ดีขาดเหลืออันใดต้องขออภัยด้วย”
แม่เฒ่าซ่งยิ้ม “ท่านให้เรามาอยู่ที่นี่ ทั้งยังเตรียมอาหารหรูหรามาให้อีกจะต้อนรับไม่ดีได้อย่างไรเล่า นี่มันดีมากจริง ๆ ผู้ใดจะคิดว่าหลานสาวของเราจะได้ท่านเป็นพี่ชาย ช่างเป็นเรื่องดีเหมือนได้รับพรเสียจริง”
แม่เฒ่าซ่งกล่าวออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ นางเคยคิดว่าคนทำงานกับการพนันจะเป็นคนใจคอโหดเหี้ยม แต่หลังจากได้เจอนายท่านเฉียนในวันนี้ ก็พบว่าเขาช่างจิตใจดีและเป็นคนมีคุณธรรมมากจริง ๆ
นายท่านเฉียนโบกมืออีกครั้ง “ท่านย่า ไม่จริงขอรับ เป็นโชคดีของข้าต่างหาก ที่ได้น้องชิงหลันมาเป็นน้องสาวร่วมสาบาน”
นายท่านมองไปทางเมิ่งเตี๋ยหวู่ที่กำลังคุยกับซ่งชิงหลันอย่างมีความสุข ใบหน้าเบิกบานไปด้วยรอยยิ้ม หัวใจพลันอบอุ่นขึ้นมา
ในตอนนี้ สาวใช้ได้นำข้าวตุ๋นและเนื้อบดที่ทำเป็นพิเศษสำหรับเด็กทารกแฝดทั้งสองมาให้
เมิ่งเตี๋ยหวู่รับมาแล้วหันไปชักชวนซ่งชิงหลัน “ชิงหลัน ให้ข้าช่วยป้อนได้หรือไม่?”
ซ่งชิงหลันรับคำแล้วยิ้ม “ได้อยู่แล้วเจ้าค่ะ”
นายหญิงเฉียนจึงได้เลียนแบบวิธีการป้อนอาหารของมารดาเด็กแฝด โดยใช้ช้อนเล็ก ๆ ค่อย ๆ ตักอาหารเข้าปากซ่งซิงเยว่