ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 157 ไร้เหตุผล
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 157 ไร้เหตุผล
บทที่ 157 ไร้เหตุผล
แม้ว่าซ่งชิงหลันจะพูดกับนายหญิงหวัง แต่คำพูดนั้นก็กระทบป๋ายเสี่ยวม่านโดยตรง
ป๋ายเสี่ยวม่านรู้สึกสะใจในตอนแรกที่ได้พูดจาข่มซ่งชิงหลันหน้าร้านว่า ไม่เหมาะจะมาซื้อเสื้อผ้าที่นี่ แต่กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายคือเจ้าของร้านนี้ไปเสียได้ น่าอับอายเหลือเกิน
นายหญิงหวังเป็นคนฉลาดจึงรู้ถึงความขัดแย้งระหว่างทั้งสองอย่างไม่ต้องสงสัย
แน่นอนว่านางต้องอยู่ข้างซ่งชิงหลันอย่างไม่ต้องสงสัยเช่นกัน
จึงได้ยิ้มกริ่มแล้วกล่าวว่า “แม่นางซ่งทั้งจิตใจดีและมีพรสวรรค์ เมื่อเห็นเจ้าอยู่ท่ามกลางผู้คนก็เห็นถึงความโดดเด่นแล้ว คนที่กล้ามาดูถูกเจ้าคงเป็นคนโง่หรือไม่ก็ตาฝ้าฟางไร้แววเต็มที”
“ท่าน…” ไม่ว่าป๋ายเสี่ยวม่านจะโง่เพียงใด นางก็รู้ได้ทันทีว่านายหญิงหวังกำลังว่ากระทบตนอยู่
แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งสองก็ไม่ได้สนใจว่าจะทำให้นางโกรธหรือไม่
ไม่ทันที่ป๋ายเสี่ยวม่านจะได้พูดสิ่งใดต่อ นายหญิงหวังก็เริ่มชักชวนเจ้าของร้านสาว “แม่นางซ่ง วันนี้ข้ายังไม่ได้ไปเลือกเสื้อผ้าเลย เจ้าพอจะมีเวลาไปช่วยข้าเลือกบ้างหรือไม่?”
“บังเอิญมากเลยเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งจะเอาแบบเสื้อผ้าใหม่ล่าสุดมาส่งให้ที่ร้านวันนี้” ซ่งชิงหลันถือแบบเสื้อผ้าขึ้นมาทันที “เราเข้าไปดูแบบเหล่านี้ข้างในด้วยกันดีกว่าเจ้าค่ะ”
แต่ในตอนนั้น ก็มีแบบเสื้อผ้าแผ่นหนึ่งหลุดจากมือซ่งชิงหลันไปตกที่ปลายเท้าของป๋ายเสี่ยวม่าน
บังเอิญยิ่งกว่านั้น เมื่อมันเป็นแบบที่หลิงซีเหยียนช่วยให้คำแนะนำในการปรับปรุง
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วแล้วกำลังจะก้มไปเก็บมันขึ้นมา
แต่ป๋ายเสี่ยวม่านเร็วกว่า แบบเสื้อผ้าชุดนั้นไปอยู่ในมือนางด้วยความรวดเร็ว
หญิงสาวมองแบบในมือแล้วพูดขึ้นอย่างสนอกสนใจ “ชุดนี้สวยมากจริง ๆ ถูกใจข้ายิ่ง ข้าอยากได้ไว้ใส่”
ว่าจบก็มองซ่งชิงหลันด้วยสายตาเย่อหยิ่ง “ชุดนี้ราคาเท่าใด ข้าจะซื้อ”
ซ่งชิงหลันหรี่ตามองนางเล็กน้อย สิ่งที่ป๋ายเสี่ยวม่านต้องการหาใช่เพียงเสื้อผ้าไม่ แต่ยังต้องการท้าทายด้วย
นางอ้าปากกำลังจะตอบบางอย่างออกไป แต่นายหญิงหวังที่อยู่ด้านข้างกลับพูดขึ้นมาเสียก่อน “แม่นางป๋าย เจ้าควรรอให้เสื้อผ้าออกมาก่อนค่อยมาซื้อทีหลังเถิด แม่นางซ่งบอกว่าจะให้ข้าดูแบบเหล่านี้ ไปกันเถิดแม่นางซ่ง ชุดแบบในมือนาง ข้าก็สนใจอยากจะได้เช่นกัน”
“หึหึหึ” จู่ ๆ ป๋ายเสี่ยวม่านก็หัวเราะขึ้นมา
มีแววดูถูกเหยียดหยามซ่อนอยู่ในดวงตาเจ้าเล่ห์ของนาง จากนั้นหญิงสาวก็กวาดสายตามองนายหญิงหวังขึ้นลงตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “แม่นางหวัง ท่านก็เห็นอยู่ว่าสีหลักของชุดนี้คือสีชมพูเป็นสีสดใสละเอียดอ่อน ท่านอายุไม่น้อยแล้ว ซื้อชุดสีเช่นนี้ใส่ก็ใช่ว่าจะทำให้ดูเหมาะกัน”
เห็นได้ชัดว่านั่นเป็นการพูดเพื่อความขบขันของป๋ายเสี่ยวม่านเพียงฝ่ายเดียว แต่นายหญิงหวังกำลังไม่พอใจอย่างมาก
เดิมทีนายหญิงหวังเพียงต้องการช่วยซ่งชิงหลันจากสตรีเช่นนี้เท่านั้น แต่ตอนนี้ แม้ว่าจะดูไม่เหมาะแต่นางก็อยากจะจัดการเด็กคนนี้เสียหน่อย
นายหญิงหวังคุมความโกรธไว้ในใจ มองไปทางป๋ายเสี่ยวม่านด้วยสีหน้าเย็นชา “เหมาะหรือไม่เหมาะก็หาใช่เรื่องที่เด็กสาวไร้ปัญญาเช่นเจ้าจะมาตัดสินไม่ และเดิมทีแบบชุดเหล่านี้แม่นางซ่งก็ตั้งใจเอาให้ข้าดูก่อน ถ้าข้าจะซื้อไปแล้วใส่เองหรือให้ผู้อื่นใส่ก็ไม่ใช่ธุระของเจ้า”
ป๋ายเสี่ยวม่านบันดาลโทสะยิ่งกว่าเดิม
แล้วรีบโต้กลับอย่างไม่เกรงกลัว “มาก่อนก็ต้องได้ก่อน ตอนนี้แบบชุดนี้ข้าเห็นก่อนท่าน ว่าตามหลักแล้ว ข้าต้องได้ซื้อชุดนี้ก่อนสิ”
นายหญิงหวังโกรธจนหน้ามืด “เจ้า…เจ้านี่มันช่างไร้เหตุผล”
ป๋ายเสี่ยวม่านยิ้มอย่างมีเลศนัย “ท่านต่างหากเล่าที่ไร้เหตุผล เห็นชัดแล้วว่าท่านไม่มีเหตุผลใดจะเอามาแย้งข้าได้ หึ”
ซ่งชิงหลันมองทั้งสองอยู่ข้าง ๆ จากนั้นจึงคิดบางอย่างออกมา
ในเวลานี้ลูกค้าร้านเสื้อคนอื่น ๆ ก็ต่างตื่นตระหนกกับเรื่องที่เกิดขึ้น หลายคนเข้ามามองด้วยความอยากรู้อยากเห็นและต้องการดูเรื่องสนุก
เมื่อป๋ายเสี่ยวม่านคิดว่าตนเองกำลังเป็นต่อ ซ่งชิงหลันจึงรีบเสนอขึ้น “ในเมื่อทั้งคู่ชอบชุดนี้มากเช่นกัน ข้าก็รู้แล้วว่าจะตัดสินอย่างไรและมันควรจะเป็นของผู้ใดดี”
“ตัดสินอย่างไร” ป๋ายเสี่ยวม่านถามอย่างเร่งรีบ
เจ้าของร้านสาวยกมุมปากขึ้นยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดเสียงเบา “ประมูล ผู้ใดให้ราคาสูงสุดก็เอาชุดนี้ไปเลยเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้ชมต่างก็ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอย่างสนอกสนใจ
“ประมูลอย่างนั้นหรือ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินว่าเสื้อผ้าเองก็เอามาประมูลได้ด้วย”
“ใช่ ข้าเคยได้ยินเพียงการประมูลภาพเขียนหรืองานเขียนอักษร เพิ่งเคยได้ยินการประมูลชุดครั้งแรก”
“อีกอย่าง มีแต่พวกบุรุษเท่านั้นที่ร่วมงานประมูลกัน นี่พวกเรากำลังจะได้สัมผัสความสนุกสนานกับตัวเองหรือนี่?”
“ข้าอยากร่วมด้วย”
“แม่นางซ่งข้าก็เช่นกัน”
เสียงของคนที่สนใจดังขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนป๋ายเสี่ยวม่านก็กังวลใจยิ่งขึ้น อีกอย่างนางกำลังกังวลว่าตัวเองจะเสียหน้า ดังนั้นจึงได้พูดสนับสนุนความคิดนี้อย่างเสียไม่ได้เช่นกัน “จะประมูลก็ได้ คิดว่าคนอย่างข้าจะยอมแพ้อย่างนั้นหรือ?”
ซ่งชิงหลันยิ้ม “ในเมื่อมีคนสนใจมากเพียงนี้ เราก็มาเริ่มประมูลกันเถิดเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหลันก็หันไปกล่าวกับเหวยหมิ่นจือและเหอไห่หลิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “ท่านป้าสะใภ้ทั้งสอง ประเดี๋ยวไปช่วยข้าเตรียมของสำหรับจัดการประมูลที่โถงด้านหน้าทีเจ้าค่ะ”
“ไปเตรียมกันเถิด”
แม้ว่าผู้ดูแลทั้งสองจะรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจกับความสนใจอย่างล้นหลามที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันก็ตาม แต่ก็ยังทำตามหน้าที่โดยไม่ได้ถามเพิ่มเติม
ไม่นานนักทุกอย่างก็ถูกเตรียมพร้อม
บรรดาสตรีชั้นสูงทั้งเหล่าภรรยาขุนนาง ภรรยาคหบดีใหญ่ และคุณหนูตระกูลต่าง ๆ มารวมตัวกันเพื่อร่วมการประมูล โดยที่มีนายหญิงหวังและป๋ายเสี่ยวม่านนั่งอยู่แถวหน้าสุด
ซ่งชิงหลันเห็นแววของการแข่งขันที่ซ่อนอยู่ระหว่างทั้งคู่ก็ยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็เอ่ยอย่างใจเย็น “กติกาก็คือ เสื้อผ้าของร้านเราตามปกติจะอยู่ที่สามถึงสี่ตำลึง วันนี้ข้าจะขอเปิดประมูลด้วยราคาสามตำลึง และเพิ่มได้อย่างน้อยครั้งละหนึ่งตำลึง กติกาก็มีเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ มาเริ่มกันเถิด”
หลังพูดจบ ซ่งชิงหลันก็ตีฆ้องที่อยู่ข้างตัว
จากนั้นเมื่อเสียง ‘เป้ง’ ดังขึ้น ป๋ายเสี่ยวม่านก็เริ่มเสนอราคาก่อน “สี่ตำลึง”
ว่าจบก็ส่งสายตายั่วยุให้สตรีอาวุโสกว่าที่นั่งอยู่ข้างกาย ราวกับกำลังจะประกาศว่านางพร้อมสู้เต็มที่
นายหญิงหวังที่อยู่ไม่ได้ห่างไปนัก มองอย่างเย็นชาแล้วเสนอราคาเสียงเรียบนิ่ง “สิบตำลึง”