ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 162 ศิษย์เอก
บทที่ 162 ศิษย์เอก
ซ่งชิงหลันตื่นเต้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงได้รีบถามออกไป “มันคือหยก…”
ก่อนที่หลานสาวจะเอ่ยจบ หญิงชราก็ยืนมือขวาออกมาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “กำไลหยกอย่างไรเล่า ตอนที่ย่าแต่งงานกับปู่ของเจ้าเขาเป็นคนสวมมันให้ย่าเอง เห็นว่าเป็นของตกทอดสำหรับสะใภ้ตระกูลซ่ง นี่แหละของตกทอดจากบรรพบุรุษที่ย่ามี”
ซ่งชิงหลันมองไปที่กำไลหยกก็พบว่ามันค่อนข้างหมองคล้ำและมีหินปนเปื้อน มองเพียงเท่านั้นก็รู้ได้ว่าไม่ใช่ของที่มีราคานัก บางทีท่านปู่อาจจะเพียงบอกท่านย่าเช่นนั้นเพื่อให้นางรู้สึกมีความสุข
แต่ระหว่างที่ท่านย่าเล่าเรื่องนี้ก็พบว่าหญิงชรากำลังยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต
ซ่งชิงหลันจึงไม่ขัดความสุขของท่านย่า เพียงยิ้มแล้วพูดต่อ “เจ้าค่ะ นี่แหละที่เป็นมรดกจากบรรพบุรุษ หากขาดของตกทอดนี้ไปท่านปู่คงไม่ได้แต่งงานกับท่านย่าใช่หรือไม่”
“นั่นสิ” แม่เฒ่าซ่งเชิดคางขึ้นอย่างภูมิใจ
ทั้งสองคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเริ่มดึกแล้ว แม่เฒ่าซ่งก็กลับไปที่ห้องของตนเอง
ซ่งชิงหลันเอาจี้หยกออกมาอีกครั้ง สำรวจมันอย่างระมัดระวัง จี้หยกภายใต้แสงเทียนดูอบอุ่นเมื่ออยู่บนมือของหญิงสาว
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย มีจี้หยกเนื้อดีเช่นนี้อยู่ในที่ดินบ้านตระกูลซ่งได้อย่างไรกัน
สุดท้ายนางก็เก็บจี้หยกลงไปในถุงกำมะหยี่อย่างดี ก่อนจะทิ้งตัวลงยังที่นอนข้าง ๆ เปลเด็กทั้งสองแล้วหลับไป
คืนนั้นซ่งชิงหลันเกิดฝันประหลาดขึ้นมา
นางฝันว่าถูกเถาวัลย์ของปีศาจต้นฉัตรจีนมาดึงผม พร้อมกับร้องตะโกนออกมาด้วยเสียงอันน่าสะพรึง “เอาจี้หยกข้าคืนมา… นั่นจี้ของข้า…”
“โอ๊ย”
ซ่งชิงหลันอุทานเสียงดังแล้วสะดุ้งตื่นจากความฝัน มีเม็ดเหงื่อเกาะบนใบหน้า
ด้วยความตกใจ นางหันหน้าไปมองเด็กน้อยทั้งสองก็พบว่าลูก ๆ ตื่นกันแล้ว และพวกเขาก็กำลังเล่นผมของนางอยู่
ในที่สุดความจริงก็ปรากฏ ว่านี่คือปีศาจตัวน้อยทั้งสอง
ซ่งชิงหลันถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ “พวกเจ้าก่อเรื่องแต่เช้าเลยหรือนี่”
เมื่อเห็นว่ามารดาตื่นขึ้นมาแล้ว ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ก็พากันหัวเราะคิกคักอย่างตื่นเต้น แล้วพูดออกมา “มะ…”
“แม่? เจ้าเรียกแม่อย่างนั้นหรือ?” ซ่งชิงหลันลุกขึ้นมาอย่างตื่นเต้น มองไปที่ลูก ๆ ตาไม่กะพริบ
ถึงกระนั้นซ่งชิงหลันก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น จึงพึมพำกับตัวเองเสียงเบา “ไม่สิ พวกเจ้าไม่ควรเรียกข้าว่าแม่…”
ทันใดนั้นซ่งซิงเยว่ก็ร้องงอแงออกมา ทำให้ซ่งชิงหลันกลับมาจากห้วงความคิดของตนอย่างรวดเร็ว
นางรีบอุ้มลูกสาวขึ้นมาตบก้นเล็ก ๆ นั้นด้วยรอยยิ้ม “อ้อ เหม็นตุ ๆ เชียว เอาเถิด แม่จะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เจ้านะ”
ซ่งชิงหลันดูแลลูก ๆ อย่างสบายใจไปเรื่อย ๆ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ต้องแยกจากทารกน้อยทั้งคู่
หลังจากป้อนอาหารเช้าให้ลูก ๆ เรียบร้อย ซ่งชิงหลันก็ออกจากบ้านไป
ทันทีที่ซ่งชิงหลันออกจากคฤหาสน์ตระกูลเฉียน นางก็ถูกหยุดโดยผู้ใดบางคนที่กระโดดเข้ามาขวางเอาไว้ “ในที่สุดท่านก็ออกมาสักที”
ซ่งชิงหลันตกใจอย่างแรง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเป็นสาวน้อยอู่เชียนเชียนกำลังยืนมองด้วยความขุ่นเคือง
หญิงสาวยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจกับความฝันเมื่อคืน และตอนนี้ก็ยิ่งตกใจเมื่อถูกเข้าหาอย่างกะทันหัน
ซ่งชิงหลันเอามือกุมหน้าอกด้วยความตกใจ มองไปทางสาวน้อยตรงหน้าแล้วทักทาย “เชียนเชียน เจ้านี่เอง ทำอันใดกัน ข้าตกใจแทบแย่”
อู่เชียนเชียนทำหน้ามุ่ยแล้วเอ่ยตอบ “ถ้าท่านไม่ได้ทำอันใดผิด เหตุใดตกใจที่ได้เจอข้าเล่าเจ้าคะ”
“ข้าทำอันใดผิด?” ซ่งชิงหลันเต็มไปด้วยความสงสัย
“เจ้าหมายถึงอันใด…” อู่เชียนเชียนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ระหว่างที่เริ่มพูด “ข้าไม่ได้มาหาท่านสักพักหนึ่งแล้ว และวันนี้ก็เลยอยากไปเล่นที่บ้านท่านเสียหน่อย แต่พอไปถึงก็เห็นว่าบ้านถูกรื้อไปแล้ว เรื่องสำคัญขนาดนี้ เหตุใดถึงไม่บอกข้าเลยเจ้าคะพี่ชิงหลัน ข้าละอายใจนักที่ไม่ได้รู้เรื่องนี้มาก่อน นายช่างที่เป็นคนสร้างบ้านบอกข้าว่าให้มาที่นี่”
“อย่างนี้นี่เอง” ซ่งชิงหลันหัวเราะออกมา จับมือเล็ก ๆ ของสาวน้อยแล้วพูดขึ้น “เอาน่า เจ้าอย่าโกรธข้าเลย ช่วงนี้ข้ายุ่งมาก ๆ จึงได้ลืมบอกเรื่องนี้กับเจ้าไปเสียสนิท เอาเป็นว่าไปที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายด้วยกัน ข้าจะเลี้ยงพิราบย่างเจ้าเอง”
อู่เชียนเชียนเม้มริมฝีปากก่อนเอ่ยตอบ “พิราบย่างก็ยังไม่พอเจ้าค่ะ ข้าอยากกินอาหารฝีมือท่านด้วย”
“ได้เลย ๆ ตามใจเจ้าทุกอย่าง ไปกันเถิด”
คฤหาสน์ตระกูลเฉียนและภัตตาคารอวิ๋นหลายไม่ได้ห่างไกลกัน ทั้งสองเดินเท้าไปด้วยกันได้
ช่วงเช้าเช่นนี้เมืองหลวงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนมากมายเดินทางมาจับจ่ายที่ตลาดเช้า และทั้งสองก็เดินชมเมืองไปด้วยระหว่างทาง
ซ่งชิงหลันคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงถามขึ้น “จะว่าไปแล้ว ชิงหนานก็รู้เรื่องรื้อบ้าน เขาไม่ได้บอกเจ้าหรือ?”
“ท่านหมายถึงศิษย์น้องหรือ ฮึ ตอนนี้ข้าแทบไม่ได้พบหน้าเขาเลยเจ้าค่ะ” สาวน้อยว่าพร้อมโบกมือไปมา
ซ่งชิงหลันใจเต้นแรงผิดปกติ นางรู้สึกว่าต้องมีเรื่องใดเกิดขึ้นแน่นอน
จึงรีบถามออกไป “เชียนเชียน เจ้าหมายความว่าอย่างไร เกิดอันใดขึ้นกับชิงหนาน?”
“ท่านพ่อรับเขาเป็นศิษย์เอกแล้ว บอกว่าเขามีฝีมือมากจึงได้ถ่ายทอดวิชาต่าง ๆ ให้เขาด้วยตนเอง ยิ่งกว่านั้นท่านพ่อยังบอกอีกว่าเขาเป็นคนที่พัฒนาตนเองได้อย่างรวดเร็ว เกรงว่าแม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ก็อาจจะเอาชนะเขาไม่ได้ ท่านพ่อคาดว่าต่อไปเขาอาจจะเหนือกว่าท่านพ่อด้วยซ้ำ”
ระหว่างที่เล่า อู่เชียนเชียนก็มองซ่งชิงหลันที่มีท่าทางสับสนด้วยความแปลกใจ “พี่ชิงหลัน เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นมาเป็นเดือนแล้ว ตอนกลับบ้านครั้งล่าสุดศิษย์น้องไม่ได้บอกเรื่องนี้กับท่านเลยหรือเจ้าคะ?”
หญิงสาวส่ายหน้าไปมา “บางทีอาจจะเป็นเพราะพวกเรากำลังปรึกษากันเรื่องบ้านหลังใหม่ดูวุ่นวาย ชิงหนานจึงไม่สบโอกาสเล่าเรื่องนี้”
ถึงอย่างนั้นพี่สาวคนโตอย่างซ่งชิงหลันก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ น้องชายรองของนางตอนนี้กำลังโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จัดการชีวิตตนเองได้อย่างดี ซ้ำยังเก็บเรื่องของตนเองเอาไว้คนเดียวอีกด้วย
บางครั้งการเห็นเขาเติบโตอย่างรวดเร็วก็ทำให้รู้สึกเศร้าเล็กน้อย
ทันใดนั้นเองก็มีกลิ่นหอมของอาหารโชยมา
อู่เชียนเชียนกลืนน้ำลายด้วยความสนใจ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “ว้าว ซาลาเปาเนื้อ น่าอร่อยจัง”
หญิงสาวทั้งสองมองไปทางที่มาของกลิ่นหอม พบว่าเป็นร้านซาลาเปาที่ตั้งอยู่ริมทาง เจ้าของร้านเปิดฝาซึ้งใบใหญ่ออกมา แล้วเริ่มตะโกนขาย “ซาลาเปาเนื้อ ซาลาเปาเนื้อ เพิ่งนึ่งสดใหม่ เชิญทางนี้จ้า ช้าหมดอดกินนะ”
อู่เชียนเชียนหันมาทางซ่งชิงหลันทันที “พี่ชิงหลัน รอข้าที่นี่ก่อน ข้าจะซื้อซาลาเปาเนื้อเสียหน่อยเจ้าค่ะ”
ว่าจบนางก็ก้าวเท้าไปที่แผงขายซาลาเปาเนื้อตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
อู่เชียนเชียนเป็นนักชิมที่ไม่ยอมพลาดของอร่อย เป็นสิ่งที่ซ่งชิงหลันรู้ดี
หญิงสาวยิ้มแล้วส่ายหน้า กำลังมองเจ้าของแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นเดินไป แต่ทันใดนั้นก็ตะโกนออกไปเสียงดังด้วยความตกใจ “เชียนเชียน ระวัง!”