ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 164 ท่านมาทำอันใดที่เมืองหลวง?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 164 ท่านมาทำอันใดที่เมืองหลวง?
บทที่ 164 ท่านมาทำอันใดที่เมืองหลวง?
“อ๋อ…” อู่เชียนเชียนพลันตาเป็นประกาย นางมองซ่งชิงหลันก่อนเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “อย่างนี้นี่เอง พี่ชิงหลันอย่างที่พี่พูดเลย! โอ๊ย! ข้าลืมไปได้อย่างไรกันว่ามีของอร่อยขนาดนั้นอยู่ด้วย!”
ว่าแล้วนางก็แทบน้ำลายสอขึ้นมา
ฉูซื่อโม่วจ้องอยู่พักใหญ่และอดสงสัยเรื่องของอาหารน่าอร่อยนี้ไม่ได้จึงเอ่ยถาม “แม่นางทั้งสองพูดถึงอันใดกันอยู่ มันรสชาติอร่อยขนาดนั้นเลยหรือขอรับ?”
ซ่งชิงหลันเลิกคิ้วให้เขาก่อนบอก “ลองชิมดู ประเดี๋ยวท่านก็รู้เอง”
อู่เชียนเชียนตบบ่าเขาและยิ้มบอก “เร็วเข้า ฉู่รั่วรั่ว”
“ฉู่รั่วรั่วอย่างนั้นหรือ?” ฉูซื่อโม่วชี้ตนเองด้วยท่าทีไม่อยากจะเชื่อ “นี่เจ้าเรียกข้าหรืออย่างไร?”
อู่เชียนเชียนที่เดินนำหน้าไปหันมาแลบลิ้นใส่เขาทันที “ท่านอ่อนแอเสียขนาดนี้ ข้าย่อมพูดถึงท่านอยู่แล้ว รีบตามมาเร็วเข้า!”
หลังจากนั้นทั้งสามก็มาถึงร้านอาหารเช้าตระกูลซ่งซึ่งตั้งอยู่ข้างประตูเมือง
ฉูซื่อโม่วมองแถวยาวตรงหน้าแล้วอดตกใจไม่ได้ “คนเยอะขนาดนี้เชียว? ตอนพ้นประตูเมืองมาข้ายังไม่เห็นคนเยอะขนาดนี้ ที่นี่ขายอาหารเช้าอย่างไรกัน?”
อู่เชียนเชียนตอบพร้อมรอยยิ้ม “เจียนปิ่งกั่วจือกับมันหวานเผาน่ะ”
“เจียนปิ่งกั่วจือ? มันคือสิ่งใด?” เขากะพริบตามองด้วยความสงสัย
เขาอยู่หลี่โจวมาหลายปีแต่ไม่เคยได้ยินอาหารที่เรียกว่า ‘เจียนปิ่งกั่วจือ’ สักครั้ง
เมืองหลวงแห่งนี้ เป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิจึงมีทุกสิ่งที่ต้องการ
อู่เชียนเชียนตบบ่าเขาพลางส่ายหน้า รอยยิ้มบางแต่งแต้มบนใบหน้างดงาม “จะบอกให้ ฉู่รั่วรั่ว ท่านไม่รู้อันใดเสียแล้ว มา ข้าจะพาไปดูเองว่าสิ่งใดคือเจียนปิ่งกั่วจือ”
ว่าจบเด็กสาวก็ลากแขนเขาเดินไปข้างหน้า
ฉูซื่อโม่วโพล่งบอก “คุณหนูอู่เราไม่ต้องต่อแถวกันหรือ ทำเช่นนั้นจะไม่ดีเอา”
“ต่อแถวอันใดกัน ร้านอาหารเช้านี้เป็นของพี่ชิงหลัน ตามนางไปแล้วประเดี๋ยวก็ได้กินเองน่า”
ด้านซ่งชิงหลันเข้าไปในร้านก่อนแล้ว
เห็นพี่หนิวกับพี่สะใภ้หนิวงานล้นมือ แต่พวกเขากลับชะงักเมื่อเห็นซ่งชิงหลัน
พี่สะใภ้หนิวถามขึ้นขณะทำเจียนปิ่งไปด้วย “น้องซ่ง เหตุใดวันนี้ว่างมาได้”
ทั้งคู่รู้ว่าตอนนี้ซ่งชิงหลันดูแลทั้งร้านเสื้อผ้าและภัตตาคารอวิ๋นหลาย ทำให้แต่ละวันงานยุ่งไม่น้อย
ซ่งชิงหลันตอบ “ข้าพาเพื่อนสองคนมากินเจียนปิ่งเจ้าค่ะ”
ในตอนนี้อู่เชียนเชียนกับชายหนุ่มก้าวมาข้างหน้า
อู่เชียนเชียนชะโงกหน้าออกมาพลางยิ้มตาหยี ก่อนเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ “พี่สะใภ้หนิว อรุณสวัสดิ์!”
“เป็นคุณหนูอู่นี่เอง!” พี่สะใภ้หนิวยิ้ม ก่อนมองชายหนุ่มที่ไม่คุ้นหน้าทั้งยังดูเหนียมอายข้างหลังและถาม “แล้วผู้นั้นคือ…”
“อ๋อ เขาหรือ เขาชื่อฉู่รั่วรั่ว เราเพิ่งรู้จักกันข้างทาง”
“ฉู่รั่วรั่ว?” พี่สะใภ้หนิวเบิกตากว้างด้วยความฉงนก่อนพึมพำ “เหตุใดถึงได้ตั้งชื่อเช่นนั้นเล่า?”
อู่เชียนเชียนอดขำไม่ได้
ซ่งชิงหลันเหลือบมองและอธิบายกับพี่สะใภ้หนิว “พี่สะใภ้หนิว อย่าไปฟังเชียนเชียนพูดเหลวไหลเลยเจ้าค่ะ นี่คุณชายฉู ชื่อฉูซื่อโม่ว มาจากหลี่โจวเพิ่งมาถึงเมืองหลวง ตอนนี้เขากำลังหิวข้าเลยอยากพาเขามาลิ้มลองเจียนปิ่งกั่วจือเร้านเราให้อิ่มหนำ”
พี่สะใภ้หนิวพลันฉีกยิ้มก่อนบอก “ได้เลย! ได้เลย! คุณชายฉูมาตั้งไกลต้องได้ลองชิมเจียนปิ่งของเรา”
ด้านพี่หนิวยกมันหวานเผาแสนอร่อยสองหัวออกมาจากเตา แล้วยื่นให้ฉูซื่อโม่วและอู่เชียนเชียน “พวกท่านควรรีบกินตอนยังอุ่น ๆ ประเดี๋ยวจะเย็นเอาเสียก่อน”
ยามนี้เมื่อลูกค้าในแถวเห็นซ่งชิงหลันก็อดแซวไม่ได้ “ในที่สุดแม่นางซ่งก็แวะมาที่นี่ แม่นางทำเจียนปิ่งให้เราหน่อยได้หรือไม่”
“ใช่แล้ว! ใช่แล้ว! เราไม่ได้กินฝีมือแม่นางซ่งมานานแล้ว!”
“แม่นางซ่ง ทำให้เราคนละชิ้นสิ!”
“ทำสักชิ้นก็ได้!”
……
เมื่อเห็นทุกคนส่งเสียงโหวกเหวก พี่หนิวกับพี่สะใภ้หนิวก็อึดอัดใจเล็กน้อยจึงเอ่ยบอก “น้องซ่ง ดูท่าแล้ว…”
ซ่งชิงหลันเม้มปากและยิ้มให้พวกเขาเบาใจ ก่อนหยิบผ้ากันเปื้อนด้านข้างมาสวม
นางยิ้มให้ลูกค้าด้านนอกประตูและเอ่ยอย่างใจดี “ในเมื่อทุกคนชื่นชมข้าถึงเพียงนี้ ข้าเองก็ควรทำตามคำขอ อย่างนั้นขอแสดงฝีมือให้พวกท่านได้ชมก็แล้วกัน”
ว่าจบนางก็ตักแป้งช้อนใหญ่มาแผ่บนกระทะ ก่อนใส่วัตถุดิบไปทีละอย่าง ขั้นตอนเป็นไปอย่างคล่องแคล่ว ผ่านไปครู่หนึ่งเจียนปิ่งก็เสร็จเรียบร้อย
ในตอนนี้ที่ร้านมีซ่งชิงหลันคอยช่วย นางกับพี่สะใภ้หนิวทำเจียนปิ่งด้วยกัน ส่วนพี่หนิวขายมันหวานเผา อู่เชียนเชียนกับฉูซื่อโม่วช่วยเก็บเงินให้
ไม่นานแถวที่เคยยาวเหยียดก็ค่อย ๆ หายไป
อู่เชียนเชียนถอนหายใจ “เฮ้อ ในที่สุดก็ได้พักเสียทีนะเจ้าคะ นึกไม่ถึงเลยว่าการทำธุรกิจจะเหนื่อยกว่าการฝึกวิชาเสียอีก”
ซ่งชิงหลันยื่นเจียนปิ่งให้นางก่อนบอก “เอ้า นี่ กินเจียนปิ่งเสีย เจ้าจะได้กลับมามีแรงกระโดดโลดเต้น”
นางรับมาพร้อมส่งยิ้ม “อื้ม เพียงนี้ก็คุ้มค่าความเหนื่อยแล้วเจ้าค่ะ”
ว่าจบก็กัดกินเจียนปิ่งและอดถอนหายใจไม่ได้ “อื้อ…อร่อย”
ซ่งชิงหลันยื่นเจียนปิ่งให้ฉูซื่อโม่ว “คุณชายฉู ท่านอยากลองกินดูหรือไม่?”
เป็นครั้งแรกที่ฉูซื่อโม่วเห็นอาหารเช่นนี้ เมื่อเห็นอู่เชียนเชียนกินอย่างเอร็ดอร่อยจึงกัดกินบ้างด้วยความสงสัย
เขาค่อย ๆ เคี้ยวก่อนที่สีหน้าจะค่อย ๆ ฉายแววตกตะลึง
อู่เชียนเชียนสะกิดเขาและถามพร้อมรอยยิ้ม “เป็นอย่างไร อร่อยใช่หรือไม่?”
“อื้ม” เขาพยักหน้ารับระรัวก่อนบอก “ข้าไม่เคยกินของอร่อยถึงเพียงนี้มาก่อนเลย”
สิ้นคำก็ยัดเจียนปิ่งเข้าปากหมดภายในสองคำ และเอ่ยกับซ่งชิงหลัน “แม่นางซ่ง ขอข้ากินอีกชิ้นได้หรือไม่ขอรับ?”
สุดท้ายเขาก็กินเจียนปิ่งเไปถึงสามชิ้น
แม้แต่อู่เชียนเชียนที่มองมาจากด้านข้างยังตกใจ “นึกไม่ถึงว่าท่านที่ทั้งผอมและอ่อนแอ แต่กลับกินเยอะถึงเพียงนี้”
ฉูซื่อโม่วยิ้มเขินพลางอธิบาย “ข้าชอบกินของอร่อยมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดกินเท่าไรก็ไม่อ้วน”
ซ่งชิงหลันได้ยินเช่นนั้นก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้
แม้เจ้าตัวจะพูดเรื่องจริง ทว่าเหตุใดถึงได้น่าหมั่นไส้นัก?
ทั้งสามออกจากร้านอาหารเช้าด้วยกัน
อู่เชียนเชียนพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ นางหันมองฉูซื่อโม่วและถาม “ว่าแต่ข้ายังไม่ได้ถามท่านเลย ท่านมาทำอันใดในเมืองหลวงกัน แล้วท่านจะไปที่ใดต่อเจ้าคะ?”
“อ๋อ! เหตุใดข้าถึงลืมธุระของตัวเองไปเสียสนิท” เขาออกอาการหัวเสียอยู่บ้าง
พอเจอของอร่อยทีไรเป็นต้องลืมเรื่องอื่นไปง่าย ๆ เสียทุกที
เขามองซ่งชิงหลันกับอู่เชียนเชียนด้วยท่าจริงจังก่อนตอบ “ข้าว่าจะไปหาเพื่อนที่ภัตตาคารอวิ๋นหลาย แม่นางทั้งสองรู้หรือไม่ว่าที่นั่นอยู่ที่ใด?”