ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 166 ทักษะอ่อนด้อย ความรู้ตื้นเขิน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 166 ทักษะอ่อนด้อย ความรู้ตื้นเขิน
บทที่ 166 ทักษะอ่อนด้อย ความรู้ตื้นเขิน
ฉูซื่อโม่วยิ้มบางก่อนเอ่ยอย่างถ่อมตัว “ต้องขอบคุณที่ทุกท่านชอบผลงานของท่านพ่อข้า ถึงเขาจะมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงนี้ แต่เขาก็เอ่ยบ่อยครั้งว่าตัวเองเป็นเพียงจิตรกรกับพ่อค้าธรรมดา ๆ ไม่ได้เก่งกาจอย่างที่ทุกคนยกยอกันขอรับ”
อู่เชียนเชียนเม้มปากพลางชำเลืองมองเขาและเอ่ย “หากข้าสามารถวาดภาพแล้วขายได้เป็นร้อยตำลึง ข้าคงคิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษไปแล้ว ว่าแต่ท่านบอกให้ท่านพ่อวาดภาพอีกได้หรือไม่ ตอนนี้ภาพที่เขาวาดหาซื้อยากมาก พ่อข้าเองก็ตามหามานานแล้ว”
เขามองสีหน้าโอดครวญของนางแล้วอดรู้สึกเอ็นดูไม่ได้
เด็กหนุ่มอมยิ้มก่อนบอก “หากท่านพ่อรู้ว่าผลงานของเขาเป็นที่นิยมถึงเพียงนี้คงดีใจไม่น้อย เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้ามาเมืองหลวงคราวหน้าจะเอาภาพวาดของท่านพ่อไปให้ถึงบ้านสกุลอู่ด้วยตัวเอง”
เมื่อนางได้ยินเช่นนั้นก็ตาเป็นประกาย “จริงหรือ? ท่านพูดแล้วห้ามผิดคำพูดเด็ดขาด”
“ข้าเป็นคนรักษาสัจจะเสมอ”
“เยี่ยม! อย่างนั้นก็ดื่มเร็ว!” ว่าแล้วก็รินเหล้าให้ตัวเองกับฉูซื่อโม่ว
นางยกจอกชนกับเขาก่อนบอก “ข้าชอบคนอารมณ์ดีที่สุด ต่อไปเราจะเป็นเพื่อนกันหลังดื่มจอกนี้ ข้าจะคอยดูแลท่านเองตอนท่านอยู่ที่เมืองหลวง ไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกท่านเด็ดขาด”
ฉูซื่อโม่วชะงักกับท่าทีห้าวหาญของนาง ทว่ายังยกจอกขึ้นชนด้วย
นางกระดกดื่มเหล้าหมดจอกในอึกเดียว
เขาเพียงจิบก็รู้สึกร้อนคอจากสุรารสแรง
“คิ ๆ…” อู่เชียนเชียนหัวเราะร่า “ท่านดื่มเหล้าไม่เป็นหรือเจ้าคะ?”
ซ่งชิงตงรีบอธิบาย “ซื่อโม่วไม่ชอบดื่ม เจ้าเลิกหัวเราะเขาได้แล้ว”
นางอุทานออกมา “โอ๊ะ”
ฉูซื่อโม่วโพล่งบอก “วันนี้แค่จิบ ข้าไม่คุ้นชินกับเหล้านี้นัก ต่อไปข้าจะลองมากกว่านี้”
หญิงสาวรู้สึกว่าชายตรงหน้าน่าสนใจไม่น้อย
นางถามต่อ “พ่อท่านเก่งเพียงนั้น ท่านเองก็คงวาดภาพเก่งใช่หรือไม่?”
เขาก้มหน้ายิ้มบาง “ข้าไม่เก่งเท่าท่านพ่อ เทียบกับท่านพ่อแล้วข้ายังห่างชั้นมากโข”
ระหว่างนั้นแววตาเศร้าก็อดฉายทาบทับใบหน้าเขาไม่ได้
แท้จริงแล้วคำถามของอู่เชียนเชียนสะกิดใจเขามาก
บางครั้งการมีบิดาที่เก่งกาจมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะทุกคนจะพลอยคิดว่าลูกของเขามักเก่งตามไปด้วย
ที่ผ่านมาฉูซื่อโม่วถูกคาดหวังจากผู้คน ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกว่าตนอยู่ใต้ร่มเงาของบิดาตลอดเวลา จึงกดดันมากจนอึดอัด ต่อให้เขารักการวาดรูปมากเพียงใดก็ยากจะสร้างผลงานอันเป็นที่พอใจได้
เมื่อซ่งชิงตงเห็น เขาก็ดูออกว่าเพื่อนคนนี้คิดอันใดในใจ
เขาจึงรีบปลอบ “ซื่อโม่ว อย่าดูถูกตัวเองไปเลย เจ้าก็ตั้งใจวาดภาพเต็มที่ไม่ใช่หรือ เมื่อใจเจ้าพร้อมย่อมวาดได้แน่”
ซ่งชิงหลันรับรู้ได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าขาดแรงผลักดันเช่นกัน
นางรินชาให้พลางเอ่ยเสียงนุ่ม “ความพยายามนำมาซึ่งความสำเร็จ โลกแห่งนี้กว้างใหญ่นัก จงออกไปเรียนรู้ให้มาก ประสบการณ์ของเจ้าจะค่อย ๆ เพิ่มพูน เมื่อเจ้ามีภาพในใจ ต้องวาดมันออกมาได้แน่ ภาพที่มาจากจิตวิญญาณของเจ้า”
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้แล้วฉูซื่อโม่วเงยหน้าขึ้นทันที เขามองหน้านางอย่างไม่อยากเชื่อก่อนบอก “พี่ชิงหลัน ท่านเก่งมากจริง ๆ ตั้งแต่ได้พบกับพี่ชิงตงที่หลี่โจว ข้าเองก็คิดอยากออกเดินทาง แต่พ่อบอกบางอย่างกับข้าก่อนจากบ้านมา ใจความเช่นเดียวกับที่ท่านพูดมาเมื่อครู่ไม่มีผิดขอรับ”
ว่าจบก็หันไปบอกกับซ่งชิงตงด้วยความอิจฉา “พี่ชิงตง พี่สาวท่านเป็นเหมือนอย่างเล่าเลยขอรับ นางเก่งมาก!”
ซ่งชิงตงเลิกคิ้วอย่างภาคภูมิใจและเอ่ย “แน่นอนอยู่แล้ว”
“ว่าแต่พี่ชิงตงที่ท่านเคยบอกว่าจะเปิดร้านขายของก่อนหน้านี้ ตอนนี้ได้เปิดหรือยังขอรับ?”
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วขณะหันไปถามน้องชายข้างตัว “เจ้าจะเปิดร้านอย่างนั้นหรือ? เหตุใดไม่เคยเห็นเจ้าพูดถึงมาก่อน”
ซ่งชิงตงยิ้มเจื่อนก่อนบอก “อันที่จริงข้าอยากเปิดร้านมานานแล้วขอรับ แต่ตอนนี้ที่บ้านมีหลายอย่างให้จัดการ ข้าเห็นว่าท่านงานยุ่ง จึงคิดว่าค่อยบอกตอนทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว”
“ในเมื่อเจ้าคิดทำธุรกิจนี้แล้วก็ต้องมีหน้าร้านถึงจะดี” นางพยักหน้าและบอก “เจ้าว่าอย่างไร ไปดูที่ตั้งร้านแล้วหรือยัง?”
ซ่งชิงตงพยักหน้า “อืม ข้าดูเอาไว้หลายที่ หลังเทียบค่าเช่าก็เกือบตัดสินใจได้แล้ว ซื่อโม่ว วันพรุ่งเจ้าไปดูเป็นเพื่อนข้าที”
“ได้ขอรับ” ฉูซื่อโม่วตอบตกลงทันที “ข้ามาเมืองหลวงคราวนี้ ตั้งใจจะสนุกให้เต็มที่เช่นกัน”
ซ่งชิงหลันโล่งใจไม่น้อยที่เห็นน้องชายพึ่งพาตนเองได้แล้ว
นางคีบหมูตุ๋นใส่ชามซ่งชิงตงพร้อมบอกเสียงอ่อนโยน “ถ้าต้องการความช่วยเหลือก็บอกข้าได้”
“ได้เลย ท่านพี่ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
หลังทานข้าวเสร็จ ซ่งชิงตงไปส่งฉูซื่อโม่วกลับไปพักผ่อนที่โรงเตี๊ยม
ด้านอู่เชียนเชียนก็กลับโรงฝึกจิงอู่เช่นกัน
วันถัดมาซ่งชิงตงมาหาฉูซื่อโม่วที่โรงเตี๊ยมสี่หลายจูแต่เช้าตรู่
เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายมักตื่นเช้ามาฝึกฝีแปรง เวลานี้เขาต้องตื่นแล้วแน่
ชิงตงเคาะประตูก่อนถาม “ซื่อโม่ว ๆ เจ้าตื่นหรือยัง?”
ทันทีที่เจ้าของชื่อได้ยินก็รู้ว่าเป็นเสียงซ่งชิงตง
“อื้อ ตื่นแล้ว พี่ชิงตง รอประเดี๋ยวนะขอรับ”
ว่าจบก็รีบลุกขึ้น หยิบผ้าปิดภาพวาด ก่อนเดินไปเปิดประตู
ทันทีที่เห็นหน้าซ่งชิงตงก็ยิ้มบอก “ไปกันเถิด”
ซ่งชิงตงมองเข้าไปในห้องและถาม “เจ้าทำอันใดอยู่ในห้อง ลึกลับถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“ไม่มีอันใดขอรับ เราไปกันเถิด ท่านบอกว่าวันนี้มีหลายที่ต้องไปไม่ใช่หรือ?”
ทั้งสองเดินดูร้านกันตลอดช่วงเช้า ในที่สุดก็มาถึงร้านสุดท้ายซึ่งตั้งอยู่บนถนนหย่งติ้ง ไม่ห่างจากร้านเสื้อชิงเยว่ของซ่งชิงหลัน
ร้านนี้เดิมทีขายของโบราณ ภาพเขียนพู่กัน และภาพวาด มีพื้นที่มากกว่าร้อยเสื่อ ผังร้านและการตกแต่งก็ดีแทบจะใช้ได้ทันที ติดเพียงค่าเช่าแพงไปเล็กน้อย อยู่ที่ห้าตำลึง
เจ้าของเห็นว่าซ่งชิงตงถูกใจมากจึงบอก “คุณชายซ่ง หน้าร้านเช่าในย่านนี้แทบเหมือนกันหมด นี่คงเป็นโชคชะตาที่เราได้มาพบกัน หากท่านอยากได้ที่นี่จริง ๆ ก็ตัดสินใจเช่าได้เลยขอรับ ถ้าจ่ายค่าเช่ารายปีข้าจะเว้นค่าเช่าให้เดือนหนึ่ง แล้วค่อยมาตกลงขึ้นค่าเช่าทุกสองปีเป็นอย่างไร?”
ค่าเช่าหน้าร้านบนถนนหย่งติ้งมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งส่วนใหญ่ยังเพิ่มขึ้นทุกปี
หากตกลงกันตั้งแต่ตอนนี้จะได้ราคาดีกว่ามาก
ซ่งชิงตงพยักหน้าก่อนถามฉูซื่อโม่วที่อยู่ข้าง ๆ “ซื่อโม่ว เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
อีกฝ่ายบอกเสียงเรียบ “อื้ม! ข้าว่าดี!”