ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 169 ทั้งรายย่อยและรายใหญ่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 169 ทั้งรายย่อยและรายใหญ่
บทที่ 169 ทั้งรายย่อยและรายใหญ่
ซ่งชิงหลันตกอยู่ในห้วงความคิดตลอดสองสามวันที่ผ่านมา
แม้แต่เมิ่งเตี๋ยหวู่ก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับนาง
เมื่อเห็นว่าซ่งชิงหลันกำลังจะตักข้าวเข้าปากซ่งซิงเยว่ นางก็รีบเอ่ยห้ามทันที “ชิงหลัน!”
ซ่งชิงหลันชะงักไปครู่หนึ่ง “เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“เยว่เยว่กินอิ่มแล้ว เฉินเฉินต่างหากที่ยังไม่ได้กินข้าว เจ้าป้อนผิดคนแล้ว” พี่สะใภ้ว่าพลางหยิบชามมาจากมือซ่งชิงหลัน แล้วเริ่มป้อนข้าวซ่งซิงเฉิน
เมิ่งเตี๋ยหวู่มองไปทางมารดาของสองแฝดอย่างกังวลใจ แล้วถามขึ้น “ชิงหลัน เจ้าเป็นอันใดไปอย่างนั้นหรือ มีเรื่องใดในใจหรือไม่?”
ซ่งชิงหลันเพียงอยากระบายเรื่องนี้กับผู้ใดสักคน จึงพูดออกมา “ท่านพี่สะใภ้ คือข้า…”
ไม่ทันที่จะได้เล่า แม่เฒ่าซ่งก็เข้ามาด้วยความเบิกบาน “เฉินเฉิน เยว่เยว่ กินอิ่มหรือยัง”
ซ่งชิงหลันกลัวว่าท่านย่าจะเป็นห่วง จึงได้เปลี่ยนเรื่องทันที มองไปทางเมิ่งเตี๋ยหวู่แล้วพูดว่า “ช่วงนี้ทั้งที่ภัตตาคารและที่ร้านเสื้อยุ่งมาก ข้าคงจะเหนื่อยมากไปก็เลยไม่ค่อยมีสติน่ะเจ้าค่ะ”
ท่านย่าเอ่ยอย่างเป็นห่วง “หลันหลัน ช่วงนี้เจ้าดูไม่ค่อยดีเลย ช่วงนี้กิจการก็เริ่มอยู่ตัวแล้ว อย่าทำงานหนักไปนักเลย เจ้ายังมีลูก ๆ ต้องดูแล”
“ท่านย่า ไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ ข้ายังไหวอยู่” ว่าจบหญิงสาวก็ยืนขึ้น “ท่านพี่ซีเหยียนจะมากินมื้อเย็นที่ภัตตาคารวันนี้ ข้าต้องไปที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายก่อน”
แน่นอนว่าเมื่อนางมาถึงที่ภัตตาคาร ซ่งชิงหลันและหลิงซีเหยียนก็แสร้งทำเป็นว่าการพบกันครั้งนี้คือเรื่องบังเอิญ
ทั้งคู่ขึ้นไปที่ห้องส่วนตัวบนชั้นสอง และขอให้หลิวกุ้ยเสียเตรียมอาหารพร้อมกับน้ำแกงมาให้อย่างเคย
หลังจากที่หลิงซีเหยียนกินข้าวและดื่มยาเรียบร้อย ซ่งชิงหลันก็จับชีพจรให้นางตามที่นัดหมายเอาไว้ “ท่านพี่ซีเหยียน ตอนนี้ชีพจรของท่านคงที่มาก ร่างกายน่าจะปรับสมดุลได้ดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ”
ชิงจูที่อยู่ด้านข้างก็มีความสุขเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะท่านหญิง”
ระหว่างที่ว่าเช่นนั้น นางก็ยกนิ้วให้ซ่งชิงหลัน “แม่นางซ่ง ท่านน่าทึ่งยิ่งนัก หลังจากที่เริ่มดื่มยาที่ท่านสั่ง ทั้งความอยากอาหารและผิวพรรณของท่านหญิงของเราก็ดูดีขึ้นมาก พวกเราเริ่มมีหวังแล้วเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหลันพยักหน้ารับ “ดีแล้วเจ้าค่ะท่านพี่ซีเหยียน ว่าแต่ ป๋ายเสี่ยวม่านยังรบกวนท่านอยู่หรือไม่?”
หลิงซีเหยียนยิ้มอย่างอ่อนโยน ส่ายหน้าอย่างมีความสุข นางดูมีความสุขกว่าที่ผ่านมา
ชิงจูไม่อาจยับยั้งความตื่นเต้นในใจตนเองลงได้ จึงเล่าอย่างรวดเร็ว “ไม่อีกแล้วเจ้าค่ะ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ป๋ายเสี่ยวม่านกับนายหญิงอาวุโสไม่ค่อยได้มาเจอท่านหญิงเลย กลับเป็นนายท่านที่มาหาท่านหญิงทุกวัน”
ว่าเช่นนั้น ชิงจูก็หน้าแดงแล้วหันไปทางหลิงซีเหยียน
คนเป็นนายเองก็หน้าแดงเช่นกัน นางมองไปทางสาวใช้อย่างเขินอาย “ชิงจู ข้าจะทำอย่างไรกับความพูดมากของเจ้าดี”
“หืม…ท่านหญิงจัดการข้าน้อยเลยก็ได้เจ้าค่ะ” สาวน้อยหัวเราะเสียงเบาแล้วเริ่มเล่าต่อ “แต่ข้าอยากจะเล่าต่อ ได้ยินมาจากสาวใช้คนอื่น ๆ ว่านายท่านวางแผนจะส่งป๋ายเสี่ยวม่านกลับบ้านเกิด แต่นายหญิงอาวุโสไม่ยินยอม จนตอนนี้ก็ยังมีปัญหากันอยู่”
ซ่งชิงหลันได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าตามแล้วครุ่นคิด
ดูเหมือนว่าหลังจากที่นางได้พบนายท่านเหวยในวันนั้น เขาก็เดินหน้าจัดการเรื่องต่าง ๆ อย่างที่รับปากเอาไว้จริง ๆ
ชายที่ปกป้องภรรยาเช่นนี้ สามารถวางใจอยู่เคียงข้างเขาไปได้จนชั่วชีวิต
เมื่อเห็นว่าน้องสาวเงียบไป หลิงซีเหยียนก็อดถามขึ้นอย่างเป็นห่วงไม่ได้ นางดึงมือซ่งชิงหลันเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้น “เอาเถิด หมดจากเรื่องของข้าแล้ว เจ้าเล่าชิงหลัน ช่วงนี้เกิดอันใดขึ้น เหตุใดถึงได้ดูวุ่นวายใจนัก?”
ซ่งชิงหลันถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้น “ชิงหนานจะเข้าร่วมกองทัพ เขากำลังจะเดินทางไปชายแดนในเดือนหน้าเจ้าค่ะ”
“ข้าเองก็ได้ยินจากสามีเกี่ยวกับเรื่องการเกณฑ์ทหารเช่นกัน” หลิงซีเหยียนพยักหน้ากล่าว
“ท่านผู้ว่า ว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
หลิงซีเหยียนจับมือซ่งชิงหลันแล้วกล่าวต่อ “ข้าได้ยินว่าหลักเกณฑ์คราวนี้เข้มงวดมาก การคัดเลือกของชิงหนานแน่นอนว่าต้องเป็นการรวบรวมคนที่มีวิชาเก่งกล้าไปอยู่ด้วยกัน และทหารกลุ่มนี้จะถูกส่งไปเป็นกำลังเสริม เมื่อเดินทางไปถึงชายแดน น่าจะนำชัยชนะกลับมาได้ไม่ยาก”
ซ่งชิงหลันเอ่ยเสียงเบา “ข้าไม่คาดหวังถึงชัยชนะเลย เพียงหวังให้เขากลับมาอย่างปลอดภัย”
หลิงซีเหยียนส่ายหน้าแล้วพูดต่อ “ชิงหลัน ไม่ว่าบุรุษหน้าไหนก็ไม่ว่าเว้นจากความทะเยอทะยาน และยังไม่ใช่ทุกคนที่เก่งกล้าถึงขั้นได้รับเลือกไปปกป้องดินแดน ถือเป็นเกียรติของวงศ์ตระกูล ตอนนี้ราชสำนักให้ความสำคัญกับกำลังพลเหล่านี้มาก เป็นโอกาสของชิงหนานแล้วที่จะได้แสดงความสามารถ มนุษย์เราจะมีชีวิตไปได้นานเพียงไหนกัน ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีนี้ย่อมต้องปล่อยให้เขาใช้มันอย่างคุ้มค่า นั่นคือสิ่งที่เจ้าเป็นคนบอกแก่ข้าก่อนหน้านี้ไม่ใช่หรือ?”
ซ่งชิงหลันตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็เริ่มเกิดความกระจ่างในใจขึ้นมา ราวกับถูกปลุกให้ตื่นด้วยประโยคเหล่านั้น
หญิงสาวยิ้มอย่างเขินอาย “ต้องขอบคุณท่านพี่ซีเหยียนเจ้าค่ะ ที่ช่วยดึงข้ากลับมาจากความกังวลด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว ดูเหมือนว่าเป็นข้าเองที่ปล่อยวางไม่ได้เสียที”
“ใช่ว่าเจ้าปล่อยวางไม่ได้ แต่เจ้าเป็นห่วงน้องชายต่างหาก” จากนั้นคนเป็นพี่ก็จับมือเรียวชองซ่งชิงหลันอีกครั้ง “ชิงหลัน เจ้าเป็นเสาหลักของตระกูล หากไม่เข้มแข็งเพียงพอ ผู้ใดจะคอยปลอบใจท่านย่าเล่า”
ซ่งชิงหลันพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณที่ท่านซีเหยียนที่ช่วยเตือนสติ”
หลังจากนั้นห้าวัน
ร้านของซ่งชิงตงก็เปิดอย่างเป็นทางการ
เขาใช้ชื่อร้านว่า ร้านจู้เป่า อย่างที่ซ่งชิงซีเคยตั้งให้ ซึ่งหมายถึงร้านที่รวบรวมสมบัติล้ำค่าจากหลากดินแดนมาไว้ที่นี่
และซ่งชิงตงก็นำสมบัติล้ำค่าจากที่ต่าง ๆ มาให้ลูกค้าเลือกอย่างชื่อร้านจริง ๆ
อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับร้านนี้คือ ซ่งชิงตงยังรับหาสินค้าต่าง ๆ จากหลากหลายแหล่งสำหรับร้านค้าอื่น ๆ ที่ต้องการซื้อของหายากอีกด้วย หากผู้ใดสนใจจะทำการค้ากับเขา เพียงบอกความต้องการและปริมาณเอาไว้ พ่อค้าหนุ่มก็จะจัดหาสินค้าเหล่านั้นมาให้ ยิ่งสั่งจำนวนมากก็ยิ่งซื้อได้ในราคาถูก
ซ่งชิงหลันเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาการค้าขายที่ลดกำไรลงเล็กน้อย แต่สามารถขายของได้มากขึ้นนี้แก่เขา
ซ่งชิงตงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่พ่อค้าแม่ค้าของเมืองหลวงแห่งนี้มาก่อน เพราะสินค้าที่เขานำมาเป็นที่สนใจของผู้คนไม่น้อย เมื่อเปิดร้านอย่างเป็นทางการจึงมีลูกค้าให้ความสนใจจำนวนมาก ร้านค้าทั้งรายย่อยและรายใหญ่ ต่างอยากทำการค้ากับเขา ทำให้ที่ร้านค่อนข้างยุ่งมาก แต่ก็ทำให้เจ้าของร้านมีความสุขที่สุด
ซ่งชิงหลันและน้อง ๆ ก็มาช่วยงานในวันนี้ด้วยเช่นกัน
ฉูซื่อโม่วเองก็มาที่นี่เพื่อแสดงความยินดีด้วย
อู่เชียนเชียนมองไปที่ม้วนกระดาษในมือชายหนุ่ม ก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นอย่างสงสัย “วันนี้วันเปิดร้านของพี่ชิงตง เจ้าวางแผนจะมอบภาพวาดให้เขาอย่างนั้นหรือ แต่หากเป็นภาพที่พ่อของท่านวาดคงจะน่าสนใจไม่น้อย”
ฉูซื่อโม่วส่ายหน้า “ไม่ใช่งานของพ่อข้า แต่เป็นงานของข้าเองต่างหาก”
ซ่งชิงตงรีบรับมาอย่างตื่นเต้น “ข้าขอดูที”
ว่าจบก็คลี่มันออก พบว่าเป็นงานเขียนอักษรที่สวยงาม เขียนคำว่า ‘จริงใจ’ ขนาดใหญ่
“จริงใจ? หมายความอย่างไรกัน” อู่เชียนเชียนขมวดคิ้ว “ข้าคิดว่าควรจะเขียนสิ่งใดที่เกี่ยวกับเรื่องเงิน ความมั่งคั่ง น่าจะเหมาะกับร้านค้ามากกว่า”
ซ่งชิงซีจึงอธิบายขึ้น “คุณหนูอู่ คำว่าจริงใจแฝงความหมายสำคัญไว้มาก สำหรับพ่อค้าแล้ว ความจริงใจ ซื่อสัตย์จะช่วยให้ทำการค้าได้นาน ดังคำกล่าวว่า สุภาพชนเพิ่มพูนทรัพย์สินจากงานที่ซื่อสัตย์ หากปฏิบัติต่อลูกค้าด้วยความจริงใจทำธุรกิจอย่างซื่อสัตย์แล้ว ก็จะเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งอย่างไม่ต้องสงสัย เงินทองย่อมไหลมาเทมาแน่นอน”
ซ่งชิงหลันพยักหน้าตามแล้วเอ่ยต่อ “ใช่แล้ว เมื่อทำการค้า สำคัญที่สุดคือต้องให้ความจริงใจแก่ลูกค้าเสมอ ซื่อโม่ว เจ้าช่างเฉียบแหลมจริง ๆ”