ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 172 ข้าจะพูดอันใดได้อีก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 172 ข้าจะพูดอันใดได้อีก
บทที่ 172 ข้าจะพูดอันใดได้อีก
อีกด้านหนึ่ง
ซ่งชิงหลันกับตระกูลกลับมาถึงบ้านสกุลเฉียน เมิ่งเตี๋ยหวู่เดินออกมาจากบ้านทันที
วันนี้นายท่านเฉียนกับเมิ่งเตี๋ยหวู่มีธุระสำคัญต้องไปทำ จึงไม่มีเวลาไปร่วมพิธีเปิดร้านของซ่งชิงตง
เมื่อสองสามีภรรยาเพิ่งกลับมาที่บ้าน
เมิ่งเตี๋ยหวู่ก็ออกมาเมื่อได้ยินเสียงคน นางยกยิ้มขณะก้าวมา “ท่านย่า ชิงหลัน กลับมากันแล้วหรือ ข้าเพิ่งคุยกับท่านพี่เมื่อครู่นี้เอง ว่าถ้าพวกท่านยังไม่กลับจะไปหาที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายดีหรือไม่”
แม่เฒ่าซ่งตอบเสียงเบา “อืม ข้ากลับมาแล้ว” ก่อนเปิดประตูเดินเข้าห้องไป
เมิ่งเตี๋ยหวู่เดินมาใกล้ แล้วรู้ว่าสีหน้าหญิงชราไม่สู้ดีนัก เหมือนไม่พอใจผู้ใดบางคนมา
นางจึงมีสีหน้างุนงงขณะคว้าตัวซ่งชิงหลันที่เดินตามไป ก่อนถามเสียงเบา “ชิงหลัน ท่านย่าเป็นอันใดไป วันนี้นางน่าจะมีความสุขไม่ใช่หรือ?”
ซ่งชิงหลันโน้มกระซิบข้างหูนาง “ท่านย่าอารมณ์ไม่ค่อยดีเจ้าค่ะ”
นางถามด้วยความแปลกใจ “เกิดเรื่องใดขึ้น?”
“ไว้ข้าจะเล่าให้พี่สะใภ้ฟังทีหลัง แต่ท่านช่วยข้าพาเฉินเฉินกับเยว่เยว่เข้านอนก่อนได้หรือไม่ ข้าคงต้องเข้าไปดูท่านย่าเสียหน่อย” ซ่งชิงหลันส่งเด็กทั้งสองคนให้นาง และเดินไปทางห้องแม่เฒ่าซ่ง
เมิ่งเตี๋ยหวู่อุ้มซ่งซิงเยว่ที่หลับอยู่ และรีบเรียกสาวใช้มาช่วยอุ้มซ่งซิงเฉิน
นางมองซ่งชิงหลันก่อนบอก “เจ้าไปเถิด ข้าดูแลเฉินเฉินกับเยว่เยว่ให้เอง”
อีกฝ่ายพยักหน้าและเดินไป
ซ่งชิงหนานรออยู่หน้าประตูแล้ว เมื่อเห็นท่านพี่มาถึงก็ร้องเรียกเสียงแผ่ว “ท่านพี่…”
ตั้งแต่โตมาถึงเพียงนี้ ท่านย่าโปรดปรานเขามาตลอด ไม่เคยโกรธมากเท่าวันนี้เลย ทำเอาเด็กหนุ่มหวั่นใจอยู่ไม่น้อย
ซ่งชิงหลันส่งสายตาให้เขาวางใจ พลางขยับปากบอก “ไม่เป็นไร ข้าอยู่ที่นี่แล้ว”
นางเคาะประตูห้องแม่เฒ่าซ่งเบา ๆ “ท่านย่า ข้าหลันหลันเอง ท่านหลับหรือยัง”
ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านในอยู่นาน ซ่งชิงหนานจึงยิ่งขมวดคิ้วมุ่นอย่างช่วยไม่ได้
ด้านซ่งชิงหลันกลับยกยิ้มมุมปากอย่างขบขันและบอก “ท่านย่าเจ้าคะ ในเมื่อท่านยังไม่นอน ข้าขอเข้าไปแล้วกัน”
ว่าจบนางก็ผลักประตูเข้าไปทันที
และเห็นแม่เฒ่าซ่งที่นั่งเงียบอยู่ที่โต๊ะ
นางปิดประตูและเดินเข้าไป ก่อนเอ่ยพร้อมยกยิ้ม “ท่านย่าเจ้าคะ ท่านยังไม่หลับแล้วเหตุใดถึงไม่ตอบอันใดข้าเลย”
“ฮึ่ย!” เจ้าของห้องเหลือบมองนางและถาม “หลานรู้เรื่องชิงหนานจะเข้ากองทัพอยู่แล้วหรือไม่”
นางพยักหน้าตอบอย่างไม่คิดปิดบัง “เจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดถึงไม่ห้ามเขา!”
หญิงสาวตอบพร้อมรอยยิ้ม “ท่านย่าเจ้าคะ ข้าเองก็รู้ก่อนท่านไม่นานนัก ตอนรู้เรื่องชิงหนานก็ได้ทำการสมัครไปเสียแล้ว อีกอย่างเขาก็บอกมาตลอดว่าอยากจะเข้าร่วมกองทัพ เราไม่มีทางคัดค้านได้อยู่แล้ว!”
“เฮ้อ…” แม่เฒ่าซ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนพูดต่อ “อดีตก็คืออดีต ปัจจุบันก็คือปัจจุบัน ตระกูลเราเคยยากจนจึงเลี่ยงเรื่องนั้นไม่ได้ เขาบอกว่าอยากเข้ากองทัพเพื่อช่วยจุนเจือตระกูล เป็นหลานกตัญญู แต่ตอนนี้เราไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นอยู่แล้ว เหตุใดเขาต้องไปเสี่ยงชีวิตเช่นนั้นด้วย…”
พูดไปนางก็ตาแดงขึ้นมาทันที คว้ามือหลานสาวมาและบอก “หลันหลัน สมรภูมิเข่นฆ่าศัตรูไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อาจถึงแก่ชีวิตก็ได้ อย่างไป๋เย่หานเขาก็ตายในสนามรบไม่ใช่หรือ ไม่เหลือเถ้ากระดูกกลับมาด้วยซ้ำ ย่ากลัว…กลัวว่าชิงหนาน…”
ซ่งชิงหลันได้ยินเช่นนั้นก็น้ำตาคลอ
นางกุมมือหญิงชราก่อนเอ่ย “ท่านย่าเจ้าคะ ข้าเข้าใจท่านดี ชิงหนานเองก็เข้าใจเช่นกัน แต่ชีวิตคนเราไม่เที่ยง ต่อให้เขาไม่เข้าร่วมกองทัพ เราก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายกับเขาไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
แม่เฒ่าซ่งนิ่งอึ้งไป “เรื่องนี้…”
นางว่าสำทับ “ท่านย่า ชิงหนานโตและตัดสินใจเองได้แล้ว เขาไม่ชอบธุรกิจหรือเรียนตำรา สนใจแค่การต่อสู้เพียงเท่านั้น ทั้งยังมุ่งมั่นจะรับใช้บ้านเมือง หากไม่ให้เขาเข้ากองทัพ แล้วท่านย่าคิดว่าต่อไปจะให้เขาทำสิ่งใด ใช้ชีวิตไปเรื่อยเช่นนี้หรือเจ้าคะ?”
หญิงชราค่อย ๆ ใจเย็นลง นางเม้มปากก่อนกล่าว “ข้าเองก็ไม่ได้คิดเช่นนั้น ผู้ใดจะไม่อยากให้ลูกหลานมีอนาคตบ้างเล่า”
“ใช่เจ้าค่ะ เพราะอย่างนั้นแล้วเราควรภาคภูมิใจในตัวเขา แล้วจะรั้งเขาไว้ได้อย่างไร” ซ่งชิงหลันว่าต่อ “อีกทั้งทางกองทัพก็ประกาศรายชื่อมาแล้ว หากชิงหนานไม่ไปเขาก็กลายเป็นทหารหนีทัพ เป็นข้อหาร้ายแรงจะเดือดร้อนมาถึงทั้งตระกูลได้! ตอนนี้เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เหตุใดเราถึงไม่ยินดีกับเขาเล่า แล้วปล่อยให้เขายืนอยู่ในสมรภูมิด้วยความสบายใจ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะกังวลว่าท่านจะไม่มีความสุขอยู่ตลอด ทำให้เสียสมาธิตอนต่อสู้ เช่นนั้นจะไม่ได้การเอานะเจ้าคะ!”
“หยุด ๆ! อย่าพูดเรื่องเลวร้ายเช่นนั้นสิ หลันหลัน!” แม่เฒ่าซ่งแตกตื่นขึ้นมาโดยพลัน
หลังจากนั้นนางก็พนมมือและหลับตาลงพลางพึมพำเสียงเบา “ขอพระโพธิสัตว์จงอวยพรเขาด้วยเถิด ขอบรรพบุรุษตระกูลซ่งจงอวยพร ขอให้ชิงหนานของเรากลับมาโดยสวัสดิภาพ”
ซ่งชิงหลันอดกลั้นหัวเราะไม่ได้ “ท่านย่า นี่หมายความว่า…ท่านยอมให้ชิงหนานเข้ากองทัพแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
นางลืมตามองหลานสาว ก่อนเอ่ยกระชากเสียง “จะยอมหรือไม่ยอม แล้วข้าจะพูดอันใดได้อีก”
“ฮ่า ๆ…”
ทั้งสองมองหน้ากันก่อนหลุดขำพร้อมกัน
หลังจากซ่งชิงหลันจึงขยิบตา พลางบุ้ยปากไปทางประตูและกระซิบบอก “ดึกแล้วอากาศเย็น หากชิงหนานยังยืนอยู่ด้านนอก ท่านย่าจะ…”
อีกฝ่ายทำหน้าวิตกทันที ก่อนยกมือปิดปากบอก “อย่างนั้นรีบให้เขาเข้ามาเร็วเข้า เป็นหวัดขึ้นมาจะทำอย่างไร”
ซ่งชิงหลันหัวเราะออกมา นางอ่านนิสัยแม่เฒ่าซ่งได้ทะลุปรุโปร่ง
หญิงชราผู้นี้เป็นพวกปากร้ายใจดี
นางลุกไปเปิดประตู ส่งยิ้มให้ซ่งชิงหนานที่อยู่หน้าประตู “ชิงหนาน ท่านย่าบอกว่าด้านนอกอากาศหนาว ให้รีบเข้ามาข้างในได้แล้ว”
แววตากังวลของเขาจางหายไปทันที และพยักหน้าระรัวขณะเอ่ย “ได้ขอรับ!”
ว่าจบก็รีบเดินเข้ามาอยู่ข้างแม่เฒ่าซ่งพร้อมตะโกนเรียก “ท่านย่า”
นางอดตาแดงขึ้นมาอีกไม่ได้ น้ำเสียงนางแผ่วเบา “เจ้า…ข้าไม่ได้เจอเจ้าครู่เดียวก็โตขึ้นมากเพียงนี้ หลังเจ้าไปก็ไม่รู้เมื่อใดจะกลับมา ข้าอาจจำเจ้าไม่ได้แล้วก็ได้”
ระหว่างเอ่ยนางก็โผกอดหลานชายและกระซิบบอก “ชิงหนาน เจ้าต้องสัญญากับย่า เจ้าต้องทำให้ได้! ต้องกลับมาให้ได้!”
ซ่งชิงหนานน้ำตารื้น เขาพยักหน้าพร้อมตอบเสียงหนักแน่น “ข้าจะกลับมาแน่นอนขอรับ”
ซ่งชิงหลันยืนมองคู่ย่าหลานกอดกันอยู่ด้านข้าง ในใจของนางก็รู้สึกซาบซึ้งไม่น้อย
มันคือความรักของตระกูลที่นางปรารถนามาตลอด