ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 173 เจ้าชอบเชียนเชียนใช่หรือไม่?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 173 เจ้าชอบเชียนเชียนใช่หรือไม่?
บทที่ 173 เจ้าชอบเชียนเชียนใช่หรือไม่?
วันต่อมา ฉูซื่อโม่วตื่นมาตอนเช้าตามปกติ
ชายหนุ่มชินกับการตื่นเช้า แม้ว่าจะนอนดึกเพียงใดก็ตาม
แต่การตื่นนอนวันนี้เป็นการตื่นอย่างไม่ปกติ
เขารู้สึกระบมไปทั้งตัว วิงเวียนศีรษะ และปวดขมับอยู่ตลอดเวลา มันน่าอึดอัดมากเสียจริง ๆ จนอดไม่ได้ที่จะโอดครวญออกมา “โอ๊ย”
“เจ้าตื่นแล้วอย่างนั้นหรือ?” มีเสียงเชิงล้อเลียนดังขึ้นมาจากเหนือหัว
ฉูซื่อโม่วกะพริบตาปริบ ๆ เพื่อปลุกตัวเองออกจากความงัวเงีย และเห็นได้ชัดเจนแล้วว่าคนคนนั้นคือซ่งชิงตง
ฉูซื่อโม่วลูบหัวคิ้วที่ปวดตุบ ๆ อย่างอ่อนแรง “พี่ชิงตง ท่านนี่เอง ข้า…เป็นอันใดไปหรือขอรับ เหตุใดถึงได้เจ็บไปทั้งตัวเช่นนี้ เมื่อคืนท่านตีข้าหรือเปล่า?”
“ฮึ่ม! นี่เจ้าคิดสิ่งใดอยู่?” ซ่งชิงตงขึ้นเสียง แล้วดึงฉูซื่อโม่วขึ้นมา “นี่เจ้าจำอันใดไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ?”
ฉูซื่อโม่วขมวดคิ้ว เริ่มคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้อย่างถี่ถ้วน “ข้าจำได้ว่า…เรากินมื้อเย็นด้วยกันที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายเมื่อคืนนี้ จากนั้นก็ดื่ม…”
เมื่อพูดถึงส่วนนั้น ฉูซื่อโม่วก็หยุดกะทันหัน เพราะจำเรื่องราวได้ทั้งหมดแล้ว ความรู้สึกผิดก็ปรากฏขึ้นในแววตา
ซ่งชิงตงสังเกตเห็นมันได้ทันที จึงได้ยิ้มหยอกล้อ “จำได้แล้วอย่างนั้นสินะ”
“โอ๊ยพี่ชิงตง ข้าปวดหัวไปหมดแล้ว” ฉูซื่อโม่วเริ่มเปลี่ยนเรื่อง
“ก็ไม่แปลกหรอก เจ้าดื่มไปตั้งมาก ทั้งที่ดื่มไม่เป็นเสียด้วยซ้ำ” แม้ว่าซ่งชิงตงจะว่าอย่างนั้น แต่ก็ยังยืนขึ้นแล้วเอ่ยต่อ “เจ้ารอก่อน ข้าจะไปทำแกงแก้เมาค้างมาให้”
หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้แกงแก้เมาค้างมาหนึ่งชาม
หลังจากที่ฉูซื่อโม่วซดแกงเข้าไป ก็รู้สึกสบายขึ้น จากนั้นจึงได้เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น
ทันทีที่หันกลับมา ก็พบว่าซ่งชิงตงกำลังมองมาด้วยสายตาแปลก ๆ จึงทำให้รู้สึกกังวลใจ “พี่ชิงตง เหตุใดท่านถึงมองข้าอย่างนั้นขอรับ?”
ซ่งชิงตงยิ้มเล็กน้อยแล้วถามกลับ “ซื่อโม่ว เราเป็นพี่น้องกันแล้ว คุยกันได้ทุกเรื่องใช่หรือไม่?”
“แน่นอนขอรับ”
“เมื่อวานนี้เจ้าบอกข้า ว่าเราเป็นพี่น้องกันมีสิ่งใดก็ควรพูดกันตรง ๆ บอกมาทีว่ามีสิ่งใดปิดบังข้าอยู่หรือไม่”
ฉูซื่อโม่วขมวดคิ้ว คิดอย่างช้า ๆ “ไม่นะ ข้าไม่ได้ปิดบังสิ่งใดท่าน”
“ฮ่า…” ซ่งชิงตงหัวเราะขึ้นมาทันใด เดินไปที่โต๊ะแล้วชี้ภาพวาด “ถ้าอย่างนั้นภาพวาดเหล่านี้ หมายถึงสิ่งใดเล่า?”
ใบหน้าของฉูซื่อโม่วเปลี่ยนเป็นสีแดงขึ้นมาทันที จากนั้นก็มองซ่งชิงตงอย่างสับสน “พี่ชิงตง…ข้า…คือว่า”
“เจ้าชอบเชียนเชียนใช่หรือไม่?” ซ่งชิงตงว่าตามตรง
ฉูซื่อโม่วกัดฟันแน่น จากนั้นก็พยักหน้าในที่สุด
แต่ซ่งชิงตงก็ยิ้มอย่างชอบใจ แล้วพูดติดตลก “ข้าคิดเสมอว่าเจ้าคงจะชอบสตรีที่ชอบอ่านตำรา เขียนบทกวี เล่นดนตรีไพเราะ ไม่คิดว่าจะเป็นเชียนเชียนได้ ซื่อโม่ว นี่มันเกินความคาดหมายเสียจริง”
ฉูซื่อโม่วยิ้มอย่างอบอุ่น พลางนึกถึงครั้งแรกที่ได้พบกับสาวน้อย ท่าทางกล้าหาญของนางยามกระโดดขึ้นขี่ม้าพยศ มันทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นแรงทุกครั้งที่นึกถึง
จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “คุณหนูอู่กล้าหาญ ทั้งเยือกเย็นและหลักแหลม นางเป็นยอดหญิงในหมู่สตรี จะเอาไปเทียบกับสตรีทั่วไปได้อย่างไร”
“เจ้า…เป็นเอามากจริง ๆ” ซ่งชิงตงมีท่าทางเป็นห่วง “ซื่อโม่ว เชียนเชียนมีชายที่นางชอบอยู่แล้ว เจ้ายังห่างไกลจากเขาผู้นั้นมาก”
ซ่งชิงตงเตือนสติอย่างตรงไปตรงมา หวังว่าเพื่อนคนนี้จะไม่ถลำลึกกับความรู้สึกมากเกินไป
แต่มีหรือคนคลั่งรักอย่างฉูซื่อโม่วจะยอมฟัง “มันไม่เสมอไปหรอกขอรับ หากข้าไม่ลองดูจะรู้ได้อย่างไรว่านางจะชายตามองข้าหรือไม่”
ซ่งชิงตงได้ฟังก็ส่ายหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า “ถ้าเจ้าอยากจะเอาชนะใจนางจริง ๆ ต้องเปลี่ยนจากร่างกายผอมบางนี่ให้มีกล้ามเนื้อขึ้นมาเสียก่อน หรือเอาอย่างน้องชายรองของข้า ไปเรียนที่โรงฝึกจิงอู่…”
เมื่อเอ่ยถึงซ่งชิงหนาน ซ่งชิงตงก็นึกขึ้นได้ว่าท่านย่าทุกข์ใจมากเพียงใดเมื่อคืนนี้
เขารีบจับหัวตัวเองแล้วอุทานขึ้นมา “ให้ตาย! ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร”
ว่าจบก็รีบลุกขึ้นแล้วไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว
ฉูซื่อโม่วมองอาการเร่งรีบของอีกฝ่ายด้วยสายตาว่างเปล่าอยู่พักหนึ่ง แล้วถามขึ้น “พี่ชิงตง เกิดเรื่องใดขึ้น ท่านจะรีบไปที่ใด?”
ซ่งชิงตงเหลือบมองน้องชาย “ข้าต้องกลับบ้านเดี๋ยวนี้”
“รอด้วย ข้าจะไปกับท่าน” หลังจากพูดเช่นนั้น ฉูซื่อโม่วก็ลุกขึ้นตามซ่งชิงตงแล้วออกไปด้วยกัน
ทั้งสองรีบตรงไปที่คฤหาสน์ตระกูลเฉียน แต่พบกับซ่งชิงหลันกับซ่งชิงหนานที่กำลังพาท่านย่าออกมาพอดี
ท่าทางกลมเกลียวนั้นทำให้ซ่งชิงตงชะงักไปครู่หนึ่ง
ทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด
แม่เฒ่าซ่งขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ชิงตง สายแล้ว เจ้าไม่ไปดูร้านหรือ?”
“เอ่อ…ข้า…” ซ่งชิงตงอ้ำอึ้ง อดไม่ได้ที่จะส่งสายตาถามซ่งชิงหลัน ‘ท่านพี่ เกิดเรื่องใดขึ้น ท่านย่าไม่โกรธชิงหนานแล้วหรือขอรับ?’
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วขยิบตาให้ พลางตอบด้วยสายตาเช่นเดียวกัน ‘ไม่มีอันใด ข้าจัดการทุกอย่างแล้ว’
ซ่งชิงตงพยักหน้าและอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจ อย่างที่คาดไว้ ไม่มีสิ่งใดที่ท่านพี่ทำไม่ได้
ดังนั้นจึงรีบหันไปมองแม่เฒ่าซ่งแล้วเริ่มพูด “ท่านย่า ข้ามาเพื่อเอาของน่ะขอรับ เดี๋ยวจะกลับไปที่ร้านต่อ แล้วท่านจะไปที่ใดกันขอรับ?”
ท่านย่ายิ้มแล้วพูดว่า “ข้าจะให้นางกับน้องชายของเจ้าพาไปวัดก่านเอินไหว้พระเสียหน่อย”
“วัดก่านเอินอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว ชิงหนานจะต้องไปร่วมกองทัพในเร็ว ๆ นี้ ย่าจึงอยากจะไปที่วัด เพื่อขอพรให้ตระกูลของเรา”
ฉูซื่อโม่วสนใจอย่างมากจึงเอ่ยขึ้น “ข้าเติบโตมาจนป่านนี้แล้ว ยังไม่เคยไปวัดเลยสักครั้ง ท่านย่า ช่วยพาข้าไปด้วยคนได้หรือไม่ขอรับ?”
หญิงชราโบกมือด้วยรอยยิ้มแล้วพูดขึ้น “ได้อยู่แล้ว เราไปด้วยกันเถิด”
จากนั้นทั้งสี่จึงขึ้นรถม้าไปที่วัด
วัดก่านเอินอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองหลวง ใช้เวลานั่งรถม้าประมาณหนึ่งชั่วยาม
เมื่อใกล้ถึงมีกลิ่นธูปหอมลอยมาแต่ไกล คนจำนวนมากกำลังจุดธูปและสวดมนต์ไหว้พระอย่างเช่นทุกวัน หลายคนเดินทางไกลเพื่อมาขอพร และถวายเครื่องหอม ด้วยหวังว่าความปรารถนาจะเป็นจริง
ทั้งสี่มาถึงที่วัดและพบว่ามีคนจำนวนมาก
ท่านย่าไปพบท่านปรมาจารย์เพื่อขอเครื่องรางคุ้มภัยให้ซ่งชิงหนานพกไปด้วย เพื่อความสบายใจ
ทันใดนั้นเองก็พบว่ามีผู้คนมากมายกำลังเสี่ยงเซียมซีกันอยู่ ท่านย่าจึงดึงมือซ่งชิงหลันแล้วถามขึ้น “หลันหลัน มาถึงที่นี่แล้ว เหตุใดเจ้าไม่ลองเสี่ยงเซียมซีดูเสียทีเล่า”