ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 183 ตามหาเจ้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 183 ตามหาเจ้า
บทที่ 183 ตามหาเจ้า
ซ่งชิงหลันมองท่าทีกระอักกระอ่วนของอู่เชียนเชียน ก่อนยกยิ้มอย่างมีเลศนัยพร้อมบอก “ข้ามาตามหา…”
จากนั้นจึงเลื่อนสายตาไปมองฉูซื่อโม่ว และว่าต่อ “ข้ามาตามหาเจ้า”
“ข้า?” ฉูซื่อโม่วนิ่งอึ้งไปในทันใด
เขากะพริบตาและค่อย ๆ ได้สติ ในใจลอบคิดว่าตนเองน่าจะไม่ได้ค้างค่าอาหารที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายเอาไว้นี่
เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนถามด้วยความประหม่า “พี่ชิงหลัน มีเรื่องใดกับข้าอย่างนั้นหรือขอรับ?”
“ดูสิ กลัวข้าไปได้ ข้าน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียว?” ซ่งชิงหลันยิ้มหยอกล้อ ก่อนยื่นจดหมายจดหมายตระกูลให้เขาพลางบอก “จดหมายจากตระกูลของเจ้าถูกส่งมาที่ภัตตาคารอวิ๋นหลาย”
“หืม?” ฉูซื่อโม่วชะงักไปเช่นกัน
เขารีบรับจดหมายมา เมื่อเห็นจ่าหน้าว่า ‘ถึง ฉูซื่อโม่วลูกรัก’ ก็นึกหวั่นใจและรีบเปิดออก
แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งหน้าเสีย
แม้แต่อู่เชียนเชียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยังรับรู้ได้ถึงอาการผิดปกติ นางสะกิดแขนเขาเบา ๆ และถามเสียงค่อย “นี่ ฉูรั่วรั่ว ท่านเป็นอันใดไป เกิดเรื่องใดขึ้น?”
มือเขาสั่นเล็กน้อยขณะพับจดหมาย ก่อนพูดเสียงสั่น “ท่านย่าที่บ้านป่วยหนัก ท่านพ่อบอกให้ข้ากลับประเดี๋ยวนี้”
ว่าจบเขาก็หันหลังเตรียมจากไปทันที
เมื่อซ่งชิงตงได้ยินข่าวก็ตกใจเช่นกัน เขาเดินออกมาจากโต๊ะคิดเงิน รีบคว้ามือฉูซื่อโม่วและถาม “ซื่อโม่ว เจ้าจะไปที่ใด”
อีกฝ่ายยังทำใจไม่ได้กับเนื้อความในจดหมาย เขาเอ่ยตะกุกตะกัก “ข้า…ข้าอยากกลับไปหลี่โจว…”
เห็นเจ้าตัวเป็นเช่นนี้ ซ่งชิงหลันอดปวดใจไม่ได้ นางก้าวไปบอก “ซื่อโม่ว ตอนนี้เย็นแล้ว ไม่มีเรือเดินทางกลับหลี่โจว”
“ใช่แล้ว…ข้า…ข้าลืมไปเลย” ฉูซื่อโม่วยิ้มเจื่อน
เห็นท่าทีกระวนกระวายของเขาแล้ว ซ่งชิงตงอดบอกด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “เดี๋ยวข้าไปส่งเจ้าที่โรงเตี๊ยมก่อน เจ้าเก็บสัมภาระ วันรุ่งค่อยขึ้นเรือเดินทางกลับหลี่โจวแต่เช้าตรู่”
สิ้นคำก็หันมองหน้าพี่สาว “ท่านพี่ ข้าขอตัวไปส่งซื่อโม่วกลับก่อน ท่านช่วยปิดร้านให้ข้าทีขอรับ”
นางพยักหน้าและบอก “ได้ เจ้าไปเถิด”
ซ่งชิงหลันมองทั้งสองเดินออกไป ในจังหวะจะหันหลังเดินกลับเข้าร้านจู้เป่า ก็เห็นอู่เชียนเชียนนิ่งอึ้งอยู่ไม่ขยับเขยื้อน
นางขมวดคิ้วก่อนคว้ามืออีกฝ่าย พลางถามขึ้น “เชียนเชียน เจ้าเป็นอันใดไป”
อู่เชียนเชียนหันขวับมามอง และถามนางด้วยความวิตก “พี่ชิงหลัน ท่านย่า…ท่านย่าของซื่อโม่วจะเป็นอันใดหรือไม่?”
“นี่…” นางถอนหายใจแผ่วเบา “เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ช้าก็เร็วเราทุกคนก็ต้องประสบพบเจอเรื่องนี้”
“ถ้าอย่างนั้นเขาคงเสียใจมากแน่…” อู่เชียนเชียนก้มหน้ามองว่าวปลาทองในมือ พลันรู้สึกไม่สบายใจและกังวลขึ้นมา
ซ่งชิงหลันรู้ทันความคิดอีกฝ่าย จึงจูงกลับเข้าร้านจู้เป่าพลางเอ่ยปลอบ “เอาเถิด ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวเขากลับบ้านไปเรื่องนี้ก็คงคลี่คลายลง”
“ผู้ใดบอกว่าข้าเป็นห่วงเขา!” เจ้าตัวท้วงขึ้นทันที “ข้าไม่ได้เป็นห่วงเขา ข้าเพียง…เพียง…”
ท่าทีอู่เชียนเชียนบอกว่า ‘เป็นห่วง’ มานานแล้ว ทว่ากลับตอบไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด
ซ่งชิงหลันเห็นดังนั้นก็ไม่คิดบีบคั้นนางเช่นกัน จึงบอกเพียง “เอาเถิด ข้าเข้าใจ เจ้าไม่ได้เป็นห่วงเขา อย่างนั้นก็ไปกัน มาช่วยข้าปิดร้านดีกว่า”
คืนนั้นซ่งชิงตงกลับมาที่บ้านสกุลเฉียน และกลับเข้าห้องตนเองทันทีหลังรีบกินมื้อเย็น
ซ่งชิงหลันมาหาเขาหลังจากนั้นไม่นาน นางเคาะประตูห้อง
เสียงเขาดังมาจากในห้อง “ผู้ใดกัน”
“ข้าเอง”
“ท่านพี่นี่เอง เข้ามาสิขอรับ”
ทันทีที่นางเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นน้องชายกำลังเก็บสัมภาระ
ไม่ทันได้ถาม เขาก็รวบรัดบอกก่อน “ท่านพี่ขอรับ วันรุ่งข้าตั้งใจจะไปดูสินค้าที่หลี่โจว แล้วออกเดินทางแต่รุ่งสาง”
“ไปกะทันหันถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ซ่งชิงตงชะงักไปชั่วขณะ ก่อนพยักหน้า “ใช่ ข้า…”
ซ่งชิงหลันยิ้มและพูดเข้าประเด็น “ชิงตง เจ้าเป็นห่วงซื่อโม่วจะต้องเดินทางกลับตามลำพัง เลยอยากไปเป็นเพื่อนใช่หรือไม่?”
“ไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดสายตาเฉียบคมของท่านพี่ไปได้จริง ๆ ด้วยขอรับ” เขาขมวดคิ้วบอกขณะเก็บข้าวของ “ท่านพี่ขอรับ ท่านก็เห็นสภาพเหม่อลอยไร้สติของซื่อโม่วในวันนี้ หากข้าปล่อยให้เขากลับไปตามลำพังอย่างนั้น ข้าเองก็คงเป็นห่วง อีกอย่างข้าก็เป็นคนให้เขามาที่เมืองหลวงนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเดินทางกลับไปกับเขา”
นางพยักหน้าและบอก “อืม ลูกหลานตระกูลซ่งของเรามีน้ำใจมีคุณธรรม เดินทางระวังตัวด้วย ข้าไม่กวนเวลาพักผ่อนเจ้าแล้ว รีบเข้านอนเถิด”
เมื่อนางกลับมาถึงห้อง แม่เฒ่าซ่งก็กล่อมซ่งซิงเฉินกับซ่งซิงเยว่เข้านอนเรียบร้อยแล้ว
ทันทีที่เห็นนาง ซ่งชิงหลันก็รีบถาม “ชิงตงจะไปหลี่โจวด้วยหรือ?”
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวพยักหน้า
“เฮ้อ…” นางพลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเอ่ยอย่างสะเทือนใจ “คนเราเมื่อแกเฒ่า ขาข้างหนึ่งก็ก้าวพ้นประตูยมโลก บางทีสักวันหนึ่งข้าคง…”
“พอเลยนะเจ้าคะ!” ซ่งชิงหลันรีบห้ามนาง “ท่านย่า อย่าพูดสิ่งใดที่อัปมงคลเช่นนั้น ท่านยังต้องอายุยืนยาวต่อไปสิ”
หญิงชรายิ้มบาง “ข้าไม่ได้หวังสิ่งใดเกินตัวอย่างนั้น ช่วงชีวิตนี้เพียงหวังได้เห็นพวกเจ้าแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา โดยเฉพาะเจ้า…”
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว “เหตุใดถึงวกกลับมาเรื่องข้าอีกเล่า?”
“ก็ได้ ๆ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากคุยเรื่องนี้ อย่างนั้นข้าไม่พูดก็ได้” ว่าจบแม่เฒ่าซ่งก็ลุกขึ้น “อย่างนั้นข้ากลับห้องก่อน เจ้าเองก็รีบเข้านอนเถิด”
วันรุ่งขึ้น เวลาเช้าตรู่
ซ่งชิงหลันตื่นแต่เช้ามาส่งซ่งชิงตงกับฉูซื่อโม่วขึ้นเรือที่ท่าเรือ
นางห่อเจียนปิ่งกั่วจือและมันหวานเผา จากร้านอาหารเช้ามาให้พวกเขาพกติดตัว พร้อมกำชับให้ทั้งสองระวังตัว “เจ้าสองคนเดินทางระวังตัวด้วย ชิงตง ถึงหลี่โจวแล้วส่งจดหมายกลับมาบอกด้วย”
ซ่งชิงตงพยักหน้า “ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว ท่านพี่ ท่าเรือนี้ลมแรง ท่านรีบกลับเถิดขอรับ”
นางหันไปมองฉูซื่อโม่ว ก็เห็นเขาชะเง้อคอมองคล้ายกำลังรอผู้ใดสักคน
สองพี่น้องสบตากัน และทั้งคู่รู้ทันความคิดของชายหนุ่มได้ทันที
ยามนี้เสียงคนเดินเรือดังมาจากบนเรือ “พวกเจ้ายังจะขึ้นเรืออยู่หรือไม่! เรือจะออกแล้ว!”
ซ่งชิงตงรีบตอบ “ไปสิ! ไป! เราจะไปกันประเดี๋ยวนี้!”
ว่าจบก็ลากฉูซื่อโม่วไปที่เรือ “ไปกันเถิด ซื่อโม่ว”
ฉูซื่อโม่วหลุบตาลงด้วยความผิดหวัง พลางพึมพำกับตนเอง “เฮ้อ…ข้าหวังมากเกินไปอย่างนั้นหรือ ไปกันเถิดขอรับ”
เห็นเขาเป็นเช่นนั้น ซ่งชิงหลันก็รู้สึกเศร้าใจแทน จึงบอกเมื่อเขาหันหลังเตรียมจากไป “ซื่อโม่ว ไม่ต้องห่วง ข้าจะบอกเชียนเชียนให้”
เขายิ้มบางแต่ไม่ได้พูดสิ่งใด ก่อนขึ้นเรือไปพร้อมซ่งชิงตง
ซ่งชิงหลันมองเรือค่อย ๆ ลับหายไปจนฟ้าสว่างแล้ว นางจึงหันหลังเดินกลับ
แต่ก้าวไปได้เพียงสองก้าว ก็เห็นร่างคุ้นตาในชุดสีชมพูซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบ
นางก็ยิ้มรู้ทันและเอ่ย “ออกมาได้แล้ว ข้าเห็นเจ้า”