ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 192 ล้มป่วย
บทที่ 192 ล้มป่วย
“ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ?” อู่เชียนเชียนผงะไป เมื่อได้ทราบข่าวนั้น
จากนั้นสาวน้อยก็มีสีหน้าจริงจังขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้น ซื่อโม่ว…เขาต้องเสียใจมาแน่ ๆ”
ซ่งชิงตงพยักหน้า “เขากับท่านยายสนิทกันมาก สองสามวันแรกหลังจากเกิดเรื่องขึ้น ซื่อโม่วไม่ยอมกินข้าวเลยและก็ล้มป่วย”
อู่เชียนเชียนรีบถามอย่างกระวนกระวาย “ป่วยหรือ แล้วตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว และเรื่องนี้ก็ผ่านไปกว่าครึ่งเดือนแล้ว เพียงแต่เขากลับดูผอมลงไปเท่านั้น”
สาวน้อยเม้มริมฝีปาก แล้วหลุบตาลงอย่างเงียบ ๆ
ซ่งชิงหลันเข้าใจความรู้สึกของน้องสาว จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “ชิงตง เจ้าเพิ่งกลับมาเหนื่อย ๆ รีบไปที่บ้านกันเถิด ท่านย่าคิดถึงเจ้าจะแย่อยู่แล้ว”
ว่าจบนางก็หันไปทางอู่เชียนเชียน “เชียนเชียน เจ้า…”
“เอ่อ ข้าจะกลับไปที่โรงฝึกเจ้าค่ะ” หลังจากพูดจบนางก็โบกมือให้สองพี่น้อง แล้วหันหลังจากไปอย่างรวดเร็ว
ซ่งชิงหลันมองตามแผ่นหลังบางไปอย่างอดไม่ได้ที่จะคิดขึ้นมาว่า สาวน้อยอาจจะยังไม่รู้หัวใจตนเอง
แต่เมื่อเห็นว่าซ่งชิงตงกลับมาอย่างปลอดภัย คนเป็นพี่ก็โล่งใจ
รีบคว้ามือซ่งชิงตงทันที “ไม่กี่วันก่อน ข้าทราบข่าวว่าเจ้ากลับมาไม่ได้เพราะพายุฝน ข้าก็เป็นห่วงเจ้ามาก กังวลอยู่ทั้งวัน แต่พอเห็นว่าเจ้ากลับมาปลอดภัยก็โล่งใจไปที”
ในตอนนี้ ซ่งชิงซีและน้อง ๆ ก็กลับมาจากเรียนตำราแล้วเช่นกัน
ทันทีที่เข้ามาในบ้าน เห็นว่าซ่งชิงตงมาถึงแล้ว ซ่งชิงเป่ยก็รีบตรงเข้ามาเร็วปานลมพัด คว้าแขนพี่ชายคนโตอย่างมีความสุข “พี่รอง ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว คราวนี้ไปเสียนานเลยนะขอรับ”
ซ่งชิงซีพูดขึ้นเบา ๆ “เพราะเรื่องที่บ้านของพี่ซื่อโม่ว ทำให้ท่านกลับมาช้าหรือขอรับ?”
ซ่งชิงตงพยักหน้า “อืม ท่านยายของเขาเสียแล้ว”
เมื่อได้ยินข่าวนั้น ทุกคนก็ถอนหายใจออกมา
ซ่งชิงหลินเอ่ยถามขึ้น “แล้วอย่างนี้พี่ซื่อโม่วจะกลับมาที่นี่อีกหรือไม่ขอรับ เขาสัญญากับข้าว่าจะสอนวาดภาพ”
ซ่งชิงตงส่ายหน้า “ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ ต้องรอไว้ทุกข์ให้ครบสามเดือนเสียก่อน”
ทันใดนั้น ซ่งอวิ๋นเฟิงกับหลิวกุ้ยเสียก็กลับบ้านมาพร้อมกับไก่ เป็ด และปลารวมทั้งวัตถุดิบอื่น ๆ
เมื่อซ่งชิงหย่วนเห็นดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่ถามอย่างสงสัย “ท่านพ่อ ท่านแม่ เหตุใดวันนี้ถึงได้กลับมาเร็วนักเล่าขอรับ”
ช่วงมื้อค่ำเป็นช่วงที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายมีแขกมากที่สุด ทำให้พวกเขากลับบ้านดึกเสมอ
สองพี่น้องซ่งชิงหลินและซ่งชิงหยวน คุ้นเคยกับการกลับบ้านช้าของพ่อแม่มานานแล้ว จึงเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ
หลิวกุ้ยเสียมองทางซ่งชิงหลันด้วยรอยยิ้ม “พี่ชิงหลันของเจ้าบอกว่าวันนี้ชิงตงกลับมาแล้ว จึงเตรียมอาหารดี ๆ กินกันที่บ้านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เราจึงรีบกลับมาพร้อมวัตถุดิบน่ะสิ”
ซ่งชิงเป่ยกลืนน้ำลายอย่างอดไม่อยู่ “คืนนี้ต้องมีของอร่อยเต็มโต๊ะแน่นอน ท่านพี่ ท่านจะเข้าครัวเองหรือไม่ขอรับ?”
ว่าจบก็มองท่านพี่ด้วยดวงตาเป็นประกาย
ตั้งแต่ภัตตาคารอวิ๋นหลายเปิดทำการ ซ่งชิงหลันก็ยุ่งมากขึ้นทุกวัน เป็นเวลานานแล้วที่พวกเขาไม่ได้กินข้าวฝีมือพี่สาว เพียงคิดเรื่องนี้ก็ทำเอาท้องร้องขึ้นมา
ท่านพี่รู้ใจน้องชายขึ้นมาทันที นางพยักหน้าแล้วรีบรับคำ “ใช่แล้ว”
ซ่งชิงเป่ยโห่ร้องอย่างมีความสุข ปรบมือเสียงดังแล้วรีบเอ่ย “เยี่ยมไปเลยขอรับ คืนนี้เราจะได้กินของดี ๆ กันแล้ว”
“เอาเถิด ถ้าอยากกินของอร่อยก็ต้องมาช่วยกัน” ซ่งชิงหลันว่าพลางเลิกคิ้ว
“ไม่มีปัญหาขอรับ ข้าจะจุดไฟให้ท่านพี่เอง” ว่าจบซ่งชิงเป่ยก็หยิบวัตถุดิบจากมืออาทั้งสอง แล้วเข้าไปในครัวทันที
ส่วนสองพี่น้อง ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินก็พูดพร้อมกัน “เราก็จะช่วยด้วยขอรับ”
ท่าทางเช่นนั้นทำให้เมิ่งเตี๋ยหวู่อยู่ในอาการสับสนเล็กน้อย นางดึงแขนซ่งชิงหลันแล้วถามขึ้น “เรามีคนครัวมากมาย ไม่จำเป็นต้องให้เด็ก ๆ ไปช่วยหรอก”
ซ่งชิงหลันยิ้ม แล้วเอ่ยตอบ “ข้าไม่อยากให้พวกเขาเสียนิสัยเจ้าค่ะ ท่านรอที่นี่ประเดี๋ยวจะมีอาหารอร่อย ๆ มาให้ทานถึงที่เลย”
ว่าจบนางก็เดินตามเด็ก ๆ ไปที่ห้องครัว
ทันทีที่ซ่งชิงหลันเข้าในครัว ก็เห็นว่าคนครัวหลายคนกำลังสับสน ไม่กล้าให้เด็กชายทั้งสามช่วยงาน
เพราะนายท่านเฉียนสั่งเอาไว้ ว่าคนตระกูลซ่งทุกคนเป็นเจ้านาย จะกล้าปล่อยให้พวกเขาทำงานครัวได้อย่างไร
ซ่งชิงหลันเห็นพวกเขามีท่าทางลำบากใจ จึงช่วยพูดอีกแรง “ไม่ต้องห่วง คืนนี้ข้าให้พวกเจ้าพักผ่อน พวกเราจะทำอาหารกันเอง”
แต่หัวหน้าพ่อครัวก็ยังมีท่าทีเกรงใจ “แต่แม่นางซ่ง นายท่านสั่งข้าไว้ว่า…”
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะบอกเขาเอง พวกเจ้าไปเถิด”
เมื่อได้ยินการยืนยันเช่นนั้น คนครัวทั้งหมดจึงกล้าเดินออกไปจากที่ทำงานของตน
จากนั้น ซ่งชิงเป่ยจึงรับหน้าที่ดูแลไฟ สองพี่น้องชิงหลินและชิงหยวนมีหน้าที่ล้างผัก และซ่งชิงหลันก็นำวัตถุดิบเหล่านั้นมาหั่นเตรียมพร้อม
นางผูกผ้ากันเปื้อน หยิบตะหลิวและวัตถุดิบขึ้นมาก็ต้องเลิกคิ้ว เมื่อเห็นว่าน้องชายอยู่หน้าเตา “เจ้าไม่ได้จุดไฟมาสองสามเดือนแล้วนี่ จะลืมไปหมดแล้วหรืออย่างไร?”
ซ่งชิงเป่ยเงยหน้าขึ้นตอบ “ท่านพี่ ไม่ต้องห่วงเลยขอรับ การจุดไฟอยู่ในสายเลือดข้าไปแล้ว ไม่มีทางลืมเด็ดขาด”
สุดท้ายพี่สาวก็ยกตะหลิวขึ้นมาผัดอาหาร และปรุงด้วยตนเองทุกจาน
ส่วนซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลิน ช่วยกันยกจานไปที่โต๊ะอาหารด้านนอก
อาหารที่นางทำมีแกงซี่โครงหมูใส่หวยเซิน[1]* ปลาตะเพียนตุ๋น ไก่ตุ๋นเห็ดหอม เป็ดผัดสามถ้วย[2]* ยำมันฝรั่งฝอย เนื้อตุ๋นแกงเสฉวน วุ้นเส้นตุ๋นผักกาดขาวอ่อน…
แต่ละจานมีหน้าตาที่สวยงามและมีกลิ่นหอม จนผู้ใดเห็นต้องน้ำสายสอ นอกจากนี้ เรื่องรสชาติไม่ต้องพูดถึง
เมิ่งเตี๋ยหวู่ขอเติมข้าวถ้วยที่สองเป็นครั้งแรก ทำให้นายท่านเฉียนถึงกับแปลกใจ
เขามองไปทางซ่งชิงหลัน แล้วเอ่ยขึ้น “น้องสะใภ้ เจ้าต้องสอนทักษะการทำอาหารให้กับพ่อครัวของบ้านเราบ้างเสียแล้ว ต่อไปพี่สะใภ้เจ้าจะได้กินข้าวเยอะ ๆ เช่นนี้อีก”
เมิ่งเตี๋ยหวู่ลำบากใจเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปกระซิบ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ หากยังเป็นเช่นนี้ทุกมื้อ มีหวังข้าอ้วนขึ้นกันพอดี”
นายท่านเฉียนกลับมองภรรยา แล้วตอบด้วยรอยยิ้ม “ภรรยา จะอ้วนขึ้นแล้วเป็นอย่างไรเล่า เจ้าสวยเสมอ แม้จะอ้วนก็ยังเป็นสาวงาม และข้าก็ชอบด้วยเช่นกัน”
“โอ๊ย นี่พูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนอีกแล้ว” ภรรยาหน้าขึ้นสีระเรื่อ หลบสายตาอย่างเขินอาย
แต่นายท่านเฉียนไม่ได้สนใจ “เจ้าอายอันใดเล่า คนกันเองทั้งนั้น”
บรรยากาศแสนอบอุ่นดำเนินต่อไป จนในที่สุดมื้ออาหารก็จบลง
เมื่อกินข้าวจนอิ่ม ทุกคนก็ยังพูดคุยกันต่อไปสักพัก ก่อนจะแยกย้ายกลับเข้าห้องตนเอง
ส่วนเด็กน้อยทั้งสอง ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่หลับไปได้สักพักหนึ่งแล้ว
ซ่งชิงหลันวางร่างเล็กทั้งสองลงบนเปลทีละคนอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ยืดตัวเต็มความสูงเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู
นางรู้ดีว่าเป็นผู้ใด จึงเอ่ยขึ้น “เข้ามาเลย ไม่ได้ลงกลอน”
ซ่งชิงตงแง้มประตูเข้ามาอย่างเงียบ ๆ “ท่านพี่”
เขาก้าวเท้าอย่างนิ่มนวล ชำเลืองมองทารกน้อยที่หลับอยู่ แล้วกระซิบ “เฉินเฉิน เยว่เยว่ หลับอยู่หรือขอรับ?”
“ใช่” ซ่งชิงหลันพยักหน้า “ไปคุยกันข้างนอกเถิด”
*[1] หวยเซิน พืชตระกูลหัวชนิดหนึ่งของจีน มีรสหวาน ใช้เป็นทั้งอาหารและยาแผนโบราณ ทานสดหรือปรุงสุกก็ได้
*[2] เป็ดผัดสามถ้วย อาหารจานผัด นำเป็ดมาผัดกับเครื่องปรุงสามอย่าง อย่างถ้วย ได้แก่ สาโท น้ำมันหมู และซีอิ๊ว และมักใส่โหระพากับพริกลงไปด้วย