ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 196 ท่านแม่ทัพหน้าตาดีมากหรือ?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 196 ท่านแม่ทัพหน้าตาดีมากหรือ?
บทที่ 196 ท่านแม่ทัพหน้าตาดีมากหรือ?
สี่ปีผ่านไป
สงครามทางทิศพายัพที่ยืดเยื้อมานานหลายปีได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์ สร้างความพอพระทัยให้แก่องค์จักรพรรดิเป็นอย่างมาก ทั้งเมืองจึงจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ด้วยความยินดี ทุกพื้นที่อยู่ในบรรยากาศชื่นมื่น แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดก็ยังรับรู้ถึงชัยชนะในครั้งนี้
ไม่กี่วันมานี้บรรดาแขกที่มาทานอาหารในภัตตาคารอวิ๋นหลาย พากันพูดถึงยอดขุนพลผู้หนึ่งในสงครามแดนพายัพ และซ่งชิงหลันเองก็ได้ยินเช่นกัน
“ครั้งนี้ที่เราได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่เหนือสมรภูมิ ก็ล้วนเป็นเพราะสติปัญญาและความเชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ของขุนพลท่านหนึ่ง”
“ใช่หรือไม่ ข้าก็ได้ยินว่าท่านผู้นี้กล้าหาญและเก่งกาจยิ่งนัก เชี่ยวชาญศาสตร์การต่อสู้ตั้งแต่อายุยังน้อย ซ้ำยังเป็นผู้นำกองทหารโจมตีคู่ต่อสู้จนแตกพ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสมรภูมิครั้งนั้นตึงเครียดเพียงใด ข้าได้ยินมาว่าเหล่าทหารชั้นดีของเราหนึ่งหมื่นนายต้องไปรับมือกับพวกศัตรูที่มีกำลังพลถึงหนึ่งแสน พวกเขาต่อสู้อยู่สามวันสามคืนและซุ่มรอจนกว่ากำลังเสริมจะไปถึง จนในที่สุดก็ได้รับชัยชนะกลับมา”
“ใช่ ท่านขุนพลเป็นดั่งเทพสงคราม เลือดอาบไปทั่วร่างและใบหน้า”
“องค์จักรพรรดิถึงกับแต่งตั้งให้ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่ง”
“น่าทึ่งเสียจริงที่เขาจะเป็นขุนนางใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้”
…
บนชั้นสองของภัตตาคารอวิ๋นหลาย ชายร่างใหญ่สองคนกำลังคุยกันอย่างออกรส ทันใดนั้นถูกขัดขึ้นด้วยเสียงทุ้มเสียก่อน
“สิ่งที่เจ้าพูดคุยเกี่ยวกับสมรภูมิทั้งหมด ผู้ใดต่างก็รู้กันทั่วไป ข้าว่ามีบางสิ่งที่พวกเจ้าพลาดไป”
ทั้งสองมองไปทางต้นเสียง พบว่าเป็นชายรูปร่างผอมบางมีหนวดเครา สวมอาภรณ์สีเทาอมฟ้านั่งอยู่ที่ริมระเบียงชั้นสอง และกำลังเพลิดเพลินกับสุราด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง
ชายผู้หนึ่งจึงถามขึ้น “ไหนว่ามาสิ เจ้ารู้เรื่องใดมาอย่างนั้นหรือ?”
“ท่านขุนพลผู้นั้นมีพื้นเพที่ลึกลับ ว่ากันว่าท่านคือองค์ชายที่เกิดจากพระสนมขององค์จักรพรรดิที่หายสาบสูญจากวังหลวงเป็นเวลาหลายปี ข้าเพิ่งได้พบท่านเมื่อไม่นานมานี้ องค์จักรพรรดิพระราชทานบรรดาศักดิ์หานอ๋องแก่ท่านผู้นั้นอีกด้วย”
“ว่าอย่างไรนะ เรื่องจริงอย่างนั้นหรือ?”
“ท่านแม่ทัพผู้นั้นเป็นถึงองค์ชายอย่างนั้นหรือ ไม่อยากจะเชื่อ”
“เมื่อได้ยินที่เจ้าพูด ข้าก็อยากจะเห็นแล้วว่าท่านหานอ๋องผู้นั้นดูสง่างามเพียงใด”
“ไม่ง่ายเลย เมื่อกองทหารกลับมาถึงเมืองหลวง พวกเขาคงเป็นที่ต้องการตัวจนเข้าถึงยากเป็นแน่”
…
ขณะนี้ซ่งชิงหลันและอู่เชียนเชียนที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ ชายชุดสีเทาอมฟ้า ก็ได้ยินบทสนทนาของพวกเขาอย่างชัดเจน
อู่เชียนเชียนย่นจมูกบนใบหน้าบอบบาง กลอกตาขึ้นบนอย่างเบื่อหน่าย จากนั้นก็ขมวดคิ้วมองซ่งชิงหลันแล้วกระซิบเสียงเบา “พวกเขาเอาแต่พูดเรื่องเหล่านี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พูดกี่ครั้งก็ยังเป็นเรื่องเดิม ๆ ขุนพลผู้กล้าหาญ ช่างเก่งกาจ วันนี้ยิ่งหนักข้ออุกอาจอ้างถึงองค์ชายขึ้นมา อีกทั้งยังพูดราวกับเป็นเรื่องจริงหน้าตาเฉย”
“นั่นมันอาจจะจริงก็ได้” ซ่งชิงหลันยิ้มจาง หยิบถ้วยชาตรงหน้าขึ้นจิบแล้วถามต่อ “ว่าแต่เจ้าเป็นอันใดไป วันนี้ดูหงุดหงิดเหลือเกิน”
“เปล่าเจ้าค่ะ ข้าเพียงอารมณ์ไม่ค่อยดี” อู่เชียนเชียนเม้มปาก แล้วแทะเมล็ดแตงโม
ตั้งแต่ฉูซื่อโม่วออกไปจากเมืองหลวงเมื่อสี่ปีก่อน เขาก็ไม่กลับมาที่นี่อีกเลย
สี่ปีที่ผ่านมา สาวน้อยอู่เชียนเชียนเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวเต็มตัว นางเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัวจนแตกฉาน และบุคลิกนิสัยต่าง ๆ ก็เติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน
ทันใดนั้นเอง ผู้คนบนถนนหย่งอันด้านล่างก็ดูตื่นเต้นกับสิ่งบางอย่าง ราวกับมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
มีผู้ใดบางคนท่ามกลางฝูงชนตะโกนเสียงดัง “มากันแล้ว ท่านแม่ทัพกลับมาแล้ว พวกเขากำลังเดินทางเข้ามาที่เมือง”
บรรดาแขกในภัตตาคารพากันตื่นเต้น เมื่อได้ยินเสียงนั้นก็ออกไปดูด้วยความใคร่รู้
ชายสองสามคนที่พูดถึงแม่ทัพใหญ่และองค์ชายเมื่อครู่ ก็มีท่าทีตื่นเต้นเช่นกัน
“โอ้ ท่าทางว่ากองทหารที่กลับมาจากสนามรบจะมาถึงแล้ว”
“ดูจากเวลาแล้ว ต้องอีกหลายวันกว่าจะเดินทางมาถึง เหตุใดถึงได้กลับมารวดเร็วนัก”
“เพราะเป็นท่านขุนพลอย่างไรเล่า ความเร็วในการเดินทางย่อมต้องรวดเร็วกว่าปกติเป็นธรรมดา”
“มัวแต่พล่ามสิ่งใดอยู่ ลงไปดูเร็วเข้า”
“ใช่ ไปกันเถิด รีบลงไปดูกัน”
ไม่นานคนแทบทั้งหมดที่เคยอยู่ในภัตตาคารอวิ๋นหลาย ก็พากันออกไปด้านนอก
มีเพียงชายในอาภรณ์สีเทาอมฟ้าผู้นั้นที่นั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน เขาลุกขึ้นแล้วเดินไปทางโต๊ะของซ่งชิงหลัน “อ้าว แม่นางซ่ง เหตุใดท่านถึงไม่ลงไปดูเรื่องน่าตื่นเต้นด้วยกันเล่า ไม่อยากเห็นโฉมหน้าขององค์ชายอย่างนั้นหรือ?”
หญิงสาวเหลือบตามองอย่างเฉื่อยชา ตอบด้วยรอยยิ้ม “มีสิ่งใดจะต้องอยากรู้เล่า ก็บุรุษผู้หนึ่งไม่ใช่หรือเจ้าคะ ทุกวันนี้ที่ภัตตาคารอวิ๋นหลาย ข้าก็พบบุรุษมากหน้าหลายตาทุกวัน ไม่จำเป็นต้องสนใจบุรุษผู้นั้น”
“ไม่เห็นเข้าใจเลยว่า เหตุใดพวกท่านถึงได้ตื่นเต้นถึงเพียงนั้น” อู่เชียนเชียนกล่าวต่อ “จะน่าทึ่งเพียงใดก็เป็นมนุษย์สองตา หนึ่งจมูกและหนึ่งปาก มีสิ่งใดจะต้องสนใจกันเล่า?”
ชายผู้นั้นยิ้มอย่างซุกซน “แม่นางทั้งสองช่างมีความคิดไม่เหมือนผู้ใดเสียจริง ถ้าอย่างนั้นข้าต้องขอตัวก่อน”
ตอนนี้ซ่งชิงเป่ย ซ่งชิงหลิน และซ่งชิงหยวน กำลังพาหลานของพวกเขาคือซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่มายังภัตตาคารอวิ๋นหลายเช่นกัน
ระหว่างทางขึ้นมายังชั้นสอง ก็พบว่าทุกคนวิ่งสวนทางลงไปชั้นล่างอย่างตื่นเต้น
ซ่งชิงเป่ยมีท่าทีอยากรู้อยากเห็น จึงคว้าตัวแขกคนหนึ่งมาถามไถ่ “พี่ชาย ท่านรีบไปที่ใดกันขอรับ?”
“โอ้ เจ้าไม่รู้หรือ เหล่าทหารกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว เราจะไปดูท่านแม่ทัพเสียที”
“ท่านน้า ท่านแม่ทัพคือผู้ใดขอรับ” ซ่งซิงเฉินในอ้อมแขนของซ่งชิงหลินถามอย่างไร้เดียงสา
ซ่งซิงเยว่ที่ซ่งชิงเป่ยอุ้มอยู่ ก็ดูอยากรู้อยากเห็นไม่แพ้กัน
นางกะพริบตาใสแจ๋วอ้าปากค้างมองทางซ่งชิงเป่ย แล้วถามบ้าง “ท่านน้าเล็ก ท่านแม่ทัพหน้าตาดีมากหรือ เหตุใดทุกคนจึงอยากไปดูเขา?”
ดวงตาของซ่งชิงเป่ยมองหลานสาวอย่างเอ็นดู แล้วถามอย่างอ่อนโยน “เยว่เยว่ เจ้าอยากไปดูหรือไม่?”
ซ่งซิงเยว่พยักหน้าทันที “เจ้าค่ะ”
“ดี อย่างนั้นไปดูกัน” ซ่งชิงเป่ยตัดสินใจอุ้มหลานสาวเดินออกไปที่หน้าภัตตาคารอวิ๋นหลาย
ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินเองก็เดินตามออกไปด้วย
ในตอนนี้ถนนหย่งอันคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมาย จนซ่งชิงเป่ยและลูกพี่ลูกน้องไม่สามารถเข้าไปบริเวณใจกลางได้ แม้จะพยายามแทรกตัวเข้าไปก็ตาม ยังทำได้เพียงยืนอยู่ริม ๆ ถนนเท่านั้น
ขณะเดียวกัน สองสาวที่นั่งอยู่บนชั้นสองของภัตตาคารอวิ๋นหลายก็มองไปยังฝูงชนด้านล่างที่แออัดกันอยู่ พวกนางก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและคิดขึ้นว่า ต้องถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ตอนนั้นเองทุกคนต่างได้ยินเสียงเสื้อเกราะกระทบกัน และเกือกม้ากระทบพื้นที่เริ่มใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
ชาวบ้านต่างมองหาต้นเสียงนั้น และเห็นว่ากองทหารกำลังเดินทัพผ่านมาอย่างช้า ๆ
ด้านหน้ามีทหารสวมเกราะบนหลังม้าสองสามนาย ที่นำมาอย่างน่าเกรงขาม และบุรุษที่อยู่ด้านหน้านั่นเองคือ ท่านแม่ทัพและองค์ชายในคำเล่าลือ
ใบหน้าเคร่งขรึมน่าเกรงขามของเขามีรัศมีแห่งราชา เพียงมองจากระยะไกลก็สามารถบอกได้ทันทีว่าช่างหล่อเหลาและดูสุขุม
นั่นทำให้บรรดาสตรีที่อยู่บนชั้นสองของร้านรวมทั้งริมถนน ต่างห้ามไม่ให้ใจเต้นแรงไม่อยู่ ถนนทั้งสายต่างวุ่นวายยิ่งขึ้นโดยพลัน
อู่เชียนเชียนสงสัยขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ นางเอนกายลงกับราวระเบียงเพื่อมองลงไป “ข้าชักอยากเห็นแล้ว ว่าแม่ทัพผู้นั้นจะหล่อเหลาสักเพียงใด ดูสตรีรอบ ๆ นี้จะตื่นเต้นเสียเหลือเกิน”