ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 199 ข้าชอบท่าน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 199 ข้าชอบท่าน
บทที่ 199 ข้าชอบท่าน
หานเฟยที่ดูอยู่ด้านข้างถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
เพราะไป๋เย่หานมีรังสีอำมหิตแผ่ซ่าน แทบไม่มีผู้ใดกล้าสบตานายท่านโดยตรง
เขาไม่คาดว่าเด็กชายผู้นี้จะกล้าทำเช่นนั้น
ไป๋เย่หานหรี่ตาลงเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะปรากฏของความชื่นชมในดวงตา แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าทั้งสองเข้ามาทำอันใดกันที่นี่”
ซ่งซิงเฉินอธิบายอย่างไม่เกรงกลัว “น้องสาวข้าไม่เคยเห็นท่านอ๋อง ตอนที่อยู่บนถนนก็ไม่ทันได้เห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ข้าจึงพานางมาดูที่นี่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซ่งซิงเยว่ก็ไม่พอใจทันที นางดึงมือเล็ก ๆ ของซ่งซิงเฉิน แล้วเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “ผู้ใดน้องสาวเจ้า อยากเป็นพี่ชายของข้าอย่างนั้นหรือ? แม้แต่ท่านแม่ยังบอกไม่ได้ว่าระหว่างเราผู้ใดแก่กว่ากัน”
“ท่านแม่ไม่ได้บอกเจ้าหรือ ว่าข้าเป็นพี่ชายเวลาออกข้างนอก ส่วนที่บ้านเจ้าเป็นพี่สาว”
“ฮ่า ๆ”
หานเฟยหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินสิ่งที่เด็กน้อยกำลังถกเถียงกัน “แม่พวกเจ้าตลกจัง มีแม่ที่สอนลูกเช่นนี้ด้วยหรือ?”
“อย่ามาหัวเราะท่านแม่ข้านะ!”
สองเสียงเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
หานเฟยหุบปากโดยพลันหลังจากได้ยินคำพูดนั้น และแปลกใจกับตัวเองที่ถูกเด็กทั้งสองออกคำสั่งได้ ราวกับว่าพวกเขามีความน่าเกรงขามบางอย่าง ซึ่งตนอธิบายไม่ได้
ไป๋เย่หานหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง เป็นการหัวเราะบ่อยครั้งยิ่งกว่าหลายปีที่ผ่านมานี้
ชายหนุ่มมองไปที่สองแฝด แล้วถามขึ้น “ในเมื่อพวกเจ้าได้พบข้าแล้ว คิดว่าข้าเป็นอย่างไรเล่า?”
“อืม…” ซ่งซิงเยว่เอ่ยอย่างจริงจัง “ท่านหล่อยิ่งนัก ข้าชอบท่าน”
“หา!” หานเฟยอ้าปากค้างด้วยความตกใจ มองไปทางซ่งซิงเยว่ด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เด็กหญิงผู้นี้รู้จักพูดจาเช่นนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่เขินอายบ้างหรือ?”
ซ่งซิงเยว่เลิกคิ้วขึ้น มองไปทางรองแม่ทัพด้วยแววตาเย่อหยิ่ง “ท่านแม่สอนข้าว่า เป็นสตรีก็ต้องมีความมั่นใจหนักแน่น แสดงความรู้สึกอย่างซื่อตรงกล้าหาญ หากเป็นเรื่องจริงก็หาใช่เรื่องที่ต้องอาย”
เมื่อได้ยินดังนั้น หานเฟยก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ แล้วยกนิ้วขึ้น “แม่เจ้าช่างน่าทึ่งนัก”
“ถูกต้องที่สุด” ซ่งซิงเฉินมีท่าทางภูมิใจ “ผู้ใดต่างยกย่องท่านแม่ข้า ว่าเป็นสตรีที่แปลกและน่าทึ่งแห่งเมืองนี้”
หานเฟยกะพริบตาปริบ ๆ เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ยังมีสตรีเช่นนี้อยู่ในเมืองหลวงด้วยหรือ ข้าคงต้องหาโอกาสไปพบนางสักวันหนึ่งเสียแล้ว”
“หุบปากเสียที” เป็นไป่เย่หานที่เอ่ยเสียงเรียบ แล้วส่งสายตาเย็นเยียบไปทางผู้ใต้บังคับบัญชา
ตามด้วยการหันกลับมาทางเด็กน้อยทั้งสอง “พวกเจ้ามีนามว่าอันใดกัน”
“ข้าซ่งซิงเยว่”
“ข้าซ่งซิงเฉิน”
แววตาที่เต็มไปด้วยความยินดีของแม่ทัพใหญ่ปรากฏขึ้นมา เขาคิดกับตัวเองอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นทั้งสองจริง ๆ
เมื่ออยู่ในกองทัพ ซ่งชิงหนานเล่าเรื่องทั้งหมดในตระกูลให้เขาได้รับรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
มองเพียงแวบแรกก็รู้ได้ทันที ว่าเขาและเด็กทั้งสองมีสายสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างกันอย่างไร้ซึ่งคำอธิบาย และนั่นก็เป็นเพราะว่าสองแฝดเป็นลูกของเขาเอง
“มารดาพวกเจ้าก็คือ ซ่งชิงหลันสินะ”
ซ่งซิงเฉินเงยหน้าขึ้นถามต่อทันที “ท่านรู้ได้อย่างไร?”
ต่างจากซ่งซิงเยว่ที่หัวเราะอย่างซุกซน นางเงยหน้าพูดกับไป๋เย่หาน “ในเมื่อท่านรู้จักเราแล้ว ก็ถึงเวลาที่ท่านต้องแนะนำตัวแก่เราเจ้าค่ะ”
“ข้าไป๋เย่หาน เป็นพ่อของพวกเจ้า”
“พ่อ?” ซ่งซิงเฉินงุนงง
“พ่อ?” หากแต่ซ่งซิงเยว่แสนตื่นเต้น
“พ่อ?” ส่วนหานเฟยกำลังตกตะลึง
หานเฟยรีบเข้าไปกระซิบกับไป๋เย่หานทันที “นายท่าน ท่านจะพูดเล่นเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ แม้ว่าพวกเขาจะน่ารักมากก็จริง แต่ว่า…”
ซ่งซิงเฉินขมวดคิ้วเข้าหากัน แล้วเอ่ยเสียงเบา “เป็นไปไม่ได้ ท่านแม่บอกข้าว่าท่านพ่อของเราตายไปแล้ว”
มุมปากของไป๋เย่หานพลันกระตุกขึ้น เขารู้เรื่องนี้จากซ่งชิงหนาน ว่าไม่ใช่แค่ซ่งชิงหลัน แต่ทุกคนในย่านหย่งเหอต่างเข้าใจว่าตนเองได้สิ้นชื่อไปในสนามรบ
นั่นเป็นเรื่องที่ทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่อารมณ์เสียไม่น้อย
ทั้งที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นหรือตาย และยังไม่มีแม้แต่พิธีศพ หากแต่ภรรยากลับสรุปอย่างโหดร้ายว่าเขาได้ตายไปเสียแล้ว
ชายหนุ่มพยายามอย่างมากที่จะรักษาท่าทางสงบนิ่งเอาไว้ แล้วเอ่ยอย่างใจเย็น “ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด”
“ท่านพ่อเจ้าคะ” ทันใดนั้นซ่งซิงเยว่ก็กอดเข้าที่ต้นขาของไป๋เย่หาน ท่าทางของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความสุข
ซ่งซิงเฉินกลับดึงแขนเล็ก ๆ ของนาง พยายามเอาตัวน้องสาวนอกบ้านออกห่างจากตัวบุรุษผู้อ้างตัวว่าเป็นบิดา
ซ่งซิงเยว่กลับเกาะแน่นราวกับเป็นตุ๊กแก นางกระชับแขนเล็ก ๆ กอดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
ท้ายที่สุดเด็กชายก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ แล้วเอ่ยขึ้น “เยว่เยว่ เจ้ากำลังทำอันใดอยู่ ไม่คิดถึงใจท่านแม่บ้างหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋เย่หานก็อดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อย ลอบยิ้มใจใน เจ้าลูกชายผู้นี้ รู้จักปกป้องมารดาเสียด้วย
ซ่งซิงเยว่เม้มปากเล็กน้อย ดวงตากลมโตท่าทางหลักแหลมของนางกะพริบปริบ ๆ กอดไป๋เย่หานแน่น “ข้าชอบท่านพ่อผู้นี้ เดิมทีข้าอยากให้ท่านลุงอู่มาเป็นท่านพ่อ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว ข้าต้องการท่านเจ้าค่ะ”
ว่าจบก็หันไปขยิบตาให้ไป๋เย่หานอย่างซุกซน
สีหน้าของไป๋เย่หานเปลี่ยนไปเล็กน้อย พร้อมถามเสียงเบา “ลุงอู่อย่างนั้นหรือ?”
ซ่งซิงเฉินส่ายหน้าให้น้องสาว แล้วอธิบายออกมา “ท่านลุงอู่ คือท่านอู่ต้าหย่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ดูแลประตูเมือง ที่ชอบท่านแม่ข้าขอรับ”
หานอ๋องหรี่ตาลงอย่างน่ากลัว ท่าทางว่าภรรยาของเขามีชายหนุ่มมายุ่งย่ามอยู่ด้วยสินะ
รู้เช่นนั้นก็ยกยิ้มที่มุมปากท่าทางชั่วร้าย
จากนั้นก็ก้มลงอุ้มซ่งซิงเยว่ขึ้นมา พร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไปกันเถิด กลับบ้านเรากัน”
ซ่งซิงเยว่วางแขนอวบรอบคอชายหนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ กะพริบตาให้บิดาอย่างใคร่รู้ “ท่านพ่อรู้หรือเจ้าคะ ว่าบ้านเราอยู่ที่ใด?”
“ย่านหย่งเหออย่างไรเล่า”
“โอ้ ท่านรู้ แสดงว่าเป็นท่านพ่อของเราจริง ๆ ด้วย”
ซ่งซิงเฉินมองไป๋เย่หานอุ้มน้องสาวเดินออกไป แล้วเอามือกุมศีรษะเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ ‘นี่เราถึงกับพาผู้ชายแปลกหน้าเข้าบ้าน จะถูกท่านแม่ตีหรือไม่เนี่ย’
ในขณะที่หานเฟยเป็นผู้ที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ก็ตกอยู่ในความงุนงง
เกิดเหตุใดขึ้นเมื่อครู่…ตกลงแล้วนั่นเป็นเรื่องจริงหรือล้อเล่นกันแน่
ผ่านไปสักพัก
ประกายแห่งแรงบันดาลใจก็แวบเข้ามาในตาของหานเฟย เขาพูดกับตัวเอง “ซ่งชิงหลัน ช่างเป็นชื่อที่คุ้นหูเหลือเกิน….หา! นั่นพี่สาวแม่ทัพซ่งไม่ใช่หรือ?”
ในตอนนั้นเอง อยู่ ๆ หานเฟยก็พลันนึกขึ้นได้ ว่าครั้งหนึ่งในจวนท่านแม่ทัพ เขาได้ยินท่านแม่ทัพซ่งเรียกนายท่านของตนว่าพี่เขย…
ในตอนนั้นเขาเพียงคิดว่าตนเองได้ยินผิดไป
เมื่อคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทุกอย่างช่างเหมาะเจาะจนน่าขนลุกไปหมด
หายเฟยเอามือปิดปากอย่างตกใจ “ให้ตาย นี่ข้าเผลอรู้ความลับเข้าให้แล้วสินะ”
ไป๋เย่หานอุ้มซ่งซิงเยว่ไว้ในอ้อมแขน เดินตามซ่งซิงเฉินไปยังย่านหย่งเหอ
ทั้งชายหนุ่มและเด็ก ๆ ต่างมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนในทันที
“เอ๊ะ เด็กน้อยทั้งสองนั่น เฉินเฉินกับเยว่เยว่จากตระกูลซ่งไม่ใช่หรือ?”
“ใช่แล้ว จะมีเด็กที่ใดโดดเด่นเท่าพวกเขาในย่านหย่งเหอนี้อีกเล่า”
“ว่าแต่พ่อหนุ่มนั่นคือผู้ใดกัน”
“เอ๊ะ เหตุใดข้ารู้สึกคุ้นหน้าเขาจัง หน้าตาเหมือนผู้ใดกันนะ”
…
ซ่งซิงเยว่เอนกายเข้าสู่อ้อมอกบิดาอย่างมีความสุข โน้มตัวเข้าไปที่ใบหูของเขาแล้วกระซิบด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อ ผู้ใดก็ชมว่าท่านช่างหล่อเหลาเจ้าค่ะ”
ไป๋เย่หานยิ้มให้ลูกสาว “พ่อรู้แล้ว”
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสามก็มาถึงบ้านหลังใหญ่ของตระกูลซ่ง
ชายหนุ่มจำได้อย่างดี ว่าตอนแต่งงานกับนาง บ้านหลังนี้เป็นเพียงบ้านดินเก่า ๆ ทรุดโทรมของตระกูลที่ยากจนที่สุดในย่านหย่งเหอ
ไป๋เย่หานเห็นเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม ท่าทางว่าสาวน้อยของเขาจะกลายเป็นสตรีที่ไม่ธรรมดาไปแล้วจริง ๆ
ชายหนุ่มแทบรอไม่ไหวที่จะได้พบหน้านางอีกครั้ง