ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 198 เจ้ากินมากไปหรือไม่?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 198 เจ้ากินมากไปหรือไม่?
บทที่ 198 เจ้ากินมากไปหรือไม่?
จวนหานอ๋องตั้งอยู่ที่ถนนหัวอัน เป็นที่พำนักประจำตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุดบนถนนสายนี้ ถูกพระราชทานให้เป็นที่พำนักประจำตำแหน่งที่ใกล้กับพระราชวังมากที่สุด
ไป๋เย่หานมาถึงจวนด้วยอาชาคู่ใจ มีขันทีสวมเครื่องแบบมหาดเล็กขั้นหนึ่งและเหล่าผู้ช่วยยืนต้อนรับที่หน้าประตู ท่าทางว่าเขาจะรออยู่นานแล้ว
มหาดเล็กผู้นี้คือจ้าวหรู่ไห่ หัวหน้าขันทีประจำตำหนักพระสนม
ทันทีที่จ้าวหรู่ไห่เห็นว่าไป๋เย่หานเข้ามา ก็รีบค้อมศีรษะทำความเคารพ เอ่ยทักทายด้วยความนอบน้อม “ยินดีต้อนรับท่านหานอ๋องกลับสู่จวนขอรับ”
ชายหนุ่มลงจากหลังม้า ถอดหมวกเกราะออก ส่งให้รองแม่ทัพหานเฟยที่ลงจากม้ามาแล้วเช่นกัน จากนั้นก็เดินผ่านเหล่าขันทีไปอย่างไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าหรือชายตามองแม้เพียงนิด
หลังจากกรำศึกในสมรภูมิมานานหลายปี ไป๋เย่หานก็ไม่ใช่บุรุษรูปงามราวหยกสลักดังเดิมอีก ผิวขาวของเขากร้านแดด ใบหน้าคมสัน คิ้วพาดเฉียงดูดุดัน ดวงตาคมสีดำสนิทไร้ก้นบึ้ง และริมฝีปากบางเหยียดตรง แม้ว่าจะไร้ซึ่งเครื่องแบบทหาร แต่ก็มีรัศมีของนักรบแผ่ออกมาโดยธรรมชาติ น่าเกรงขามจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าสบตาโดยตรง
ไป๋เย่หานปรายตาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่ามีคนงานเคลื่อนย้ายเครื่องเรือนในบ้าน
แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้วพูดเรียบเรียบ “ทำอันใด?”
น้ำเสียงของเขาลุ่มลึกทรงเสน่ห์ ฟังดูทรงอำนาจ แม้แต่ขันทีอย่างจ้าวหรู่ไห่ที่อาศัยอยู่ในวังหลวง พบเจอเจ้านายมานาน ก็ยังรู้สึกหวาดวิตกไม่น้อย
แต่มหาดเล็กเลิกคิ้วขึ้นยิ้มกริ่ม อธิบายอย่างรวดเร็ว “เพราะว่าท่านอ๋องจะกลับมายังจวน ของเหล่านี้ถูกจัดเตรียมไว้โดยพระอัยยิกาของท่านอ๋องโดยเฉพาะ พระสนมทรงทราบข่าวการกลับมาของท่าน จึงได้รับสั่งให้กระหม่อมจัดการสิ่งเหล่านี้ด้วยตนเอง แต่หากท่านอ๋องขัดใจส่วนใดข้าน้อยจะรีบเปลี่ยนให้ทันทีขอรับ”
“ไม่จำเป็น” ไป๋เย่หานปฏิเสธอย่างเย็นชาไม่อ้อมค้อม
พวกเขาเดินทัพและผ่านการต่อสู้ในสมรภูมิรบ ไม่ได้สนใจกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านั้น ขอเพียงแค่ไม่วุ่นวายมากเกินไปเป็นใช้ได้
แม่ทัพหนุ่มมองไปทางจ้าวหรู่ไห่และพูดเสียงต่ำ “กลับไปแจ้งแก่พระมารดา ว่าหลังจากที่ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ข้าจะเข้าวังไปถวายความเคารพแก่องค์จักรพรรดิและเข้าเฝ้าพระมารดาด้วยตนเอง”
“ขอรับ” หัวหน้าขันทีก้มหัวแล้วรับคำ
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็ไม่พบว่าไป๋เย่หานอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว
มหาดเล็กถอนหายใจอย่างโล่งอก ซับเหงื่อที่ผุดบนหน้าผากออกไปด้วยแขนเสื้อพลางคิดขึ้นมาในใจ ‘หานอ๋องช่างน่าเกรงขาม น่ากลัวกว่าองค์จักรพรรดิเสียอีก’
ตอนนั้นเองข้ารับใช้ที่ทำงานอยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา “ท่านขันที หานอ๋องผู้นี้ช่างน่ากลัวเสียจริง อีกทั้งยังคาดเดาใจยากเหลือเกิน ต่อไปคงจะเป็นการยากถ้าต้องรับใช้เขา ท่านคิดอย่างนั้นหรือไม่”
จ้าวหรู่ไห่จ้องไปที่คนพูดแล้วตำหนิเสียงเย็น “เป็นเพียงข้ารับใช้ อย่าได้บังอาจเอ่ยถึงเจ้านายลับหลัง หากไม่อยากหัวหลุดจากบ่า ก็ระวังปากเอาไว้ รีบทำงานเสีย ข้าก็อยากจะรีบกลับไปที่ตำหนักพระสนมให้เร็วแล้วเช่นกัน”
หลังจากนั้นหัวหน้าขันทีก็กำชับทุกคนให้รีบทำงาน แล้วหันหลังเดินจากไป
ทันทีที่เข้ามาในส่วนที่พัก ไป๋เย่หานก็ตรงไปที่ห้องทำงาน
หานเฟยเองก็เดินตามไปด้วย
ไป๋เย่หานถอดชุดเกราะบนตัวออก และหานเฟยรีบเข้าไปช่วยรับมันไปแขวนไว้อย่างระมัดระวัง แล้วหันมองทางแม่ทัพใหญ่ที่กำลังสนใจอยู่กับงาน “นายท่าน คิดจะเข้าวังจริง ๆ อย่างนั้นหรือขอรับ?”
หานเฟยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านอ๋องมาตั้งแต่เริ่มเข้าสู่กองทัพ
ตอนนั้นเขาเป็นเพียงทหารเกณฑ์ที่ไม่ได้รู้เรื่อง และไป๋เย่หานก็ยังไม่ใช่ขุนพลผู้มีชื่อเสียงดังเช่นตอนนี้
ระหว่างที่อยู่ในสนามรบ หาเฟยพลาดท่าต้องธนูอาบยาพิษ และระหว่างที่กำลังจะไปถึงประตูปรโลกอยู่รอมร่อ
ไป๋เย่หานก็เป็นคนช่วยเขาไว้ พากลับไปที่ค่ายได้ทันเวลา
และเมื่อกลับมาถึงค่าย ก็ได้พบว่าไป๋เย่หานเองก็ถูกธนูอาบยาพิษเช่นกัน ซ้ำยังได้รับบาดเจ็บสาหัส
ตั้งแต่ครั้งนั้นมา หานเฟยก็มองเพื่อนร่วมรบผู้นี้เป็นนายท่านของตน ไม่ว่าอย่างไรก็จะขออยู่เคียงข้างติดตามไปทุกที่
หานเฟยรู้ว่าสงครามในวังหลวงช่างเต็มไปด้วยเล่ห์กล ต่างจากสมรภูมิรบที่ท่านอ๋องเชี่ยวชาญ
เหล่าทหารทั้งซื่อตรงและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่การเป็นองค์ชายในวังนั้น เต็มไปด้วยคนเสแสร้งมากแผนการ
ไป๋เย่หานเข้าใจถึงความเป็นห่วงของหานเฟยเป็นอย่างดี จึงเหลือบมองอีกฝ่ายแล้วตอบเสียงเรียบ “เลิกสนใจเรื่องนั้นเถิด”
เขาไม่มีอารมณ์จะสนทนาเรื่องราชสำนักในเวลานี้ เพราะสิ่งเดียวที่แม่ทัพหนุ่มครุ่นคิดถึงตั้งแต่กลับมาถึงที่นี่คือ ซ่งชิงหลัน
นางสวมอาภรณ์ชั้นดี ใบหน้างดงาม ท่าทางมีน้ำมีนวลกว่าครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน และยังดูสุขสบายเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความขี้เล่น ขับให้ต้องตามากยิ่งกว่าเดิม
แต่ที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยคือ ดวงคู่งามของนาง
ทว่าในแววตานั้นเต็มไปด้วยความหนักแน่นอย่างที่เคยเห็นมาก่อน
สิ่งที่กวนใจเขายิ่งกว่าคือ แม้นางจะเต็มไปด้วยความตกใจ แต่เขาไม่เห็นวี่แววของความปิติที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งเลยแม้แต่น้อย
ในอดีต สายตาคู่งามของภรรยาเต็มไปด้วยความชื่นชมเมื่อมองมา แต่วันนี้ไป๋เย่หานไม่พบสิ่งนั้นจากแววตาของซ่งชิงหลันอีกต่อไป
เป็นไปได้หรือไม่ ว่าหลายปีที่ผ่านมาทำให้นางเปลี่ยนไปมากอย่างที่ซ่งชิงหนานบอกเล่า
ระหว่างที่ไป๋เย่หานกำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดนั้นของตนเอง ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากหน้าประตู
“คิก ๆ”
นั่นคือเสียงของเด็กเล็กกำลังหัวเราะอย่างสดใส
หานเฟยอยู่ในสงครามมาแรมปี ย่อมระมัดระวัง หูไวตาไวมากกว่าคนทั่วไป
ใบหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม มือแตะที่กระบี่ข้างกายโดยไม่รู้ตัว พูดเสียงดัง “นั่นผู้ใด?”
ไป๋เย่หานกลอกตา แล้วเอ่ยปราม “แค่เสียงเด็ก”
“เด็กอย่างนั้นหรือ?” หานเฟยเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ แล้วเอ่ยเสียงเบา “เด็กจากที่ใดกันขอรับ”
ไป๋เย่หานเปิดประตูห้องทำงานอกไป จนพบเด็ก ๆ อยู่ที่ข้างหน้าต่าง ท่าทางเป็นฝาแฝดกันสองคน คนหนึ่งเป็นเด็กชายและอีกคนเป็นเด็กหญิง
เด็กหญิงผูกมวยผมเล็ก ๆ สองข้าง สวมชุดกระโปรงสีชมพู ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มน่ารัก ราวกับตุ๊กตาหยกสีชมพู ดวงตากลมโตเป็นประกายมีแววของความขี้เล่นซุกซน
ส่วนเด็กชายสวมชุดสีขาว ท่าทางรูปร่างลักษณ์ดีหล่อเหลา แม้จะยังเป็นเพียงเด็กอายุน้อย กลับมีท่าทีสุขุมอย่างไม่น่าเชื่อ
แฝดชายหญิงที่หน้าตาท่าทางงดงามคู่นี้คือ ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่
ในเวลานี้ เด็กน้อยทั้งสองมีท่าทางเขินอายเล็กน้อยเมื่อถูกจับได้ และพากันนั่งอยู่ที่พื้นทั้งคู่
ซ่งซิงเยว่บึนปากสีชมพูสดไปทางพี่ชาย ผลักซ่งซิงเฉินอย่างไม่พอใจ “ข้าบอกให้เจ้าอยู่นิ่ง ๆ อย่างไรเล่า เจ็บไปหมดแล้วเนี่ย”
ซ่งซิงเฉินเลิกคิ้วแล้วพูดอย่างจริงจัง “จะมาตำหนิข้าเรื่องนี้ได้อย่างไร ก็เจ้าตัวหนักเกินไป เยว่เยว่ เจ้ากินมากไปแล้วหรือไม่?”
“ไม่จริงเสียหน่อย ไร้สาระ” ซ่งซิงเยว่กลายเป็นขุ่นเคืองขึ้นมาทันที
หานเฟยออกมาจากห้องตำรา เมื่อเห็นตุ๊กตาตัวน้อยทั้งสองกำลังทะเลาะกันต่อหน้าก็พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นประหลาดใจ “เด็กพวกนี้มาจากที่ใดกัน ท่าทางน่ารักใช่ย่อย หนู ๆ เจ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไรกัน พ่อแม่พวกเจ้าอยู่ที่ใด?”
ซ่งซิงเยว่เชิดหน้าขึ้นแสดงท่าทางเย่อหยิ่ง มองที่หานเฟยแล้วเอ่ยตอบ “พวกเราก็เข้ามาทางประตูน่ะสิเจ้าคะ”
“เป็นเด็กที่กล้าไม่น้อย”
ระหว่างที่พูดนั้น อยู่ ๆ หาเฟยก็หันหน้าไปทางไป๋เย่หาน แล้วเอ่ยอย่าจริงจัง “นายท่าน ข้ารู้สึกว่าเด็กสองคนนี้ดูคล้ายท่านอย่างไรก็ไม่รู้ขอรับ”
นัยน์ตาทรงเสน่ห์น่าเกรงขามของไป๋เย่หานพลันส่องประกาย เขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเดินเข้าไปหาเด็ก ๆ แล้วย่อตัวลงตรงหน้าซ่งซิงเยว่
หากแต่ซ่งซิงเฉินเข้ามาขวางหน้าน้องสาวในทันใด พร้อมสบตาไป๋เย่หานอย่างระแวดระวัง “ท่านคิดจะทำอันใด?”
gmdungeon
มาทรงนี้อีกละ ต้องไห้ลูกมาอยู่ในเงื้อมมือพระเอกเพื่อไห้พระนางมาอยู่ด้วยกันแม้ว่าต้องเขียนบทไห้กลายเป็นเด็กเปรตพ่อแม่ไม่สั่งสอนก็ตาม(แอบเข้าบ้านคนอื่นต้องเป็นเด็กที้โดนตามใจจนเคยตัวขนาดไหนคิดดู)
Pchaya
พ่อที่หายไปนาน 5 ปีไม่สมควรเป็นพ่อเพราะไม่เคยติดต่อกันเลย เชอะ