ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 202 ชายผู้นั้นคือบิดาของเราจริงหรือ?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 202 ชายผู้นั้นคือบิดาของเราจริงหรือ?
บทที่ 202 ชายผู้นั้นคือบิดาของเราจริงหรือ?
ตระกูลซ่งรู้สึกว่าซ่งชิงหลันอารมณ์ไม่ดี ดังนั้นนางต้องการเวลาส่วนตัวเพื่อสงบอารมณ์ก่อน จึงไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปรบกวน
เมื่อถึงเวลาค่ำก็ได้เวลาสำหรับอาหารเย็น แม่เฒ่าซ่งกลัวว่านางจะหิว จึงขอให้ซ่งชิงหนานไปเรียกท่านพี่ที่ห้อง
ปรากฏว่าทุกอย่างต่างออกไปจากที่ทุกคนคิด
เพราะซ่งชิงหลันหลับอยู่บนเตียง นางหลับไปหลังจากเข้าห้องไปไม่นานด้วยซ้ำ
ในความฝัน หญิงสาวเห็นไป๋เย่หาน
เรื่องราวที่ได้เห็นช่างคุ้นเคย ราวกับว่ามันคืออดีตระหว่างทั้งคู่
ในความฝัน นางเห็นใบหน้าที่แนบชิดเข้ามาของเขา เห็นว่าดวงตาคมคู่นั้นของเขามองมาที่ตนอย่างลึกซึ้งเพียงใด
ทันใดนั้นซ่งชิงหลันลืมตาตื่นขึ้นมา
แล้วก็รีบลุกขึ้นจากที่นอนด้วยใบหน้าร้อน ยามนึกถึงใบหน้าของอดีตสามีที่ปรากฏอย่างแจ่มชัดในความฝัน
ไม่ นางต้องใจเย็นมากกว่านี้
หญิงสาวรีบลุกขึ้น มาที่โต๊ะข้างตัว แล้วรินน้ำเย็น ๆ ใส่ถ้วย ดื่มมันอย่างต่อเนื่องไปถึงสองถ้วยเพื่อเรียกสติกลับมา
มือเรียวยกขึ้นทาบอกตรงตำแหน่งหัวใจ แล้วขมวดคิ้ว “น่าแปลก เหตุใดหัวใจข้าถึงเต้นเร็วถึงเพียงนี้?”
อยู่ ๆ ซ่งชิงหลันก็ตระหนักถึงปัญหาร้ายแรง ดูเหมือนว่าร่างกายนี้จะมีความทรงจำและยังจดจำความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับนางได้อยู่ ทันทีที่ได้พบเขา ความรักที่นางมีต่อไป๋เย่หานก็ได้ลุกโชนขึ้นมา
นี่เป็นสิ่งที่นางไม่สามารถควบคุมได้เลย
ซ่งชิงหลันสูดหายใจเข้าออก และพยายามสะกดจิตตัวเอง “ข้าไม่ได้ชอบเขา ข้าไม่ได้ชอบเขา ร่างกายนี้ต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้น…”
ก๊อก ๆ
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ซ่งชิงหลันตกใจเล็กน้อย แล้วถามขึ้น “ผู้ใดน่ะ”
“ท่านพี่ขอรับ ข้าชิงหนานขอรับ”
หญิงสาวลูบหน้าอกตัวเองอย่างอึดอัด หันหน้าไปทางประตู “เข้ามา”
ซ่งชิงหนานผลักประตูเปิด แล้วเดินเข้าไป
มองแวบเดียวก็เห็นได้ถึงใบหน้าซีดเซียวของซ่งชิงหลัน จึงคิดว่าท่านพี่ยังอารมณ์ไม่ดีอยู่
น้องชายสามเม้มริมฝีปาก แล้วเอ่ยเสียงเบา “ท่านพี่ ข้าขอโทษที่ไม่ได้บอกทุกคนเรื่องพี่เขยตั้งแต่แรก เมื่อข้าพบเขาที่กองทัพก็รู้สึกตกใจเช่นกัน แต่เพราะกำลังยุ่งอยู่กับการสู้รบ จึงได้ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท”
“ชิงหนาน” ซ่งชิงหลันเอ่ยขัด
“ท่านพี่ มีสิ่งใดหรือขอรับ?”
“อาหารเย็นพร้อมหรือยัง” ระหว่างที่ถาม ท้องของหญิงสาวก็ร้องโครกครากทันที
นางยิ้มอย่างเขินอาย “ข้าหิวแล้ว”
…
เพื่อเป็นการฉลองการกลับมาของซ่งชิงหนาน อาหารเย็นวันนี้จึงมีจำนวนหลากหลายกว่าปกติ แม้แต่ตระกูลนายท่านเฉียนก็ยังรู้สึกว่านี่มันหรูหรามาก
ซ่งชิงหลันกินอย่างเอร็ดอร่อย นางเพลิดเพลินกับน่องเป็ด ซี่โครงหมูและไหนจะปลาตัวใหญ่ ไม่มีจานใดที่นางจะพลาด
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของซ่งชิงหลัน คนอื่น ๆ ที่ร่วมโต๊ะอยู่ก็พากันตกตะลึง
ลูกชายตระกูลซ่งสบตากันไปมาอย่างประหม่า
ซ่งชิงหลินถามอย่างงงงวย “พี่ชิงหลัน เกิดอันใดขึ้น เหตุใดท่านถึงกินเยอะกว่าปกติเจ้าคะ?”
ซ่งชิงเป่ยกะพริบตาปริบ ๆ “ท่านพี่คงเหนื่อยจากความเศร้าและความโกรธ จึงได้อยากอาหารมากกว่าเดิมน่ะ”
ซ่งชิงหยวนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “ข้าก็ว่าอย่างนั้น แต่พี่เขยก็กลับไปแล้ว ไม่ได้พาเฉินเฉินกับเย่เยว่ไปด้วยเสียหน่อย แล้วยังมีเหตุใดเกิดขึ้นอีกเล่า?”
ซ่งชิงซีมองอย่างว่างเปล่า “มีอันใดต้องเดาอีกเล่า พวกเขาหย่ากันแล้ว ท่านพี่จะไม่กลับไปกับเขาอีก”
ซ่งชิงตงจ้องหน้าน้อง ๆ “เอาเถิด อย่าคิดไปเองกันเลย ท่านพี่มีเหตุผลเสมอ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงไป”
ซ่งชิงหนานกระแอมขึ้นมาเบา ๆ ปรามทุกคน ด้วยสายตา “อย่าเสียงดังไป ท่านพี่ไม่ใช่คนโง่ พวกเจ้าคิดว่านางไม่รู้อย่างนั้นหรือ?”
ระหว่างนั้นซ่งชิงหลันก็เงยหน้าขึ้นมาจากชามข้าว มองน้องชายด้วยรอยยิ้ม ซ้ำยังพูดติดตลกออกมา “พวกเจ้า กินอาหารด้วยตาแทนปากอย่างนั้นหรือ?”
ซ่งซิงเฉินที่นั่งข้างมารดาก็ไม่วายที่จะใส่ไฟด้วยความไร้เดียงสา เด็กน้อยหันหน้าไปรายงานทันที “ท่านแม่ พวกน้า ๆ กำลังคุยกันจึงได้ใช้สายตาอย่างไรเล่า”
ซ่งซิงเยว่เองก็หลักแหลมไม่แพ้กัน นางกะพริบตากลมโตปริบ ๆ แล้วเอ่ยต่อ “น้าชิงหยวนบอกว่าท่านพ่อถูกทิ้งเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหยวนได้ยินดังนั้นก็นั่งไม่ติดที่ขึ้นมาทันที รีบอธิบายอย่างร้อนรน “เยว่เยว่ เจ้าอย่ามาใส่ร้าย น้าไม่ได้พูดเช่นนั้น เพียงแต่…”
ซ่งชิงหยวนไม่สามารถเอ่ยสิ่งใดออกมาได้ จึงก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ
และยังบ่นในใจถึงความฉลาดของเด็ก ๆ ที่ทำให้ตนถูกจับได้
จากนั้นซ่งซิงเฉินก็ดึงแขนเสื้อมารดา แล้วเอ่ยถาม “ท่านแม่ ชายผู้นั้นคือบิดาของเราจริง ๆ หรือขอรับ?”
เมื่อมองแววตาไร้เดียงสาของลูก ซ่งชิงหลันก็พลันใจอ่อน สุดท้ายจึงได้พยักหน้าตอบคำถาม “ถูกต้อง เขาคือพ่อของเจ้าทั้งสอง”
“นี่มันเยี่ยมไปเลย เย้ ข้าชอบท่านพ่อผู้นี้เจ้าค่ะ” ซ่งซิงเยว่ปรบมืออย่างมีความสุข
“แต่…” ซ่งชิงหลันเอ่ยอย่างกะทันหัน มองไปทาสองแฝดอย่างจริงจัง
“แม่กับพ่อของพวกเจ้าไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อีกแล้ว เพราะมีเหตุผลบางอย่าง”
ซ่งซิงเยว่ปิดปากอย่างไม่พอใจ “ท่านแม่ เหตุใดถึงเป็นอย่างนั้นเล่าเจ้าคะ?”
เมิ่งเตี๋ยหวู่รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มอึดอัด จึงได้คีบขาหมูตุ๋นของโปรดให้ซ่งซิงเยว่ แล้วมองหน้าหลานสาวด้วยรอยยิ้ม “เยว่เยว่ ดูนี่สิ นี่ของโปรดเจ้าหรือเปล่าน้า”
อย่างไรเสียเด็กก็คือเด็ก เมื่อเห็นของอร่อยก็จะลืมทุกสิ่งไปเสียสิ้น
หลังอาหารเย็น เด็ก ๆ ก็ออกไปเล่นที่สนามหลังบ้าน
ส่วนซ่งชิงหลัน เมิ่งเตี๋ยหวู่และแม่เฒ่าซ่งกำลังนั่งคุยกันที่ห้องโถง
เมิ่งเตี๋ยหวู่มองไปทางซ่งชิงหลัน แล้วเอ่ยถามขึ้น “ชิงหลัน เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป ท่านอ๋องว่าอย่างไรบ้าง?”
“จะว่าอย่างไรเล่าเจ้าคะ ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ”
ซ่งชิงหลันยิ้ม “ข้ากับเขาหย่ากันแล้ว และข้าก็คิดว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีอยู่แล้ว”
“เฮ้อ” แม่เฒ่าซ่งถอนหายใจ “จะว่าไปแล้ว ตอนที่แต่งงานกัน ไป๋เย่หานคนนั้นยังเป็นลูกชายตระกูลไป๋ ที่เป็นเพียงคนธรรมดา การแต่งงานของพวกเจ้าก็เป็นที่รับรู้ในฐานะของตระกูลซ่งกับตระกูลไป๋ แต่ตอนนี้ การเป็นภรรยาของไป๋เย่หานที่เป็นท่านอ๋อง และยังเป็นองค์ชาย มันค่อนข้างจะต่างออกไป…ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ไม่ว่าเจ้าจะตัดสินใจอย่างไร ย่าก็จะสนับสนุน”
สิ่งที่ท่านย่าพูดออกมาเป็นดั่งกระจกเงาที่สะท้อนจิตใจถึงซ่งชิงหลัน แม้ว่านางจะเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดา ก็ยังพอจะรู้ว่าราชวงศ์ไม่ได้เป็นเพียงตระกูลของชนชั้นสูงผู้ร่ำรวยทั่ว ๆ ไป แต่เรื่องภายในรั้ววังนั้นค่อนข้างซับซ้อน
หากกระทำการใดไม่ระมัดระวัง หัวอาจจะหลุดจากบ่าแบบไม่ทันได้ตั้งตัวอย่างง่ายดาย ไม่คุ้มที่จะเสี่ยงแม้แต่น้อย
นางไม่ต้องการให้หลานสาวที่ล้ำค่าเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น
ซ่งชิงหลันเป็นผู้หญิงที่ทั้งเก่งและฉลาด ซ้ำยังรูปโฉมไม่เป็นรองผู้ใด สามารถหาสามีใหม่ได้ไม่ยาก