ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 205 อยากรู้จะตายแล้ว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 205 อยากรู้จะตายแล้ว
บทที่ 205 อยากรู้จะตายแล้ว
ทันทีที่ซ่งชิงหลันออกมาจากจวนแม่ทัพ ก็บังเอิญพบว่าไป๋เย่หานออกมาจากจวนหานอ๋องเช่นกัน
ทั้งสองสบตากัน หัวใจของซ่งชิงหลันพลันเต้นรัว
ไป๋เย่หานสวมชุดพิธีการและเครื่องประดับศีรษะตามบรรดาศักดิ์หานอ๋อง ท่าทางน่าเกรงขามและเต็มไปด้วยความสง่างาม
หลายปีแล้วที่นางไม่ได้พบเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีถึงเพียงนี้
นั่นทำให้ซ่งชิงหลันอึ้งไปชั่วขณะ
ไป๋เย่หานพอใจกับปฏิกิริยาของนางมาก และแอบรู้สึกว่าซ่งชิงหลันดูคล้ายกับเมื่อก่อนขึ้นมานิดหน่อย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่ยกยิ้มที่มุมปาก ด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์แล้วเอ่ยขึ้น “ภรรยา เจ้า…”
ซ่งชิงหลันได้สติกลับมาในทันที เมื่อนึกถึงการแสดงออกที่น่าอายของตัวเองก็หงุดหงิดขึ้นมาในใจ
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยและหลบตา หญิงสาวก้าวขึ้นรถม้าก่อนที่จะเดินทางออกไป
หานเฟยยืนอยู่ข้างหลังไป๋เย่หาน มองดูรถม้าของซ่งชิงหลันที่ค่อย ๆ เคลื่อนที่ออกไป แล้วเอ่ยถามอย่างไม่กลัวตาย “นายท่าน พระชายาดูไม่อยากเจอท่านเลยนะขอรับ”
ทันทีที่ถามจบ ความเย็นเยือกก็เข้าปกคลุม
เมื่อหันหน้าไปทางผู้เป็นนาย ชายหนุ่มก็เห็นไป๋เย่หานมองมาด้วยสายตาเย็นชา รอยยิ้มเชือดเฉือนราวกับพร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่ง “หานเฟย ยังอยากมีลิ้นเก็บไปไว้ใช้งานหรือไม่”
“เอ๊ะ เหตุใดรถม้าไม่มาเสียที นายท่าน ข้าจะไปดูให้เองขอรับ”
ว่าจบ หายเฟยก็หนีออกจากบริเวณนั้นในทันที
ด้วยเพราะกังวลว่าจะถูกเฉือนลิ้นเข้าจริง ๆ
ทันทีที่ไป๋เย่หานเข้าสู่เขตพระราชฐาน ข่าวการมาถึงของหานอ๋องก็แพร่กระจายไปทั่ว ยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋เย่หานมาปรากฏตัวที่นี่ ผู้คนในวังหลวงหวังจะได้ยลโฉมหานอ๋อง ขุนพลผู้เป็นที่เลื่องลือ
คนในวังที่ทำงานมานานย่อมรู้จักที่จะสงวนท่าทีให้อยู่ในอาการสำรวม แต่บรรดานางกำนัลน้อยและขันทีระดับล่าง ๆ ที่เพิ่งเข้าวัง ต่างอยากรู้อยากเห็นเป็นอันมาก รบเร้าให้ข้าหลวงที่รู้เรื่องหานอ๋องเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง
“โอ้ หรงโม๋โม่* ช่วยเล่าเรื่องหานอ๋องให้เราฟังทีเถิดเจ้าคะ”
“ใช่เจ้าค่ะ ข้าเองก็อยากรู้ ตอนที่เพิ่งเข้าวังมาใหม่ ๆ เคยได้ยินว่าพระโอรสของพระสนมเฉินสิ้นพระชนม์ตั้งแต่วันประสูติ”
“ใช่ ข้าก็ได้ยินเช่นนั้นไม่ต่างกัน เหตุใดท่านผู้นั้นถึงได้เติบโตอย่างสามัญชน และอยู่ ๆ ก็ถูกพบตัวอีกครั้งได้เล่า?”
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการสืบราชสมบัติ จะเป็นเรื่องเท็จได้อย่างไรเล่า ตัวตนของท่านอ๋องพระองค์นี้เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้อย่างแน่นอน ข้าได้ยินมาว่าหานอ๋องมีตำหนิบนพระวรกาย เมื่อฝ่าบาททรงทอดพระเนตรก็จดจำได้ในทันที”
“แล้วถ้าเป็นองค์ชายจริง ๆ เรื่องตอนนั้นมันเกิดเหตุใดขึ้นกันแน่เจ้าคะ”
“นั่นสิ หรงโม๋โม่ เล่ามาหน่อยเถิด ข้าอยากรู้จะตายแล้ว…”
…
นางข้าหลวงหรงเป็นสตรีวัยชราผมขาว นางเป็นข้าหลวงที่ทำงานในวังแห่งนี้มานาน และยังเคยเป็นนางกำนัลมาตั้งแต่องค์จักรพรรดิทรงพระเยาว์
จึงได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นในวังหลวงแห่งนี้
เมื่อเห็นว่าเหล่านางกำนัลน้อยและขันทีหนุ่ม ต่างให้ความสนใจเรื่องของเจ้านาย จึงยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “เอาอย่างนั้นก็ได้ ข้าจะเล่าให้ฟังแต่ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เอาเพียงพอให้เข้าใจ แต่อย่าได้บังอาจแพร่งพรายเรื่องพวกนี้ออกไป ไม่อย่างนั้นศีรษะเล็ก ๆ ของพวกเจ้าจะหลุดจากบ่าได้ง่าย ๆ”
นางกำนัลน้อยและเหล่าขันทีพยักหน้ารัว “พวกเราทราบเรื่องนี้ดีเจ้าค่ะ”
“ในตอนนั้น พระสนมเฉินยังเป็นพระสนมขั้นหก และแน่นอนว่าพระองค์เป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิอย่างมาก ส่วนพระมเหสีก็ยังไม่ได้เป็นพระมเหสีอีกด้วย ทั้งพระสนมเฉินและพระมเหสีต่างทรงพระครรภ์ขึ้นมาพร้อม ๆ กัน หมายความว่า หากผู้ใดที่ประสูติโอรสสวรรค์ได้ก่อน องค์ชายพระองค์นั้นก็จะได้เป็นรัชทายาท และพระมารดาขององค์ชายรัชทายาทก็จะได้เป็นพระมเหสี”
นางกำนัลน้อยไม่สามารถอดใจได้อีกต่อไป จึงตั้งคำถามขึ้น “แล้วเกิดเรื่องใดขึ้นเจ้าคะ ผู้ใดประสูติองค์ชายได้ก่อน”
สาวน้อยอีกนางหนึ่งเคาะหน้าผากเพื่อนนางกำนัล “เจ้าโง่หรืออย่างไร ตอนนี้พระมเหสีคือพระมเหสีแล้ว ย่อมต้องเป็นพระนางที่ประสูติองค์รัชทายาทสิ”
“ไม่…ไม่ใช่อย่างนั้น” นางข้าหลวงหรงยิ้มอย่างมีเลศนัย “ที่จริง พระสนมเฉินประสูติพระโอรสก่อน แต่พระนางหมดสติไปหลังจากให้กำเนิดองค์ชาย เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ทราบว่าองค์ชายสิ้นพระชนม์เสียแล้ว”
“หา…นี่มัน…” เหล่านางกำนัลและขันทีที่ฟังอยู่ต่างตกตะลึง
“แล้วเรื่องที่องค์ชายสิ้นพระชมน์เป็นจริงหรือไม่ หรือเพียงหายตัวไป”
นางกำนัลหรงยิ้มแล้วเล่าต่อ “องค์ชายที่ประสูติจากพระสนมเฉินทรงมีปานแดงที่แขน หากแต่องค์ชายที่สิ้นพระชนม์ไปไม่ได้มีปานนั่น ดังนั้นพระสนมเฉินจึงทรงทราบว่าทารกที่ตายเป็นตัวปลอม”
“ถ้าอย่างนั้น ก็แสดงว่ามีคนกล้าเอาเด็กคนอื่นมาแทนองค์ชายอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
“ผู้ใดกันที่กล้าทำเรื่องบ้า ๆ เช่นนี้”
“เป็นไปได้หรือไม่ว่า…พระมเหสี?”
ทันทีที่มีคนเอ่ยเช่นนั้น ทุกคนก็ตกอยู่ในอาการประหม่า และมองไปทางนางกำนัลน้อยเจ้าของคำพูด
นางข้าหลวงหรงรีบเอ่ยตักเตือนทันที “อย่าพูดจาซี้ซั้ว ระวังปากของเจ้าจะพาความตายมาให้”
นางกำนัลน้อยปิดปากทันที แล้วแก้ตัวออกมาอย่างกระวนกระวาย “ข้าไม่ได้พูดนะเจ้าคะ ไม่ได้พูดอันใดเลย”
“เฮ้อ” หรงโม๋โม่ถอนหายใจอีกครั้งแล้วเล่าต่อ “จากนั้น วันต่อมาพระมเหสีก็ประสูติองค์ชายเช่นกัน ในตอนนั้นพระสนมเฉินทรงประชวรเพราะเสียพระทัยเรื่องพระโอรสที่ชิ้นพระชนม์ และตระกูลของพระมเหสีมีอำนาจล้นเหลือ ฝ่าบาททรงกังวลว่าพระสนมจะได้รับอันตราย จึงได้รับแต่งตั้งพระนางขึ้นเป็นพระมเหสีอย่างรวดเร็ว”
“อย่างนี้นี่เอง แสดงว่าฝ่าบาทก็ทรงโปรดปรานพระสนมเฉินเป็นอย่างยิ่งสินะ”
“ตั้งแต่นั้นมาพระสนมเฉินก็ไม่ทรงพระครรภ์หรือประสูติองค์ชายอีก และฝ่าบาทก็ส่งคนออกตามหาตัวองค์ชายที่หายไปอย่างลับ ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา”
“ถ้าเช่นนั้น หานอ๋องก็คือพระโอรสองค์แรกขององค์จักรพรรดิ เป็นไปได้หรือไม่ว่าพระองค์จะกลับมา เพื่อทวงตำแหน่งรัชทายาท”
“หุบปากประเดี๋ยวนี้” หรงโม๋โม่รีบขึ้นเสียงใส่ขันทีเล็ก ๆ คนหนึ่ง “เจ้าอย่าพูดจาไร้สาระ ระวังไว้ให้ดี เอาเถิด พอเท่านี้ แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว”
……
ไป๋เย่หานตรงไปที่ตำหนักหยิงชุนของพระสนมเฉิน
ระหว่างทางเหล่านางกำนัลและขันทีในราชสำนัก ต่างตกตะลึงกับราศีที่น่าเกรงขามของเขา
โดยเฉพาะเหล่านางกำนัลน้อย เมื่อได้เห็นรูปลักษณ์อันหล่อเหลาที่แสนดึงดูดก็พากันหน้าแดงก่ำ
ส่วนจ้าวหรูไห่ที่อยู่ที่ทางเข้าตำหนัก เมื่อเห็นว่าเป็นหานอ๋องที่เดินทางมา ก็ยิ้มทักทาย “ท่านอ๋อง พระองค์เสด็จมาที่นี่แล้ว พระสนมต้องทรงดีพระทัยที่ได้พบพระองค์แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่” ไป๋เย่หานพยักหน้า แล้วเดินเข้าไปด้านใน
จ้าวหรูไห่รีบเดินตามไป ขณะที่หานเฟยยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าตำหนัก
จ้าวหรูไห่นำทางนายท่านไป และรีบเอ่ยทูลเสียงดัง “พระสนมพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องทรงมาถึงแล้วพ่ะยะค่ะ”
[1]* โม๋โม่ คำที่นางข้าหลวงมักใช้เรียกข้าหลวงอาวุโสซึ่งมีระดับสูง