ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 206 ไม่ค่อยรู้เรื่องพิธีการ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 206 ไม่ค่อยรู้เรื่องพิธีการ
บทที่ 206 ไม่ค่อยรู้เรื่องพิธีการ
บนที่นั่งบุนวมในห้องโถงของตำหนักหยิงชุน มีสตรีวัยกลางคนดูงามสง่า ท่าทางสูงศักดิ์นั่งอยู่ พระนางคือพระสนมเฉินเจ้าของตำหนักแห่งนี้
สตรีสูงศักดิ์สวมอาภรณ์ชั้นเลิศ ตัดเย็บจากผ้าแพรล้ำค่าที่เป็นเครื่องบรรณาการแก่องค์จักรพรรดิ แม้ว่านางจะมีอายุเกือบจะสี่สิบปีแล้ว แต่เพราะใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ใบหน้าจึงไร้ร่องรอยแห่งกาลเวลา ยังคงเป็นโฉมสะคราญดั่งสาวแรกรุ่น
ทันทีที่พระสนมเฉินได้ยินจ้าวหรูไห่ทูลว่าไป๋เย่หานมาที่นี่ นางก็แทบรอไม่ไหวรีบลุกขึ้นยืน โดยมีนางข้าหลวงกุ้ยจือเป็นผู้คอยช่วยพยุง
“หานอ๋อง”
เมื่อไป๋เย่หานเข้ามา เขาก็รีบทำความเคารพอย่างรวดเร็ว “ลูกทำความเคารพพระมารดาขอรับ”
พระสนมเฉินรีบเข้าไปประคองโอรสของนางทันที ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความยินดี และยังกล่าวขึ้น “เราตระกูลเดียวกัน เมื่อเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตอง ให้แม่มองหน้าเจ้าทีเถิด”
ไป๋เย่หานเงยหน้าขึ้น สังเกตไปรอบ ๆ ก็พบว่าตำหนักแห่งนี้ออกแบบและตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยการสลักไม้และลงสีอย่างประณีต ของตกแต่งทุกชิ้นประเมินค่าไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าผู้เป็นนายของที่นี่เป็นที่โปรดปรานเพียงใด
ไป๋เย่หานมีราศีแห่งราชา เมื่อยืนอยู่ในตำหนักที่งดงามก็ไม่ได้ถูกความโอ่โถงยิ่งใหญ่กลบรัศมีลงเลย ซ้ำยังยิ่งเฉิดฉายยิ่งไปกว่าเดิม
นางกำนัลน้อยในตำหนักหยิงชุนอดไม่ได้ที่จะลอบมองชายหนุ่มอยู่หลายครา และทั้งหมดพากันหน้าขึ้นสีอย่างห้ามไม่อยู่
นางข้าหลวงกุ้ยจือเป็นหัวหน้านางกำนัลที่นี่ เมื่อเห็นเข้าก็ไม่พอใจขึ้นมาที่นางกำนัลในความดูแลเสียมารยาทต่อหน้าเจ้านาย
นางขยิบตาให้จ้าวหรูไห่ ซึ่งเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดดี เขาจึงเรียกนางกำนัลน้อยทั้งหมดให้ออกไปด้านนอก
เหลือเพียงกุ้ยจือที่รอรับใช้อยู่
หลังจากนั้นพระสนมเฉินก็ดึงไป๋เย่หานให้นั่งลงข้างกาย แต่หานอ๋องกลับหยุดมือพระนางอย่างใจเย็น แล้วย้ายไปนั่งฝั่งตรงข้ามตามมารยาท
นางข้าหลวงกุ้ยจือรีบยื่นชาร้อนให้ “ท่านอ๋อง ชาเพคะ”
ไป๋เย่หานพยักหน้ารับ
พระสนมเฉินมองเขาอย่างเงียบ ๆ ยิ่งมองโอรสผู้นี้มาเท่าไร ก็ยิ่งบังเกิดความสุขยิ่งขึ้นเท่านั้น พระนางภูมิใจในบุตรของตนเป็นอย่างยิ่ง
อ๋องหนุ่มจิบชาช้า ๆ อย่างดูสง่างาม มองไปที่พระมารดาแล้วเอ่ยขึ้น “ลูกกลับมาที่เมืองหลวงและจัดเรื่องต่าง ๆ ที่จวนให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงมาเข้าเฝ้าพระมารดา หวังว่าพระมารดาจะไม่ทรงถือโทษที่ลูกมาช้าไป”
พระสนมเฉินดีใจเป็นอย่างมากที่ได้พบหานอ๋อง แล้วจะให้ถือโทษโกรธเขาได้อย่างไร
พระนางยิ้มแล้วรีบตอบ “ตอนที่รู้ว่าเจ้าออกไปรบที่ชายแดน แม่เอาแต่คอยภาวนาให้เจ้ากลับมาโดยเร็ว ช่วงที่ผ่านมาทราบข่าวจากฝ่าบาทว่าสงครามที่นั่นตึงเครียดมาก ทั้งแม่และคนอื่น ๆ ก็หวั่นใจกันหมด แต่ตอนนี้พระโพธิสัตว์อวยพรเจ้าแล้ว ในที่สุดลูกแม่ก็กลับมาอย่างปลอดภัย”
เมื่อเล่าถึงเรื่องนี้ นางข้าหลวงคนสนิทอย่างกุ้ยจือก็อดที่จะเอ่ยขึ้นไม่ได้ “ท่านอ๋อง พระองค์อาจจะไม่ทรงทราบ แต่ช่วงเวลานั้นพระสนมแทบไม่เสวยอันใด เอาแต่สวดมนต์ภาวนาทุกวัน เพื่อให้ท่านอ๋องปลอดภัยเพคะ”
เมื่อเห็นผู้เป็นนายทนทุกข์เพราะความกังวลใจ นางที่เป็นข้ารับใช้ก็เป็นทุกข์ตามไปด้วย พระสนมเฉินทรงดูซูบผอมลงไปเพราะเรื่องที่เกิดขึ้น
ไป๋เย่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปทางพระสนมเฉิน “พระมารดาทรงเป็นห่วงลูกถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
“พอเถิด อย่าพูดเรื่องเหล่านี้กันอีกเลย อย่างไรเสียตอนนี้เจ้าก็กลับมาที่นี่แล้ว แล้วนี่ได้ไปถวายพระพรฝ่าบาทมาแล้ว ใช่หรือไม่?”
ไป๋เย่หานกลับตอบอย่างใจเย็น โดยที่สีหน้ายังเรียบนิ่ง “ลูกยังไม่ได้ไป”
พระสนมและนางกำนัลคนสนิทมองหน้ากันอย่างประหม่า “หานอ๋อง เหตุใดเจ้าไม่ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทก่อนเล่า…”
ในตอนนั้นเอง น้ำเสียงทุ้มอันทรงพลังและสง่างามก็ดังขึ้นจากด้านหน้าห้องโถงของตำหนัก “สำหรับเขาแล้ว พระสนมที่เป็นพระมารดาต้องสำคัญยิ่งกว่าข้าที่เป็นบิดาและจักรพรรดิอย่างนั้นสินะ”
จากนั้นบุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมยาวสีแดงปักลวดลายมังกรก็เดินเข้ามา แน่นอนว่าเขาคือองค์จักรพรรดิแห่งแผ่นดินนี้ จิ่งกวงเยี่ย ฝ่าบาทองค์ปัจจุบัน
ทุกคนเห็นดังนั้นจึงรีบทำความเคารพทันที
จิ่งกวงเยี่ยเข้าไปประคองพระสนมของตนอย่างรวดเร็ว “สนมข้า ไม่ต้องสุภาพเพียงนั้น”
ระหว่างที่กล่าวเช่นนั้นก็มองไปยังไป๋เย่หาน ด้วยดวงตาสง่างามและเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
พระสนมกังวลว่าฝ่าบาทจะไม่พอพระทัย จึงรีบกราบทูล “ฝ่าบาท หานอ๋องไม่ได้ไปถวายพระพรแด่พระองค์ก่อน เป็นเพียงเพราะเขาไม่ค่อยรู้เรื่องพิธีการในวังหลวง หม่อมฉันจะตักเตือนเขาเรื่องนี้เองเพคะ ต่อไปจะไม่ให้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก”
“ไม่จำเป็น” ฝ่าบาทจับมือพระสนมให้นั่งลงบนที่นั่งบุนวมด้วยกัน แล้วพูดต่อ “เป็นข้าเองที่อนุญาตให้เขาทำเช่นนี้ ข้ารู้ว่าเจ้าคิดถึงลูก ดังนั้นก่อนที่เขาจะกลับมา และได้แจ้งกับหานอ๋องว่า เมื่อมาถึงแล้วให้ไปเฝ้าพระมารดาเสียก่อน และเพราะรู้ว่าเขาจะมาที่นี่ ข้าจึงได้มาที่ตำหนักหยิงชุนอย่างไรเล่า”
สิ่งที่ฝ่าบาทตรัสนั้นเป็นเรื่องจริงครึ่งหนึ่งและเรื่องเท็จครึ่งหนึ่ง
ในวังหลวงแห่งนี้ นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เหยียบเท้าเข้ามาก็มีสายตานับหมื่นคู่คอยจับจ้อง
ดังนั้น แม้แต่การที่คนเช่นเขาเดินทางไปที่ใดเป็นที่แรกก็สามารถเป็นประเด็นได้สำหรับผู้ที่คิดไม่ดีได้
หากไปเฝ้าองค์จักรพรรดิก่อน ก็อาจจะถูกมองว่าเขาต้องการตำแหน่งรัชทายาทก็เป็นได้
ผู้เป็นพระบิดาเข้าใจความคิดนี้ของโอรสอย่างแจ่มแจ้ง และรู้ดีว่าเขาไม่ใช่ผู้ที่จะสนใจอยากชิงราชบัลลังก์
พระองค์คิดอยู่เสมอว่าโอรสผู้นี้ทั้งมีความสามารถและพรสวรรค์ ที่หาตัวจับได้ยาก สามารถวางใจได้ทันที หากฝากแผ่นดินนี้เอาไว้ในมือเขา
หากแต่ฝ่าบาทก็ไม่มีความคิดที่จะบังคับจิตใจหานอ๋อง เพราะกว่าที่จะได้พบเจอกับตระกูลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงควรให้ความสำคัญกับความสุขที่พบเจอกันเสียมากกว่า
แต่พระสนมเฉินไม่ได้คิดเช่นนั้น
หลังจากที่ได้ยินว่า เป็นพระสวามีเองที่ให้บุตรชายมาพบนางก่อน สีหน้าของพระนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย และเริ่มครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาในใจ
นางข้าหลวงกุ้ยจือเข้าใจความคิดของเจ้านายดีที่สุด จึงคาดเดาได้ถึงความคิดของพระสนมเฉิน
และตอนนี้ฝ่าบาทก็เสด็จมาประทับถึงที่นี่แล้ว ย่อมต้องหาโอกาสในการพูดคุย
นางข้าหลวงคนสนิทจึงเข้าไปใกล้ผู้เป็นนาย แล้วเอ่ยขึ้น “พระสนมเพคะ ตอนนี้ท่านอ๋องก็เสด็จมาถึงตำหนักแล้ว ทรงร่วมโต๊ะเสวยด้วยกันเสียหน่อยน่าจะดีนะเพคะ”
พระสนมกลับมาจากความคิดของตนทันที แล้วกล่าวรับ “เจ้าพูดถูก บอกคนครัวให้เตรียมอาหารไว้ที”
“ไม่จำเป็นหรอก” อยู่ ๆ ฝ่าบาทก็ตรัสขึ้น ระหว่างที่นางข้าหลวงกุ้ยจือกำลังจะเดินออกไปที่ห้องเครื่องประจำตำหนัก จากนั้นพระองค์ก็หันไปทางพระสนม “ก่อนจะมาที่นี่ข้าสั่งให้คนเตรียมอาหารไว้แล้ว สักพักคนของห้องเครื่องคงเตรียมมาตั้งโต๊ะให้”
พระสนมเฉินจึงหัวเราะอย่างมีความสุข “ฝ่าบาททรงเร็วกว่าหม่อมฉันเสมอเพคะ”
จากนั้นไม่นาน ห้องเครื่องก็เตรียมเครื่องเสวยขึ้นโต๊ะเรียบร้อย และยกมาถึงตำหนักหยิงชุน ตามรับสั่งขององค์จักรพรรดิ
พระสนมเฉินค่อย ๆ ขยับตัวไปคีบอาหารให้พระสวามีและโอรสของพระนาง
“ฝ่าบาทเพคะ นี่เป็ดแปดสมบัติที่พระองค์ทรงโปรด” ว่าจบพระนางก็มองทางไป๋เย่หาน “หานอ๋อง… เจ้า…”
หลังจากพลัดพรากจากไปเป็นเวลานาน พระนางในฐานะพระมารดา ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าลูกชายชอบทานสิ่งใด
ไป๋เย่หานรีบตอบเพราะไม่อยากให้พระมารดาลำบากใจ “พระมารดา ลูกคีบเองดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
“อื้ม… อย่างนั้นก็ได้” พระสนมยิ้มอย่างเขินอาย แล้วเก็บตะเกียบคืนไป
ไป๋เย่หานคีบเนื้อปลาจากหม้อไฟปลาใส่ผักกาดดองเข้าปาก แล้วเคี้ยวอย่างสุภาพ
องค์จักรพรรดิตรัสถามด้วยพระเนตรเปล่งประกาย “หานอ๋อง เป็นอย่างไร รสชาติดีหรือไม่”
ไป๋เย่หานเดินทัพและออกรบอย่างยากลำบากมานาน ทั้งความอยากอาหารหรือแม้แต่เรื่องรสชาติก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาสนใจอีกต่อไป
แต่หม้อไฟปลานี่ช่างน่าสนใจเสียจริง
ชายหนุ่มพยักหน้า แล้วรับเอ่ยตอบ “ห้องเครื่องฝีมือไม่ธรรมดาจริง ๆ เนื้อปลานี่รสชาติเยี่ยมมาก”
จิ่งกวงเยี่ยยิ้มอย่างมีเลศนัย “อันที่จริง นี่ไม่ได้ปรุงด้วยห้องเครื่องของวังหลวง”