ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 209 เจ้ายังมีใจให้ข้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 209 เจ้ายังมีใจให้ข้า
บทที่ 209 เจ้ายังมีใจให้ข้า
ซ่งชิงหลันเดินเข้าบ้านอย่างขุ่นเคืองใจ
ในห้องโถงเต็มไปด้วยกลิ่นหม้อไฟหอมฟุ้ง ซ่งชิงเป่ยและพี่น้องกำลังช่วยกันวางเครื่องเคียง และจานอาหารลงบนโต๊ะอย่างมีความสุข
ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่เองก็มาช่วยด้วยเช่นกัน
เป็นเด็กน้อยทั้งสองที่เห็นก่อนผู้ใดว่ามารดามาถึงแล้ว
“ท่านแม่ ท่านแม่มาแล้ว”
เมื่อซ่งซิงเยว่เห็นว่าไป๋เย่หานเดินมาตามหลัง ก็มีท่าทีเบิกบานแล้วตรงเข้าไปหาเขาอย่างยินดี “ท่านพ่อ ท่านพ่อมากับท่านแม่หรือเจ้าคะ?”
“ไม่ใช่” ซงชิงหลันตอบทันที แล้วรีบพูดให้ทุกคนได้ยินพร้อมกัน “เราบังเอิญเจอกันหน้าบ้าน”
ระหว่างที่พูดก็เหลือบมองซ่งชิงหนาน “ข้าได้ยินว่าเจ้าเชิญเขามา”
“ก็ท่านพี่เขยเขา…”
ทันทีที่แม่ทัพหนุ่มเริ่มเอ่ย สายตาของพี่สาวก็หันมาจ้องเขม็งจนต้องเปลี่ยนคำพูดอย่างกะทันหัน “ข้าเพียงกลัวว่าท่านอ๋องจะเหงาที่ต้องกินข้าวคนเดียว ตอนอยู่สนามรบ เรากินข้าวพร้อมกันเสมอ จึงได้เชิญเขามา”
ไป๋เย่หานมองไปทางแม่เฒ่าซ่งที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธาน แล้วเอ่ยถาม “ท่านย่า ข้ามารบกวนหรือไม่ขอรับ”
เมื่อมาถึงเพียงนี้แล้ว ผู้ใดจะกล้าไล่เขากลับไปได้
หญิงชรายืนขึ้น แล้วเอ่ยพร้อมยิ้ม “ไม่รบกวน คนตั้งมากมาย ท่านอ๋องนั่งตรงนี้เถิด”
“ไม่เป็นไรขอรับ ข้านั่งตรงนี้ได้” ว่าจบชายหนุ่มก็นั่งลงข้างซ่งชิงหลันอย่างเป็นธรรมชาติ
ซ่งชิงหลันเหยียดหลังตรงโดยไม่รู้ตัว และนางขยับหนีเขาทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น ซ่งซิงเยว่ก็ยกเก้าอี้ตัวเล็กมาตั้งระหว่างทั้งสอง แล้วเอ่ยยิ้ม “ข้าจะนั่งข้างท่านพ่อ”
ดูเหมือนลูกสาวตัวน้อยรักท่านพ่อของนางยิ่งนัก
ซ่งชิงหลันทำได้เพียงส่ายหน้าไปมา กับท่าทางเช่นนั้นของเยว่เยว่
ในตอนแรกคนตระกูลซ่งมีท่าทางระมัดระวังเล็กน้อย เพราะการมาถึงของไป๋เย่หาน
แต่หลังจากที่ทุกคนเริ่มกินหม้อไฟกันแล้ว ความอึดอัดก็คลายลงและกลายเป็นความสนใจอาหารตรงหน้าแทน
ซ่งชิงเป่ยลุกขึ้นกำลังจะเทเนื้อแกะลงไปในหม้อไฟ
“อย่าใส่เนื้อแกะ” ซ่งชิงหลันรีบห้าม
“อย่าใส่เนื้อแกะ” ซ่งชิงหนานเองก็เช่นกัน
ทั้งสองกล่าวขึ้นมาพร้อมกัน
ซ่งชิงหลันตกใจกับตัวเอง นางไม่รู้เช่นกันว่าพูดเช่นนั้นออกไปได้อย่างไร ราวกับเป็นสัญชาตญาณ
ซ่งชิงหนานเอาเนื้อแกะออกจากมือน้องชาย แล้วเอ่ยต่อ “ท่านอ๋องกินเนื้อแกะไม่ได้ ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องซื้อมา”
“เอ่อ…คือข้าลืมไปขอรับ”
สาเหตุเป็นเช่นนั้นเอง
มีเพียงแต่ซ่งชิงหลันตัวจริงเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
เหตุใดนางถึงได้รู้ด้วยเล่า
เป็นไปได้หรือไม่ว่า ร่างกายนี้มีสัญชาตญาณของภรรยาที่รุนแรง ถึงขั้นสามารถควบคุมการกระทำของนางเองได้
ด้านไป๋เย่หานที่เห็นว่าซ่งชิงหลันยังจำเรื่องนี้ได้และยังห่วงใยตนอีกด้วย จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกมีความสุขขึ้นมา
จากนั้นก็ขยับเข้าไปใกล้หญิงสาว มองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้ง พูดด้วยเสียงแผ่วเบาที่มีเพียงทั้งคู่เท่านั้นได้ยิน “ชิงหลัน เจ้ายังมีใจให้ข้าอยู่”
เพียงเท่านั้นซ่งชิงหลันก็อารมณ์เสียโดยพลัน
นางวางตะเกียบอย่างรวดเร็ว แล้วยืนขึ้น “ข้าอิ่มแล้ว”
หลังจากพูดจบ ก็หันหลังเดินเข้าห้องตัวเองไป
ซ่งชิงหลันปิดประตูแน่น นั่งลงที่โต๊ะเครื่องแป้ง ไม่คิดว่าสองแก้มของตนเองจะแดงจนมองเห็นในกระจกได้
นางรีบคว้ากระจกเข้ามาส่องหน้า แล้วเอ่ยขึ้นกับร่างนี้ “ซ่งชิงหลัน เป็นเจ้าที่รักเขา แต่ไม่ใช่ข้า อย่ามามีอิทธิพลเหนือข้าอีก”
ว่าจบก็วางกระจกลงที่โต๊ะ จากนั้นเดินไปที่เตียงแล้วหลับไปโดยที่เอาผ้าห่มคลุมศีรษะเอาไว้
และเป็นอีกครั้งที่นางพบไป๋เย่หานในความฝันอย่างเลี่ยงไม่ได้
ใบหน้าของเขามักมีรอยยิ้มขี้เล่นอยู่เสมอ ทั้งหล่อเหลาและเจ้าเล่ห์ แต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน นั่นทำเอาหัวใจของนางเต้นแรง
เสียงที่อ่อนโยนของเขากระซิบที่ข้างหูนาง “ชิงหลัน เจ้ายังมีใจให้ข้าอยู่”
“เฮือก!”
ซ่งชิงหลันตื่นจากฝัน
เอามือแนบแก้มที่เห่อร้อนของตนเอง
ลุกขึ้นจากเตียงมารินน้ำดื่ม แต่ก็พบว่ามันไม่ช่วยสิ่งใด
หญิงสาวหันไปเปิดประตู แล้วเดินออกไปที่สวน
ลมเย็นกลางดึกพัดมาอย่างแผ่วเบา พาเอาความเห่อร้อนบนใบหน้าให้ค่อย ๆ จางไป
ซ่งชิงหลันถอนหายใจออกมา “ท่าทางว่าคืนนี้จะไม่ได้นอนอีกแล้ว”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเปิดประตูห้องข้าง ๆ ดังขึ้น
ซ่งชิงตงเดินมาที่สวนเช่นกัน แล้วเอ่ยถาม “ท่านพี่ เป็นอันใดไปขอรับ”
คนเป็นพี่หันกลับมาตอบพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ได้เป็นอันใด ข้าเพียงฝันร้ายเลยออกมารับลมเสียหน่อย”
หากแต่ท่าทางของนางไม่ได้เป็นอย่างที่ว่า ซ่งชิงตงยังรู้สึกว่าพี่สาวยังคงมีน้ำเสียงฟังดูงัวเงีย
ทั้งสองนั่งข้างกันที่ม้าหินอ่อนในสวน ซ่งชิงตงก็ถามขึ้น “ท่านพี่ เป็นเพราะท่านอ๋องหรือไม่ ที่ทำให้ท่านนอนไม่หลับเช่นนี้”
ระหว่างที่ทานมื้อเย็น ซ่งชิงตงสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติกับนาง
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว มองน้องชายอย่างจริงจังแล้วถามกลับ “ชิงตง เมื่อก่อนข้าดูรักไป๋เย่หานถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“หา” ซ่งชิงตงมองอย่างสงสัย
หลังจากสงบอารมณ์ลงได้ก็พูดต่อ “ท่านพี่ สิ่งเดียวที่ข้ารู้คือในวันแต่งงานท่านมีความสุขมาก และยังพูดอีกว่านั่นเป็นวันที่ท่านมีความสุขที่สุดในชีวิต”
ซ่งชิงหลันพยักหน้าตาม แล้วพึมพำกับตัวเอง “ท่าทางว่าเจ้าจะรักเขาขึ้นมาจริง ๆ ”
“ท่านว่าอย่างไรนะขอรับ?”
“เปล่า ไม่มีอันใด ดึกแล้วรีบเข้านอนเถิด ข้าก็จะไปนอนเช่นกัน”
“ขอรับ”
ซ่งชิงหลันถูกฝันร้ายรังควานมาหลายคืน
ในที่สุดนางก็เริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนเทียบยาให้ตนเอง
ในวันนี้หญิงสาวออกจากบ้านแต่เช้า เอาเทียบยาไปที่ตรอกเหยียนหลิว เพื่อไปที่ร้านท่านหมอหวง
ท่านหมอหวงมองที่ใบสั่งยาด้วยความลำบากใจ จากนั้นก็ขอตรวจชีพจรของซ่งชิงหลัน
เขาขมวดคิ้ว แล้วถามขึ้น “แม่นางซ่ง เจ้าเองก็มีความรู้ทางการแพทย์ ต่อให้กินยานี่ไปก็ไม่ได้ช่วยให้หลับสนิทได้ อีกทั้งน่ากลัวว่าร่างกายจะทนไม่ไหวเอาได้”
ดวงตาของนางมืดมน แต่ก็ยังยืนยันกับท่านหมอ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพียงจัดยาตามใบสั่งนี้ก็พอ”
หลังจากรับยามาแล้ว นางก็ออกจากตรอกเหยียนหลิวอย่างรวดเร็ว
ขากลับไปที่จวนท่านแม่ทัพ ก็พบร่างที่ดูคุ้นเคยยืนอยู่หน้าจวนหานอ๋อง
นางเห็นชายหญิงสองคนกำลังยืนโต้เถียงกับหานเฟยอยู่ที่หน้าประตู
ซ่งชิงหลันหรี่ตาลง พบว่าเป็นเจี่ยงชุ่ยเหลียนกับไป๋เย่เฮย
นางยิ้มอย่างเย้ยหยัน “คนตระกูลไป๋มาถึงที่นี่จนได้”
ไป๋เย่หานเป็นบุตรบุญธรรมที่ตระกูลไป๋รับเลี้ยง และตอนนี้เขากลายเป็นองค์ชายที่หายสาบสูญ ข่าวนี้ลือกันให้ทั่วย่านหย่งเหอ
ตระกูลไป๋ที่หน้าเงินย่อมต้องเกิดความโลภ ซึ่งเป็นสิ่งที่ซ่งชิงหลันได้พบเจอมาแล้ว คนอย่างเจี่ยงชุ่ยเหลียนไม่มีวันปล่อยโอกาสหาเงินเช่นนี้ให้หลุดลอยไปได้ ต้องรีบเดินทางมาประจบสอพลอลูกเลี้ยงอย่างแน่นอน