ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 211 อย่าตีข้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 211 อย่าตีข้า
บทที่ 211 อย่าตีข้า
เดิมทีเจี่ยงชุ่ยเหลียนคิดว่าไป๋เย่หานจะพานางไปยังห้องโถงใหญ่ และให้การต้อนรับเป็นอย่างดี
แต่พวกเขากลับถูกพามาที่ลานบ้านอย่างไม่คาดคิด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่แม้แต่จะหาที่นั่งให้อีกด้วย
ที่สำคัญคือ เมื่อไป๋เย่หานทอดกายนั่งลงแล้ว เขาก็ดึงดาบออกมาเช็ดด้วยผ้า และปฏิบัติต่อสองแม่ลูกราวกับเป็นเพียงอากาศธาตุ
ในที่สุด เจี่ยงชุ่ยเหลียนก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความประจบประแจง “เอ่อ ต้าหาน…”
“บังอาจ!” ก่อนที่นางจะพูดจบ หานเฟยก็ตะคอกเสียงดังอย่างเย็นชา “เจ้ากล้าเรียกชื่อท่านอ๋องโดยตรงได้อย่างไร”
ใบหน้าของเจี่ยงชุ่ยเหลียนซีดลงด้วยความตกใจ มองไปที่ไป๋เย่หาน ก็พบว่าเขาไม่ได้ขยับตัวทำอันใดเลยแม้แต่น้อย จึงกัดริมฝีปากแล้วเปลี่ยนคำพูด “ท่านหานอ๋อง ที่พวกเรามาที่นี่ในวันนี้…”
“เท่าไร?” ไป๋เย่หานเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หืม” เจี่ยงชุ่ยเหลียนตกใจกับดวงตาเย็นยะเยือกของเขา
หัวใจนางเริ่มสั่นไหวอยู่ในอก นางรู้ว่าบุตรชายบุญธรรมผู้นี้เป็นคนเยือกเย็นเช่นนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ ปกติแล้วก็ไม่ได้พูดจากับเขานัก
แต่อย่างไรก็ไม่เคยถูกมองด้วยสายตาน่าขนลุกเช่นนี้มาก่อน
ท่าทางเช่นนั้นของชายหนุ่มน่าหวาดกลัวอย่างมาก
ไป๋เย่หานขมวดคิ้วอย่างเคร่งขรึม พูดเสียงเย็น “ต้องการเงินเท่าไร?”
ตระกูลนี้เป็นอย่างไรไป๋เย่หานรู้ดีที่สุด พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อเงินเท่านั้น
ไป๋เย่เฮยหัวเราะขึ้นอย่างโง่เขลา “ท่านแม่ดูสิ พี่ใหญ่เข้าใจง่ายดาย เราควรมาหาเขาเสียตั้งนานแล้ว”
“หุบปากประเดี๋ยวนี้” เจี่ยงชุ่ยเหลียนดุเสียงต่ำ เด็กคนนี้ช่างโง่เขลาไร้สมอง
จากนั้นก็หันมองไป๋เย่หานด้วยรอยยิ้ม “ท่านอ๋อง อย่าไปฟังเด็กนี่พูดจาไร้สาระ เรามาวันนี้เพียงต้องการพบท่าน ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นใด”
ไป๋เย่หานพูดติดตลก “หากไม่ได้จะมาเอาเงินก็ไปเสีย”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเจี่ยงชุ่ยเหลียนก็เปลี่ยนไป นางคิดกับตัวเองขึ้นว่า เหตุใดยังจะต้องเล่นบทคนมีสามัญสำนึกอยู่อีก ทั้งที่ตอนนี้พยายามทำตัวสุภาพ ก็ไม่ใช่เพื่อจะเอาเงินจากเขาอย่างนั้นหรือ
ไม่มีทาง วันนี้ต้องได้เงินกลับไป
ดังนั้น เจี่ยงชุ่ยเหลียนจึงกลอกตา แสร้งทำเป็นเศร้าอย่างน่าสมเพช แล้วพูดด้วยเสียงสะอื้น “ท่านอ๋อง ไม่กี่ปีที่ผ่านมาตระกูลเราแย่ลงทุกวัน ร้านขายหมูขายต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ไม่รู้จะหาเลี้ยงคนในบ้านที่มีหลายปากหลายท้องได้อย่างไร”
“พันตำลึง” ไป๋เย่หานเปิดปากพูดออกมาเพียงสามคำ
จากนั้นก็หันไปทางหานเฟย แล้วออกคำสั่ง “ไปเอาตั๋วเงินมา”
สองแม่ลูกอยู่ในอาการตกตะลึง ไม่คาดว่าไป๋เย่หานจะใจกว้างถึงเพียงนี้
แสดงว่าพวกเขาเรียกร้องเพิ่มได้อีก…
จากนั้นไม่นานตั๋วเงินพันตำลึงก็วางอยู่ตรงหน้า
ดวงตาเจี่ยงชุ่ยเหลียนเป็นประกายรับมันมาด้วยรอยยิ้ม
จากนั้นน้ำเสียงเย็นชาของไป๋เย่หานดังขึ้นอีกครั้ง “เอาเงินนี่ไป แล้วจากนี้เราไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก”
ทันใดนั้นเจี่ยงชุ่ยเหลียนก็พบว่าสิ่งที่นางถืออยู่ไม่ใช่เงิน แต่เป็นเผือกร้อน[1]*
เดิมทีนางวางแผนจะเข้ามาแสดงตัวเป็นแม่บุญธรรมของหานอ๋อง และขอเข้ามาใช้ชีวิตอยู่กับเขาในอนาคต
หากแต่ตอนนี้เขากลับต้องการขีดเส้นแบ่งอย่างชัดเจน หากนางรับเงินนี่ไป ก็เท่ากับยอมทิ้งบ่อเงินบ่อทองที่จะทำให้สุขสบายไปทั้งชาติ
นี่มันน้อยเกินไป
ท้ายที่สุดไป๋เย่เฮยจอมโง่เขลาก็อดไม่ได้ ที่จะพูดสิ่งที่อยู่ในใจของเจี่ยงชุ่ยเหลียนออกมา “ไม่ ท่านอ๋อง มันจะเกินไปหรือไม่ ท่านพ่อท่านแม่ก็ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูท่านมา จะตัดความสัมพันธ์กับพวกเราด้วยเงินเพียงพันตำลึงได้อย่างไร คิดว่าพวกเราเป็นขอทานอย่างนั้นหรือ”
หานเฟยที่ฟังอยู่ก็ขบกรามด้วยความโกรธ ตะโกนออกมาเสียงดัง “กล้าดีอย่างไรมาพูดจาเช่นนี้กับท่านอ๋อง”
เขาไม่เคยพบเจอคนหน้าหนาเช่นนี้มาก่อน
ชายหนุ่มรีบชักดาบออกมาอย่างอดทนไม่ไหว หมายจะสั่งสอนไป๋เย่เฮย แต่ถูกสายตาของนายท่านหยุดเอาไว้ก่อน
ไป๋เย่หานยืนขึ้นอย่างกะทันหัน จ้องมองไปที่ไป๋เย่เฮยด้วยดวงตาสีเข้มยากจะหยั่งถึง ตามด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายที่ปรากฏออกมา “ในเมื่อรับเงินไปแล้วก็สามารถคิดบัญชีกับเจ้าได้”
ไป๋เย่เฮยถอยหลังอย่างหวาดกลัว รู้สึกราวกับกำลังถูกผลักให้เข้าใกล้ประตูปรโลก โดยที่ไป๋เย่หานไม่แม้แต่ฝังศพให้เขา
คนอายุน้อยกว่าเริ่มออกวิ่ง แต่เพียงไป๋เย่หานสะบัดมือหนึ่งครั้งก็มีลมหอบหนึ่งกระแทกที่ขาของไป๋เย่เฮย จนล้มลงไม่ต่างจากสุนัขที่ไร้ทางสู้
“อย่า…อย่าเข้ามา…อย่าตีข้าเลย”
ไป๋เย่เฮยเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ร้องขอความเมตตาระหว่างที่พยายามคลานหนี
หานอ๋องไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยเด็กนี่ไปง่าย ๆ จึงยกมือฟาดไปที่ร่างนั้นไม่ยั้งหลายครั้ง ทำเอาอีกฝ่ายกรีดร้องอย่างเจ็บปวด
เจี่ยงชุ่ยเหลียนตกตะลึงกับภาพที่เห็น ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กว่าจะรู้ตัว ไป๋เย่เฮยก็ถูกทุบตีจนน้ำตานองหน้า
นางรีบวิ่งไปขวางหน้าลูกชาย “ท่านอ๋อง ท่านอ๋อง โปรดเมตตาด้วยเถิด อย่าทำร้ายเสี่ยวเฮยเลยเจ้าค่ะ เขาทำให้ท่านขุ่นเคืองใจอย่างนั้นหรือ”
ไป๋เย่หานชักมือออก แล้วเอ่ยอย่างเย้ยหยัน “ไม่ใช่เขา แต่เป็นคนตระกูลไป๋ต่างหาก พวกเจ้ารู้ตัวดีว่า ทำสิ่งใดกับภรรยาและลูก ๆ ของข้าในอดีต โชคดีที่นางกับลูก ๆ ยังสบายดี เจ้าเป็นแม่บุญธรรมของข้า เพราะฉะนั้นจึงได้รับการละเว้น บัญชีของตระกูลไป๋ทั้งหมด ไป๋เย่เฮยต้องรับไปคนเดียว”
ว่าจบก็เงื้อมือฟาดลงบนร่างไป๋เย่เฮยอย่างแรง
ไป๋เย่เฮยแทบทนไม่ไหวอีกต่อไป เขากระอักเลือดออกมาจากปาก
“ว๊าย!” เจี่ยงชุ่ยเหลียนร้องตะโกนด้วยความตกใจ หัวใจของนางแตกเป็นเสี่ยง ๆ “พวกเราผิดไปแล้ว โปรดไว้ชีวิตลูกชายข้า ท่านอ๋อง ไว้ชีวิตเขาเถิด”
ไป๋เย่เฮยเป็นลูกชายคนเดียวที่ตระกูลไป๋เหลืออยู่ หากเขาตายวงศ์ตระกูลก็เป็นอันจบสิ้น
แต่ในที่สุดไป๋เย่หานก็หยุดมือ แล้วเอ่ยอย่างเย็นชา “ไปให้พ้น”
ได้ยินเช่นนั้นเจี่ยงชุ่ยเหลียนก็รีบลุกขึ้น แล้วลากตัวลูกชายออกไปทันที
หลังจากทุกอย่างสงบลง ชายหนุ่มก็หันไปทางกำแพงซึ่งซ่งชิงหลันแอบมองอยู่พร้อมกับยกยิ้มให้นาง และพูดอยู่ที่อีกด้านของกำแพง “เห็นเช่นนี้แล้วพอใจหรือไม่?”
ซ่งชิงหลันก้มตัวหลบทันที แล้วพึมพำเสียงเบากับตัวเอง “รู้ได้อย่างไรกัน”
ว่าจบนางก็รีบลงจากบันไดอย่างเงียบ ๆ
หลังจากลงมาถึงพื้น ก็ได้ยินเสียงทุ้มน่าดึงดูดดังขึ้นอีกที่ข้างหูของนาง “ภรรยา ไม่จำเป็นต้องแอบดูเลย สำหรับเจ้าข้าต้อนรับเสมอ”
ซ่งชิงหลันตกตะลึง เมื่อนางหันกลับไปก็พบว่าใบหน้าหล่อเหลาของไป๋เย่หานอยู่ห่างไปเพียงคืบ หญิงสาวเอ่ยอย่างตกใจ “ท่าน…ท่านเข้ามาได้อย่างไร”
ไป๋เย่หานชี้ไปที่กำแพงบ้านอย่างใจเย็น “กระโดดข้ามมาน่ะสิ”
*[1] เรื่องราวหรือปัญหาที่แก้ไขยาก รับมือยาก ประหนึ่งเผือกร้อน ๆ ถือเอาไว้ก็มีแต่จะลวกมือให้พองเสียเปล่า ๆ