ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 212 ข้ากลัวว่าแม่เจ้าจะไม่พอใจ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 212 ข้ากลัวว่าแม่เจ้าจะไม่พอใจ
บทที่ 212 ข้ากลัวว่าแม่เจ้าจะไม่พอใจ
ซ่งชิงหลันได้ยินคำพูดนั้น ก็หันไปมองกำแพงที่สูงกว่าตนเองสองเท่าแล้วหัวเราะแห้ง ๆ “ท่านอ๋องมีฝีมือดีเสียจริง”
ว่าจบนางก็หันหลังเดินจากไป
แต่กลับถูกไป๋เย่หานคว้าแขนเอาไว้อย่างไม่ทันตั้งตัว เขาดึงนางเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบา “จริงอยู่ที่พวกตระกูลไป๋น่ารังเกียจ แต่อย่างไรเสียพวกนั้นก็เลี้ยงดูข้ามา ข้าไม่สามารถฆ่าพวกนั้นทิ้งได้”
ซ่งชิงหลันมึนงงเล็กน้อย กะพริบตาปริบ ๆ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่กำลังเล่นงานหัวใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เพราะไป๋เย่หานกำลังอธิบายความคิดของเขาเกี่ยวกับตระกูลไป๋ให้นางฟัง
ว่าไปแล้ว หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี ซ่งชิงหลันก็ไม่ได้สนใจเจี่ยงชุ่ยเหลียนและคนตระกูลไป๋อีกเลย ตราบใดที่คนเหล่านั้นไม่มาหาเรื่องก่อน นางก็ไม่ได้อยากจะไปใส่ใจกับคนเหล่านั้น
หญิงสาวหลบสายตาด้วยการมองไปทางอื่น และยิ้มออกมาเล็กน้อย “นั่นมันเรื่องของท่านอ๋อง ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้หม่อมฉันฟัง”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้วเมื่อได้ยินดังนั้น “ชิงหลัน…”
“ท่านพ่อเจ้าคะ”
ก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดต่อ ร่างเล็กของซ่งซิงเยว่ก็ออกมาจากบ้านอย่างร่าเริง ตามด้วยซ่งซิงเฉินที่ค่อย ๆ เดินอย่างช้า ๆ ด้วยท่าทางสุขุมกว่าวัย
ซ่งซิงเยว่กระโดดเข้ามากอดขาบิดา ดวงตาเป็นประกายของนางกะพริบปริบ ๆ และพูดด้วยเสียงหวานใส “ท่านพ่อของข้าบินได้ ท่านน่าทึ่งยิ่งนัก ข้าเองก็อยากบินได้อย่างท่านเจ้าค่ะ”
แม้แต่ซ่งซิงเฉินเองก็ยังมีประกายแห่งความชื่นชมในแววตา “ท่านพ่อ วิชาตัวเบาของท่านยอดเยี่ยมยิ่งกว่าท่านน้าสามเสียอีก”
เมื่อมองไปยังดวงตาเป็นประกายของเด็กน้อยทั้งสอง ไป๋เย่หานก็รู้สึกขึ้นมาเป็นครั้งแรกว่าความรู้วิชาการต่อสู้ของตนเองช่างเป็นเรื่องที่มีประโยชน์
เขาก้มลงอุ้มซ่งซิงเยว่ขึ้นมา แล้วยกยิ้ม มันช่างเป็นรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยน “พ่อจะพาเจ้าบินฟิ้ว ๆ ไปด้วยกันดีหรือไม่”
ได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ทำให้หัวใจของซ่งชิงหลันแทบเต้นผิดจังหวะ นางมองไป๋เย่หานอย่างเหลือเชื่อ
บินฟิ้ว ๆ?
ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นคำพูดที่ออกจากปากของแม่ทัพผู้เยือกเย็นอย่างไป๋เย่หาน
ทันทีที่เห็นปฏิกิริยาของซ่งชิงหลันเปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้ไป๋เย่หานยกยิ้มขึ้น
ตามด้วยการเลิกคิ้ว เขามองไปทางซ่งซิงเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วถามต่อ “แล้วเจ้าเล่า?”
ซ่งซิงเฉินครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก็เอ่ยตอบออกมา “อยากขอรับ”
ผู้เป็นบิดาเม้มริมฝีปากแล้วยิ้มออกมา ลูกชายผู้นี้ช่างคล้ายกับตน
จากนั้นร่างสูงก็อุ้มเด็กชายขึ้นมาด้วยมืออีกข้างที่ว่างอยู่ กระโดดขึ้นลงไปตามหลังคาอย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว
ซ่งซิงเยว่และซ่งซิงเฉินตะโกนอย่างสนุกสนาน
“ไอ้หยา สูงชะมัด”
“ว้าว…ข้าบินได้”
“ท่านพ่อ ข้าอยากไปต่อ บินฟิ้ว ๆ อีก เร็วเข้า”
เพราะอย่างนั้น เหล่าทหารยามประจำจวนหานอ๋องจึงได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน
คือท่านอ๋องของพวกเขากำลังโดดไปมาบนหลังคา โดยที่มีเด็กแฝดในอ้อมแขนแกร่ง
ทหารยาม “นั่น…ท่านอ๋องจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?”
ทหารยามอีกนาย “ก็น่าจะใช่นั่นแหละ แต่เกิดเหตุใดขึ้นกับท่านอ๋องกัน?”
…
หานเฟยเดินผ่านมาทางนี้พอดี เขามองทหารยามกำลังดูไป๋เย่หานบินไปมารอบ ๆ และแอบซุบซิบกันด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นก็เอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงดุ “พวกเจ้านี่ ปากมากนัก อยากถูกโบยหรืออย่างไร?”
“ไม่ขอรับ ท่านรองแม่ทัพหาน ละเว้นพวกเราด้วย!”
หายเฟยดุเสียงดัง “เช่นนั้นเหตุใดยังไม่รีบไปอีก”
“ขอรับ!”
หลังจากเห็นว่าทหารยามกลับไปประจำตำแหน่งของตนเองแล้ว หานเฟยก็หันหน้าไปมองที่หลังคาจวน ก็อดไม่ได้ที่จะเหงื่อตก
เขาไม่คิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่ความสามารถด้านการต่อสู้ไร้เทียมทานของนายท่านจะกลายเป็นเครื่องสร้างความสนุกสนานแก่เด็ก ๆ
ท่าทางว่ายอดขุนพลผู้แข็งแกร่ง ก็มีด้านอ่อนโยนกับเขาเหมือนกัน
หานเฟยถอนสายตาออกมาจากภาพนั้น และวางแผนที่จะไปสนามฝึกซ้อมด้านหลังจวน เพื่อฝึกหมัดมวยสักสองสามชุด
อีกด้านหนึ่งที่จวนท่านแม่ทัพ ซ่งชิงหลันเงยหน้าขึ้นมองไป๋เย่หานเล่นกับลูกน้อยทั้งสองอย่างสนุกสนาน ภาพนั้นทำเอานางเผลอยิ้มอย่างไม่รู้ตัว จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปในบ้านเพื่อต้มยา
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเดินจากไป ไป๋เย่หานก็หยุดนิ่งอยู่บนหลังคาพร้อมเด็กน้อยทั้งสองในอ้อมแขน
เขาวางซ่งซิงเยว่และซ่งซิงเฉินให้นั่งลงข้างกาย
ในเดือนสี่เช่นนี้ มีสายลมพัดโชยมาเบา ๆ อากาศไม่ได้แห้งนัก คนทั้งสามบนหลังคาดูคล้ายกันสมเป็นพ่อลูก
ซ่งซิงเยว่แกว่งขาเล็ก ๆ ของนางไปมาอย่างมีความสุข แล้วเอ่ยขึ้น “ท่านพ่อเจ้าคะ ที่นี่สวยมาก นั่งตรงนี้มองเห็นเมืองหลวงเกือบทั้งหมดเลย”
ซ่งซิงเฉินก็ดูมีความสุขเช่นกัน “เยว่เยว่ เมื่อไรที่ข้าได้เรียนวิชาตัวเบา ข้าจะพาเจ้ามาบนหลังคาเพื่อชมเมืองหลวงทุกวันเลย”
ไป๋เย่หานได้ยินเช่นนั้นก็พอใจเป็นอย่างมาก จึงเอ่ยถามลูกชาย “เจ้าอยากเรียนการต่อสู้อย่างนั้นหรือ?”
“ขอรับ” ซ่งซิงเฉินพยักหน้า “ข้าจะได้แข็งแกร่ง และปกป้องคนที่ข้ารักทุกคนได้”
ไป๋เย่หานมองอย่างชื่นชม ยื่นมือใหญ่ไปลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเขา “ถ้าอย่างนั้น พ่อจะสอนให้เจ้าเอง”
“จริงหรือขอรับ” ซ่งซิงเฉินถามอย่างมีความสุข
เด็กชายรู้ว่าบิดามีความสามารถด้านต่อสู้ที่ไร้เทียมทาน และยังนึกชื่นชมอยู่ในใจ แอบหวังว่าวันหนึ่งจะเก่งขึ้นได้อย่างท่านพ่อ
“แต่ว่า…” ซ่งซิงเฉินมีความสุขเพียงครู่หนึ่ง จากนั้นก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง แอบชำเลืองมองไปทางห้องของซ่งชิงหลัน แล้วพูดเสียงเบา “ข้ากลัวว่าแม่เจ้าจะไม่พอใจ”
ซ่งซิงเฉินเป็นคนช่างสังเกต แม้ว่ามารดาจะไม่เคยพูดออกมาอย่างชัดเจน แต่เขาก็รู้สึกได้ว่านางไม่อยากให้ตนอยู่กับไป๋เย่หานมากเกินไป
ในตอนนั้นเอง ซ่งซิงเยว่ก็ชะโงกหน้าไปทางพี่ชาย แล้วยิ้มให้กับซ่งซิงเฉิน “ไม่ต้องห่วง ที่ผ่านมาเพราะท่านแม่ไม่ค่อยสบาย ถึงได้ไม่ค่อยคุยกับเจ้า”
บิดาของเด็กทั้งสองขมวดคิ้ว มองไปทางซ่งซิงเยว่แล้วถามขึ้นบ้างด้วยความเป็นห่วง “เยว่เยว่ ท่านแม่ของเจ้าเป็นอันใดไปหรือ?”
ซ่งซิงเยว่กลอกตาไปรอบ ๆ ดูมีพิรุธ
จากนั้นเด็กหญิงก็ขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของบิดา “ท่านพ่อเจ้าคะ ข้าจะบอกให้ แต่เป็นความลับสุดยอดเลยนะเจ้าคะ ช่วงนี้ท่านแม่หลับไม่สนิท เพราะนางฝันร้ายอยู่ตลอดเลย”
ใบหน้าของไป๋เย่หานพลันมืดมนลง “ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
ซ่งซิงเยว่เอามือขึ้นมานับนิ้วอย่างจริงจัง “อื้มมม ดูเหมือนว่า จะตั้งแต่ท่านพ่อกลับมาเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งหน้าเสีย เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาเป็นคนทำให้นางฝันร้าย
ในตอนนั้นเอง เสียงเรียกของซ่งชิงหลันก็ดังออกมาจากจวนแม่ทัพ “เฉินเฉิน เยว่เยว่ มากินข้าวได้แล้ว”
“เจ้าค่ะท่านแม่” ซ่งซิงเยว่ตะโกนตอบอย่างอ่อนหวาน จากนั้นก็หันหน้ามองบิดาที่อยู่ข้างกาย “ท่านพ่อ เรากลับกันเถิดเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหนานต้องไปที่ค่ายทหาร เพื่อดูแลการฝึกฝนและสะสางงานต่าง ๆ ทุกวัน ธุรกิจการค้าของซ่งชิงตงก็กำลังเจริญก้าวหน้า จนมีงานยุ่งมาก พี่น้องคนอื่น ๆ ก็ยังมีเรื่องที่ต้องทำตามหน้าที่ของตนเอง มีเพียงซ่งชิงซีเท่านั้นที่อยู่บ้านเตรียมพร้อมสำหรับการสอบขุนนางที่จะมาถึงเร็ว ๆ นี้
ดังนั้นอาหารมื้อนี้จึงมีคนไม่มากมาร่วมโต๊ะ ได้แก่ แม่เฒ่าซ่ง ซ่งชิงหลัน ซ่งชิงซี ซ่งซิงเยว่ และซ่งซิงเฉิน
แต่อยู่ ๆ ก็มีสมาชิกเพิ่มมาอีกคนอย่างไม่ทราบสาเหตุนั่นก็คือ ไป๋เย่หาน
ซ่งชิงหลันเม้มริมฝีปากแล้วเอ่ยประชด “น้องชายข้างานล้นมือทุกวันที่ค่ายทหาร แต่ท่านอ๋องกลับว่างมากจริง ๆ นะเจ้าคะ”
ไป๋เย่หานยิ้มที่มุมปากแล้วตอบ “แม้ว่าชิงหนานจะเป็นแม่ทัพแล้ว แต่เขายังต้องฝึกฝนอีกมากเพื่อความเฉียบคมในการต่อสู้ ส่วนข้าที่เป็นอ๋อง เรื่องตระกูลต้องมาก่อนเสมอ”
ว่าจบก็มองหญิงสาวอย่างมีเลศนัย
เมื่อเห็นท่าทางกะล่อนของเขา แม่เฒ่าซ่งก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
ใบหน้าของซ่งชิงหลันแดงก่ำ รีบหันหน้าหนีทันที คีบหมูตุ๋นลงไปในชามข้าวของลูกสาว รีบเปลี่ยนเรื่อง “เยว่เยว่ กินเข้าเถิด อย่ามัวแต่มองพ่อเจ้าอยู่เลย”
ซ่งซิงเยว่ถอนสายตากลับมา แล้วทำหน้าบูดบึ้ง “ในที่สุดท่านพ่อก็มากินข้าวกับเรา ข้าเลยอยากมองท่านพ่อนาน ๆ นี่เจ้าคะ” มือเล็กจับแขนบิดาแล้วเอ่ยต่อ “ท่านพ่อ ท่านน่าจะมากินข้าวกับข้าทุกวันนะเจ้าคะ”
ไป๋เย่หานยิ้มอย่างพอใจ แล้วตอบอย่างไม่ต้องคิด “ได้อยู่แล้ว”
“ไม่!” ซ่งชิงหลันก็ตอบออกมาแทบจะพร้อมกัน