ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 219 อย่าทำให้พระชายาต้องเหนื่อย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 219 อย่าทำให้พระชายาต้องเหนื่อย
บทที่ 219 อย่าทำให้พระชายาต้องเหนื่อย
“ต้มปลาผักกาดดองหม้อไฟ?”
ทันทีที่ซ่งชิงซีมาบอกท่านพี่ว่าไป๋เย่หานอยากกินอาหารจานนี้ ซ่งชิงหลันก็ยิ้มที่มุมปาก แล้วพึมพำกับตัวเอง “เข้าใจเลือกเสียจริง ๆ”
นี่เขาไม่ได้กำลังแกล้งนางอยู่ใช่หรือไม่
จากนั้นซ่งชิงหลันก็เตรียมจะออกจากบ้าน
หากแต่น้องชายสี่กลับหยุดนางเอาไว้ก่อน “ท่านพี่ ท่านจะไปที่ใดขอรับ”
ซ่งชิงหลันตอบอย่างหงุดหงิด “ไปซื้อปลาน่ะสิ ไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าอยากได้ปลาดี ๆ มาทำอาหารให้ท่านอ๋อง ข้าก็ต้องไปเลือกดูเอง”
ต้มปลาผักกาดดองหม้อไฟดูเป็นเพียงจานอาหารที่เรียบง่าย แต่ความจริงแล้วกลับแฝงไปด้วยวิธีการปรุงและกรรมวิธีที่ยุ่งยากไม่น้อย
ประการแรก การหาปลาที่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ปลาช่อนลายจุดที่มีแผลจากการจับน้อยและต้องแล่ด้วยความชำนาญ เนื้อปลาต้องไม่บางหรือหนาจนเกินไป
ประการที่สอง ผักกาดดองที่ใช้ก็ต้องมีความเฉพาะมากเช่นกัน ถ้าเป็นผักกาดที่หมักอย่างดี รสชาติอร่อยก็จะยิ่งทำให้อาหารรสชาติดีตามไปด้วย
โชคดีที่นางไม่ต้องวุ่นวายหาผักกาดดองดี ๆ ให้ยุ่งยาก เพราะสามารถไปเอาผักกาดดองของอาจารย์ฟางที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายได้
ด้านนายท่านเฉียนและเมิ่งเตี๋ยหวู่ ก็รีบเดินทางมาจากถนนเสียงเหอที่อยู่ติดกันทันทีที่ได้รับคำเชิญ
อีกทั้งบ้านของทั้งสองอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น
ส่วนซ่งชิงหลันยุ่งอยู่กับการทำอาหารในห้องครัวของจวนท่านแม่ทัพ โดยที่มีคนครัวประจำจวนเป็นลูกมือ
และด้วยความช่วยเหลือจากทุกคน ทำให้งานหนักกลับกลายเป็นเบาได้มาก
เมื่อนายท่านเฉียนเดินเข้ามาในครัว ก็เห็นภาพความวุ่นวาย เสียงคุยจอแจของคนในครัวก็ทำเอาอดไม่ได้ที่เอ่ยหยอกล้อ “น้องสาว เจ้าเตรียมอาหารค่ำตั้งแต่ตอนนี้เชียวหรือ?”
“อ้าว ท่านพี่เฉียน ท่านมาถึงแล้วหรือเจ้าคะ” ซ่งชิงหลันเงยหน้าจากงาน เหลือบมองชายหนุ่มแล้วพูดต่อ “เตรียมอาหารสำหรับตระกูลใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายเจ้าค่ะ ข้าเตรียมทุกอย่างมาตั้งแต่เที่ยง ว่าแต่ ท่านพี่สะใภ้กับชิงอวี่เล่า?”
“นางอยู่ที่ห้องโถงกำลังคุยกับท่านย่าของเจ้าอยู่ ส่วนชิงอวี่เล่นอยู่กับเฉินเฉิน เยว่เยว่ กำลังวุ่นวายกันใหญ่เชียว” จากนั้นนายท่านเฉียนก็ขมวดคิ้วมองซ่งชิงหลันด้วยรอยยิ้ม “ข้าได้ยินจากชิงเป่ยว่าเจ้าเชิญท่านอ๋องมาด้วยอย่างนั้นหรือ?”
ทันใดนั้นใบหน้าของซ่งชิงหลันมืดมน นางอธิบายอย่างกระอักกระอ่วน “ไม่ใช่ข้าเสียหน่อย ชิงซีต่างหากที่เป็นคนเชิญเขามาด้วย เพราะวันนี้เป็นวันของชิงซี ข้าก็ไม่ขัดหากเขาอยากจะเชิญผู้ใดมาร่วมด้วย เพียงทำอาหารเตรียมให้เท่านั้น”
“หากเจ้าไม่ยอม ชิงซีจะกล้าเชิญผู้ใดมาหรือ” นายท่านเฉียนรู้ทัน และยังสามารถคาดเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้ในชั่วพริบตา
จากนั้นคนเป็นพี่ก็มองน้องสาว แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ชิงหลัน ข้ารู้จักผู้คนมากมายที่พูดถึงน้องเขยผู้นี้ สำหรับข้าแล้ว ท่านอ๋องเป็นคนดีและมีคุณธรรม และยังมองออกว่าเขาจริงใจต่อเจ้า ที่สำคัญกว่านั้น เขายังเป็นพ่อของเฉินเฉิน เยว่เยว่อีกด้วย อย่างไรอยู่กันพร้อมหน้าตระกูลก็เป็นเรื่องดีกว่าไม่ใช่หรือ?”
จะมีสิ่งใดชัดเจนยิ่งกว่านี้อีกเล่า
ซ่งชิงหลันได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง
พร้อมเอ่ยติดตลก “ท่านกลายเป็นเหมือนท่านย่าไปอีกคนแล้วหรือเจ้าคะ น่าตกใจเหลือเกิน นั่นฟังดูไม่น่าจะเป็นคำพูดที่ออกจากปากท่านพี่เฉียนเอาเสียเลย”
“น่าจะเพราะข้าเปลี่ยนไปมากหลังจากมีลูกสาว อีกอย่างประเดี๋ยวก็จะมีสมาชิกตระกูลเพิ่มขึ้นมาอีก ต่อไปก็คงจะใช้เวลาอยู่กับพวกเขาให้มากขึ้น”
“หืม?” ซ่งชิงหลันรู้สึกว่ามีอันใดน่าสนใจบางอย่างแฝงอยู่ในประโยคนั้น
หญิงสาวมีประกายแวบในดวงตา แล้วถามพร้อมยิ้ม “ท่านพี่เฉียน ท่านหมายความตามนั้นจริงหรือเจ้าคะ ท่านพี่สะใภ้ตั้งครรภ์อีกหรือเจ้าคะ?”
“โอ้ ดูสิ ข้าเผลอหลุดปากไปเสียแล้ว” ชายหนุ่มตบปากตัวเองเบา ๆ “ทารกยังไม่ถึงสามเดือนดีเลยด้วยซ้ำ คนเฒ่าคนแก่บอกว่าถ้ารีบพูดประเดี๋ยวจะเป็นลางไม่ดี”
แน่นอนว่านายท่านเฉียนให้ความสำคัญกับตระกูลของตนมาก และยังเชื่อเรื่องโชคลางอีกด้วย
ซ่งชิงหลันยกยิ้มยินดี “ถ้าอย่างนั้นท่านรีบกลับไปที่ห้องโถงเถิดเจ้าค่ะ เจ้าพวกตัวกวนคงวุ่นวายรบกวนท่านพี่สะใภ้แย่แล้ว อย่าให้นางต้องเหนื่อยเลย”
“จริงสิ ถ้าอย่างนั้นข้าไปดูเสียที” ว่าจบนายท่านเฉียนก็หันหลังเดินออกมาจากครัว
ทันทีที่พ้นประตูออกมาก็พบร่างสูงของชายอีกคน
เขาจะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น “ท่านอ๋อง ทรงมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อใดกันขอรับ”
ไป๋เย่หานยิ้มที่มุมปาก “สักพักแล้วน่ะ”
นั่นหมายความว่าเขาอาจจะมาทันได้ยินสิ่งที่ตนพูดกับซ่งชิงหลันไปแล้ว…
นายท่านเฉียนหัวเราะเบา ๆ มองท่านอ๋องอย่างเปิดโอกาส แล้วพูดต่อ “ชิงหลันอยู่ด้านใน ส่วนข้าน้อยว่าจะกลับไปที่ห้องโถงเพื่อดูเด็ก ๆ เสียทีขอรับ”
ไป๋เย่หานเดินเข้าไปในครัว ทุกคนยกเว้นซ่งชิงหลันต่างหันมาทำความเคารพอย่าพร้อมเพรียง “ท่านหานอ๋อง”
ซ่งชิงหลันเหลือบมองเขา แล้วเอ่ยขึ้น “ห้องครัวมีแต่กลิ่นควัน หม่อมฉันเกรงว่าจะทำให้พระวรกายอันล้ำค่าของท่านอ๋องแปดเปื้อน ทรงออกไปรอข้างนอกดีกว่าเพคะ”
ไป๋เย่หานไม่ได้สนใจคำเหล่านั้น “พระชายาอยู่ที่ใด ท่านอ๋องก็ต้องอยู่ที่นั่นสิ”
คนครัวต่างพากันตกตะลึงเมื่อได้ยินคำเหล่านั้น
นี่ท่านอ๋องกำลังเกี้ยวนายหญิงใหญ่อย่างนั้นหรือ?
สวรรค์ พวกเขาเผลอรู้ความลับเจ้านายไปหรืออย่างไร
แล้วนี่ พวกเขาควรออกไปจากตรงนี้หรือไม่
แต่ถึงอย่างนั้น ทั้งท่านอ๋องและนายหญิงต่างไม่ได้เอ่ยออกคำสั่งใดออกมา จึงไม่มีผู้ใดกล้าขยับตัวออกไปจากตรงนี้
ความรู้สึกของพวกเขาจึงไม่ต่างจากการนั่งทับเข็มพันเล่ม ที่ทำให้นั่งอยู่ก็เจ็บปวด จะลุกหนีก็ไม่ได้
แม้ซ่งชิงหลันไม่คาดว่าไป๋เย่หานจะหน้าหนาขึ้นถึงเพียงนี้ กล้าพูดจาเช่นนั้นต่อหน้าธารกำนัล
นางจึงหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย “หากท่านมายืนอยู่ตรงนี้ พวกเขาจะทำงานกันอย่างสะดวกได้อย่างไร นี่จงใจเข้ามาก่อกวนอย่างนั้นหรือเพคะ?”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว ตอบเสียงเรียบ “พวกเจ้าทำงานของตัวเองไป ไม่ต้องสนใจข้า และอย่าทำให้พระชายาต้องเหนื่อย”
ได้ยินเช่นนั้น ซ่งชิงหลันกลอกตาอย่างเงียบ ๆ
เหตุใดถึงได้เป็นคนที่พูดยากพูดเย็นอย่างนี้
จากนั้น ซ่งชิงหลันก็จงใจปฏิบัติต่อท่านอ๋องจอมก่อกวนราวกับอากาศธาตุ สนใจเพียงการทำอาหารตรงหน้าเท่านั้น
ไป๋เย่หานมองดูด้านข้างของนางอย่างเงียบ ๆ
เขามองดูตะหลิวไม้ในมือเรียวสวยกำลังขยับไปมา กลิ่นหอมน่ากินของอาหารค่อย ๆ โชยออกมาจากหม้อ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าท่วงท่าระหว่างทำอาหารของสตรีนั้นช่างงดงาม กระทั่งเหงื่อที่ผุดพราวอยู่บนหน้าผากเนียนก็ยังงดงามเหลือเกิน
กว่าจะทันรู้ตัว ฟ้าด้านนอกก็มืดและอาหารก็ถูกเตรียมจนเสร็จสิ้น
ซ่งชิงหลันปลดกระดุมผ้ากันเปื้อน หันหน้าไปทางไป๋เย่หานที่กำลังมองนางด้วยสายตาหลงใหล
พอสบตาเขา หัวใจของนางสั่นไหว รีบหลบสายตาอย่างทำตัวไม่ถูก แล้วพยายามทำเสียงเรียบ “อาหารเรียบร้อยหมดแล้ว พวกเจ้าก็ไปข้างนอกเสียที”
เหล่าคนครัวช่วยกันยกอาหารออกไปคนละจานสองจาน เพื่อจะได้ไม่ต้องรบกวนเจ้านายทั้งสองอีกต่อไป
ไม่นานนักทุกคนก็หายออกไปกันหมด เหลือเพียงหนุ่มสาวทั้งสอง
เขาสบตาของหญิงสาว จากนั้นก็ยื่นมือหนาไปสัมผัสใบหน้าเนียนของซ่งชิงหลัน
หัวใจดวงน้อยของนางเต้นไม่เป็นจังหวะ นางขยับถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างไม่ต้องคิด และพูดอย่างระแวดระวัง “ไป๋เย่หาน ท่านจะทำอันใด”
ไป๋เย่หานยิ้มซื่อ “ข้าเพียงจะเช็ดเหงื่อให้เจ้า”
“ไม่จำเป็น” ซ่งชิงหลันก้มหน้าหลบ แล้วรีบเดินออกจากครัวไป
ส่วนไป๋เย่หานมองแผ่นหลังบางที่หลบหนีเขาไปอีกครั้ง และคิดว่านางช่างน่ารักเสียเหลือเกิน