ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 220 แม่เจ้าไม่ยอมให้พ่อลุกจากเตียงน่ะสิ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 220 แม่เจ้าไม่ยอมให้พ่อลุกจากเตียงน่ะสิ
บทที่ 220 แม่เจ้าไม่ยอมให้พ่อลุกจากเตียงน่ะสิ
ระหว่างมื้ออาหารค่ำ ทุกคนต่างเพลิดเพลินกับอาหารเลิศรสหลากหลายจานนี้
หากแต่ไป๋เย่หานกลับสนใจเพียงต้มปลาผักกาดดองหม้อไฟที่อยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มคีบมันใส่ปากคำแล้วคำเล่า จนทุกคนสังเกตเห็นว่าเขาชอบมันถึงเพียงใด จึงไม่ได้มีผู้ใดไปแย่ง
ทำให้ท่านอ๋องกินปลานั่นจนหมดชามเพียงผู้เดียว
แน่นอนว่าอาหารจานอื่น ๆ ของซ่งชิงหลันก็เลิศรสเช่นกัน
หญิงสาวไม่แน่ใจว่าเกิดอันใดขึ้น แต่รู้สึกอยากดื่มสุรามากเป็นพิเศษ นางเริ่มดื่มไปทีละจอกสองจอก จากนั้นก็มากขึ้นเรื่อย ๆ จนหมดไปสองไหและเริ่มเปิดไหที่สาม
ทุกคนรู้ว่านางชอบดื่มมาก จึงไม่ได้มีผู้ใดห้าม
แต่ไป๋เย่หานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่สามารถอยู่เฉยได้อีกต่อไป จึงยื่นมือไปหยุดซ่งชิงหลันที่กำลังจะส่งจอกเหล้าเข้าปากเพิ่มอีก “อย่าดื่มอีกเลย”
ใบหน้าของซ่งชิงหลันแดงก่ำ ดวงตาฉ่ำปรือของนางมองตรงไปทางเขาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ท่าทางนางดูง่วงงุนเล็กน้อย แต่กลับเต็มไปด้วยเสน่ห์ดูน่าเอ็นดู
ไป๋เย่หานคิดเช่นนั้นแล้วก็ชะงักไป เพราะไม่อยากให้ผู้ใดเห็นท่าทางน่ารักเช่นนี้ของนาง
ซ่งชิงหลันที่ถูกดึงจอกออกไปจากมือ ก็เริ่มไม่พอใจมองหน้าชายหนุ่มอย่างขุ่นเคือง “เอาคืนมาประเดี๋ยวนี้”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว “เจ้าดื่มมากไปแล้ว อย่าดื่มอีกเลย”
“หึหึ” อยู่ ๆ ซ่งชิงหลันก็หัวเราะ “เป็นห่วงข้าอย่างนั้นหรือ ท่านคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใดกัน เอาคืนมาประเดี๋ยวนี้”
ว่าจบ มือเล็กของนางก็ยื่นมาแย่งจอกสุราคืนจากเขา
เมื่อมือของซ่งชิงหลันแตะที่มือใหญ่ของไป๋เย่หาน หญิงสาวก็พลันหลับตาลงและล้มฟุบไป
ด้วยสายตาอันเฉียบคมและการขยับตัวอย่างว่องไว ไป๋เย่หานจึงรีบอ้าแขนออก รับหญิงสาวเข้าสู่อ้อมอกก่อนที่นางจะล้มลง
เหตุการณ์นั้นทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างมองมาทางทั้งคู่ด้วยความใคร่รู้
นายท่านเฉียนถามด้วยความสงสัย “แปลก ปกติน้องสาวเป็นคนดื่มเก่ง ไม่น่าจะหมดสติไปเพราะสุราเพียงเท่านี้ได้”
เมิ่งเตี๋ยหวู่ที่อยู่อีกด้านของซ่งชิงหลันสังเกตเห็นว่านางกำลังหลับตาพริ้ม และขยับปากเล็กน้อยเหมือนคนกำลังหลับสบาย จึงเอ่ยยิ้ม ๆ “ท่าทางว่านางจะไม่ได้เมาจนหมดสติ เพียงแต่ว่าหลับไปเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงตงรีบพูดขึ้น “ท่านพี่นอนไม่หลับเป็นเวลานาน ปล่อยให้นางได้พักผ่อนอย่างสบายเถิดขอรับ เชียนเชียน เจ้าช่วยพาท่านพี่เข้าห้องทีสิ”
“เจ้าค่ะ” อู่เชียนเชียนลุกขึ้น เดินไปทางไป๋เย่หานและซ่งชิงหลัน
นางดึงแขนซ่งชิงหลัน แล้วกระซิบข้างหู “พี่ชิงหลัน ไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะพาท่านเข้านอน”
“อย่ายุ่งกับข้า” ซ่งชิงหลันยังคงหลับตาแต่ขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยต่อต้าน กอดไป๋เย่หานแน่น ซุกตัวลงในอ้อมแขนของเขา “ข้าจะนอนตรงนี้ สบายจะตาย”
ใบหน้าของทุกคนนิ่งค้าง
มีเพียงไป๋เย่หานคนเดียวที่มีความสุขอย่างมาก เขาเม้มปากแล้วเอ่ยขึ้นบ้าง “ข้าจะพานางเข้าไปข้างในเอง”
ว่าจบ ร่างสูงก็ลุกขึ้นยืน อุ้มซ่งชิงหลันเอาไว้ในอ้อมแขน
เด็กน้อยซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่เห็นบิดาอุ้มมารดาเดินไป จึงได้รีบลงจากเก้าอี้จะตามพวกเขาไปด้วย
แต่หลิวกุ้ยเสียและอู่เชียนเชียนรีบคว้าตัวเด็กน้อยเอาไว้ แล้วกระซิบ “อย่าไปรบกวนท่านพ่อกับท่านแม่เขาเลย”
เมื่อมาถึงห้องนอนของซ่งชิงหลัน ไป๋เย่หานก็วางนางลงที่เตียงอย่างเบามือ
ถึงอย่างนั้น ซ่งชิงหลันก็ใช้สองแขนโอบรอบกายเขาไม่ปล่อย ริมฝีปากชมพูระเรื่อกำลังเป่าลมหายใจติดกลิ่นสุราใส่หน้าเขาไม่หยุด
ซึ่งไป๋เย่หานไม่ได้รังเกียจแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่านางช่างน่ารักเสียจริง
เขาตบก้นนางเบา ๆ แล้วพูดขึ้น “ปล่อยข้าเถิด ไปนอนดี ๆ”
ซ่งชิงหลันปล่อยมืออย่างเชื่อฟังจากนั้นก็นอนแผ่ที่เตียง แล้วเริ่มละเมอออกมา “ไป๋เย่หาน ไอ้คนสารเลว!”
เจ้าของชื่อได้ฟังก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี นางด่าเขาแม้กระทั่งตอนหลับ ต้องเกลียดกันถึงเพียงใด
ทันใดนั้นนางก็เอื้อมมือจับดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้ ลืมตาตื่นขึ้น สบตาเข้าแล้วเอ่ยอย่างลึกซึ้ง “เจ้าคนงี่เง่าไป๋เย่หาน เหตุใดถึงได้หล่อถึงเพียงนี้กัน เฮ้อ ช่างเถิด นอนดีกว่า”
บ่นจบก็ไม่รู้ว่านางไปเอาแรงมาจากที่ใด นางดึงชายร่างสูงที่ยืนอยู่ลงบนเตียงของตน
แล้วกอดเขาแน่นราวกับเป็นหนวดปลาหมึก พร้อมทั้งเอาหัวมาซบซอกคอของเขา หาตำแหน่งที่ถูกใจ แล้วหลับไปอย่างสบาย
ด้านไป๋เย่หานที่น่าสงสาร ร่างกายของเขาแข็งทื่อ ลมหายใจอุ่น ๆ ของนางเป่ารดอยู่ที่ต้นคอ ทำให้รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว
เขากัดฟันแน่น ชำเลืองมองไปยังซ่งชิงหลันที่หลับสนิทอยู่ข้างกาย พูดเสียงเบากับนาง “ให้ตาย นี่เจ้ากำลังทดสอบความอดทนของข้าด้วยลมหายใจอยู่อย่างนั้นหรือ คืนนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไป แต่ต่อไปข้าต้องคิดบัญชีแน่”
วันต่อมา
ซ่งชิงหลันลืมตาตื่นขึ้นก็พบว่าใบหน้าหล่อเหลาของไป๋เย่หานแนบชิดกับตนเอง และกำลังมองมาที่นาง
ชายหนุ่มยกยิ้มที่มุมปากด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์ เอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง “อรุณสวัสดิ์”
“เฮ้ย!…”
ซ่งชิงหลันตะโกนเสียงดัง และเผลอถีบไป๋เย่หานตกเตียงโดยไม่ทันตั้งตัว
ส่วนเขาที่ไม่ทันคิดว่านางจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ จึงได้ลงไปกองอยู่ที่พื้น
ชายหนุ่มทำได้เพียงเม้มริมฝีปากอย่างซื่อ ๆ มองซ่งชิงหลันแล้วพูดขึ้น “พระชายา เจ้าโหดร้ายกับข้าเกินไปแล้ว ถีบข้าอย่างแรงเพียงนี้ได้อย่างไร”
“หุบปากเสีย!” ซ่งชิงหลันแผดเสียงอยากโมโห ชี้ไปที่ไป๋เย่หานด้วยมืออันสั่นเทา “เจ้า…เจ้า…เจ้าทำอันใดข้า”
ท่านอ๋องหนุ่มย่นคิ้วอย่างเจ้าเล่ห์ และยิ้มอย่างมีเลศนัย “พระชายา เจ้าจำอันใดไม่ได้เลยหรือ ทั้งที่เมื่อคืนเจ้าดุเดือดเพียงนั้นแท้ ๆ”
ว่าจบก็มองนางด้วยสายตาแฝงความนัย
ได้ยินเช่นนั้น หัวใจของซ่งชิงหลันสั่นสะท้าน
นางรีบดึงผ้านวมขึ้นตรวจสอบเสื้อผ้าที่สวมอยู่ แต่ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพเรียบร้อยดี ก็แสดงว่าไม่ได้มีสิ่งใดเกินเลย จึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่ความทรงจำที่ตามมาก็พลันทำให้นางอับอายขึ้นมาในใจ
ภาพที่ตนเองกอดเขาต่อหน้าทุกคนผุดขึ้นมา และยังจะดึงไป๋เย่หานลงมานอนด้วยกันบนเตียงอีก
ให้ตาย
ซ่งชิงหลันเอาผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวแน่น
ท่าทางเช่นนั้นทำให้ไป๋เย่หานหัวเราะออกมา พูดกับคนที่กำลังอายในกองผ้าห่มอย่างทีเล่นทีจริง “พระชายา เจ้าจะเขินอายเพราะเหตุใด เราเป็นสามีภรรยากัน เมื่อคืนนี้ ทุกคนก็คงรู้แล้วว่าข้าและเจ้าจะกลับมาคืนดีกัน”
“ไปเลย ออกไปจากห้องข้าประเดี๋ยวนี้”
ซ่งชิงหลันยังซ่อนตัวอยู่ในผ้านวม แต่ตะโกนเสียงอู้อี้ออกมา
ชายหนุ่มรู้สึกว่าวันนี้ตนเองแกล้งนางมากพอแล้ว จึงได้ยิ้มแล้วเอ่ยลา “ถ้าอย่างนั้นข้าไปก่อน”
เขาเปิดประตูออกจากห้องนอนของซ่งชิงหลันอย่างมีความสุข และทันทีที่เดินออกมา สองแฝดก็มายืนขวางหน้าเอาไว้
เด็กน้อยพูดพร้อมกัน “ท่านพ่อ เหตุใดท่านถึงตื่นสายอย่างนี้”
ไป๋เย่หานเหลือบมองไปทางประตูห้อง แล้วพูดถึงนางเสียงดัง “แม่เจ้าไม่ยอมให้พ่อลุกจากเตียงน่ะสิ”
ว่าจบ เสียงของซ่งชิงหลันดังไล่หลังออกมาทันที “ไป๋เย่หาน ข้าจะฉีกปากท่านทิ้งเสีย!”