ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 221 ไม่อยากรบกวนพวกเจ้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 221 ไม่อยากรบกวนพวกเจ้า
บทที่ 221 ไม่อยากรบกวนพวกเจ้า
ไป๋เย่หานมองลูกน้อยทั้งสองอย่างไม่เปลี่ยนสีหน้า แล้วกระซิบบอก “แม่ของพวกเจ้าเพิ่งตื่น จึงยังหงุดหงิดอยู่น่ะ”
ดังนั้นซ่งซิงเยว่จึงลดเสียงลงตามบิดา แล้วดึงเสื้อของไป๋เย่หาน จากนั้นก็ถามเสียงแผ่วเบา “ท่านพ่อเจ้าคะ แล้วเมื่อใดน้องตัวน้อยของพวกเราจะมาเล่า”
“หืม?” ไป๋เย่หานชะงักไปครู่หนึ่ง
นี่พวกเขาเอาเรื่องเหล่านี้มาจากที่ใดกัน?
ซ่งซิงเยว่พองแก้มแล้วอธิบายต่อ “ก็ท่านน้าเชียนเชียนบอกข้าว่าไม่ควรรบกวนเวลาพวกท่าน เพราะท่านพ่อกับท่านแม่กำลังทำน้องตัวน้อยกันอยู่เจ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้น มุมปากของไป๋เย่หานกระตุกและใบหน้าของเขาก็มืดมน
อู่เชียนเชียนยังเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ทันออกเรือน แต่กลับกล้าพูดเรื่องเช่นนี้ออกมา และยังพูดกับเด็กน้อยไร้เดียงสาอีก ท่าทางว่าต่อไปต้องกันลูก ๆ ให้ห่างจากนางเอาไว้ ไม่อย่างนั้นจะต้องสอนสิ่งแปลก ๆ ให้บุตรของตนอีกแน่
ไป๋เย่หานยิ้มเล็กน้อย ลูบผมซ่งซิงเยว่อย่างเอ็นดูแล้วเอ่ยตอบ “เยว่เยว่ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานพ่อจะมีน้องให้เจ้าเอง”
ตอนนั้นเอง ซ่งซิงเฉินก็ไม่สามารถทนรอได้อีกต่อไป
เขาเม้มริมฝีปาก ถามไป๋เย่หาน “ท่านพ่อขอรับ เราจะไปฝึกกันได้หรือยังขอรับ”
“เอาเถิด ไปกัน ไปที่บ้านพ่อ”
หลังพูดจบ ไป๋เย่หานก็เดินออกจากจวนท่านแม่ทัพ โดยอุ้มลูกทั้งสองไปด้วย
อีกด้านบนโต๊ะอาหารที่จวนท่านแม่ทัพ
เมื่อคืนนี้อู่เชียนเชียนดื่มสุราไปไม่น้อย นางจึงได้ค้างที่นี่ด้วย
ในตอนนี้ก็กำลังกินข้าวอยู่ที่โต๊ะอาหารร่วมกับตระกูลซ่ง ดวงตาคู่โตจ้องมองซ่งชิงหลันด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ท่านพี่กลับกินอาหารเช้าอย่างปกติไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ
นางเองก็อยากรู้เรื่องราวเมื่อคืนเป็นอย่างมาก อยากจะถามซ่งชิงหลันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างท่านพี่ของนางกับท่านอ๋อง
ไม่ใช่เพียงอู่เชียนเชียนเท่านั้น ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ก็คิดเช่นกัน
ซ่งชิงหลันเหลือบมองทุกคน แล้วเอ่ยอย่างรู้ทัน “เหตุใดพวกเจ้าไม่กินข้าวกันเล่า เอาแต่จ้องข้าอยู่ได้”
“อะแฮ่ม…” ซ่งชิงตงกระแอมขึ้นมาเบา ๆ เขาพร้อมที่จะถามคำถามในที่สุด จึงเริ่มเปิดประเด็นขึ้น “ท่านพี่ เมื่อเช้าข้าเห็นท่านอ๋องออกมาจากห้องท่าน หมายความว่า…”
ซ่งชิงหลันตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “ใช่ เมื่อคืนเขานอนในห้องข้า”
ดวงตากลมโตของอู่เชียนเชียนมีประกายตื่นเต้น รีบเอนตัวไปใกล้ซ่งชิงหลัน แล้วถามต่อ “ถ้าอย่างนั้น ระหว่างพวกท่านก็…”
“ไม่มีอันใดเกิดขึ้นทั้งนั้น” ซ่งชิงหลันขัดจังหวะนาง ก่อนที่จะเริ่มถามไปมากกว่านี้
จากนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง ตามด้วยรอยยิ้มขี้เล่นที่มุมปากและมองไปทางอู่เชียนเชียนก่อนพูดว่า “เหตุใด? ผิดหวังหรือ?”
คนเป็นน้องโบกมืออย่างรวดเร็ว แล้วยิ้มเจื่อน “ไม่…ไม่เจ้าค่ะ พี่ชิงหลัน ท่านเข้าใจผิดแล้ว…”
ซ่งชิงหลันเม้มริมฝีปาก มองคนอยากรู้อยากเห็นบนโต๊ะกินข้าวทั้งหมด แล้วเอ่ยขึ้น “ถ้ามีคำถามหรือสงสัยเรื่องใดกันอยู่ก็ถามมาให้หมดตอนนี้เลย”
แต่กลับมีเพียงความเงียบตอบกลับมา
“ในเมื่อไม่มีก็รีบกินข้าว”
ทันทีที่ซ่งชิงหลันพูดจบ ทุกคนก็พากันหยิบชามและตะเกียบขึ้นมากินอย่างตั้งใจ
ในตอนนั้นเอง แม่เฒ่าซ่งก็เริ่มวนคุย “หลันหลัน ประเดี๋ยวเจ้าพาย่าไปที่วัดก่านเอินที เพราะชิงซีได้เป็นขุนนาง เราต้องไปไหว้พระขอพรให้เขาเสียหน่อย”
หลานสาวพยักหน้ารับ “ได้เจ้าคะ”
“ข้าไปด้วยเจ้าค่ะ” อู่เชียนเชียนดูสนใจด้วยเช่นกัน
ซ่งชิงหลันเหลือบมองน้องสาว “เมื่อคืนเจ้าไม่ได้กลับไปที่โรงฝึก แล้ววันนี้ก็ยังไม่รีบกลับไปอีก ท่านพ่อเจ้าจะไม่เป็นห่วงหรือ?”
แต่อู่เชียนเชียนเม้มริมฝีปากตอบ “ท่านพ่อรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ ไม่ได้ออกไปก่อเรื่องเสียหน่อย สบายใจจะตายเจ้าค่ะ”
ทุกคนที่ฟังอยู่ก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย
หลังอาหารเช้า ซ่งชิงหลัน แม่เฒ่าซ่ง และอู่เชียนเชียนจึงเดินทางไปวัดก่านเอินด้วยกัน
ที่วัดเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก และยังมีกลิ่นธูปฟุ้งไปทั่วบริเวณ
อู่เชียนเชียนมองไปรอบ ๆ อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา “ครั้งสุดท้ายที่ข้ามาที่นี่ คือตอนที่มาขอยันต์ให้ศิษย์น้องก่อนจะไปออกรบ ไม่คิดเลยว่าสี่ปีต่อมาก็ยังมีชีวิตชีวาเช่นเดิมไม่มีผิด”
แม่เฒ่าซ่งยิ้มแล้วเริ่มอธิบาย “ผู้ใดก็รู้กันทั้งนั้นว่าพระโพธิสัตว์ในพระวิหารศักดิ์สิทธิ์มาก ไม่ว่าขอเรื่องใดก็จะสมปรารถนา ผู้คนเลยมาสักการะท่านที่นี่กันทั้งปี”
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันนั้นเอง ก็มองไปเห็นตระกูลหนึ่งกำลังเดินลงบันไดมา เมื่อเดินผ่านก็ได้ยินว่าพวกเขาพูดคุยกันว่า มาไหว้พระโพธิสัตว์เพราะมีบุตรจากการขอพรที่นี่
ซ่งชิงหลันจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ แล้วกระซิบกระซาบ “ผู้คนต่างมีความปรารถนามากเหลือเกิน ท่าทางว่าพระโพธิสัตว์จะงานยุ่งเสียมาก”
ในฐานะคนจากโลกอนาคต นางไม่เชื่อเรื่องโชคลางเลยแม้แต่น้อย
นางเพียงคิดว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความสบายใจให้ผู้คนเท่านั้น
ที่น้องชายของนางได้ตำแหน่งขุนนาง เป็นเพราะความพยายามศึกษาเล่าเรียนอย่างหนัก ที่เขาทั้งอ่านตำราหามรุ่งหามค่ำทุกวันมากกว่าพรจากสวรรค์
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือเหี่ยวย่นของหญิงชราก็มาคว้ามือซ่งชิงหลันเอาไว้ แล้วหันมา กระซิบ “หลันหลัน อย่าพูดเช่นนั้นต่อหน้าพระเจ้า”
ทั้งหมดไปจุดธูปไหว้พระโพธิสัตว์ร่วมกันเรียบร้อย ท่านย่าก็บอกกับสองสาว “ย่าอยากจะไปหาท่านอาจารย์ เพื่อสวดมนต์ขอพร พวกเจ้าไปเดินดูหรือไปซื้อของก่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับมารับย่าทีหลัง”
ว่าจบ นางก็เดินเข้าไปที่โถงด้านใน
ซ่งชิงหลันที่ไม่รู้ว่าจะทำอันใดดี จึงอยากออกไปเดินเล่น แต่อยู่ ๆ ก็ถูกอู่เชียนเชียนคว้ามือเอาไว้ นางยิ้มหวานแล้วกะพริบตาปริบ ๆ “พี่ชิงหลัน เราไปเสี่ยงเซียมซีกันดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าเซียมซีที่วิหารนี้แม่นมาก”
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วถามกลับ “เจ้าก็บอกข้าเช่นนี้เมื่อสี่ปีที่แล้วตอนมาขอพรที่ต้นไม้ต้นนี้ แล้วตอนนี้คำอธิษฐานของเจ้าเป็นจริงหรือไม่?”
คำพูดเหล่านั้นจี้ใจดำอู่เชียนเชียนทันที
ย้อนกลับไปตอนนั้น นางเขียนคำอธิษฐานบนผ้าแดงว่าอยากจะแก่เฒ่าไปพร้อมกับอู่ต้าหย่ง
น้องสาวกลับยิ้มอย่างใจเย็น แล้วพูดต่อ “พี่ชิงหลัน ข้าเห็นว่าพี่ต้าหย่งมีเพียงท่านอยู่ในใจตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าจึงได้ถอดใจจากเขาไปนานแล้ว ตอนนี้เราเป็นพี่น้อง ไม่สิ อากับหลานเพียงเท่านั้น”
จากนั้นนางก็ยังถามย้ำอีก “พี่ชิงหลัน ท่านจะไม่เสี่ยงเซียมซีจริง ๆ หรือเจ้าคะ”
ซ่งชิงหลันอดนึกถึงคำทำนายจากเซียมซีเมื่อสี่ปีที่แล้วของตนเองขึ้นมาไม่ได้ ตอนนั้นที่ได้รับคำทำนายเรื่องเนื้อคู่มา แม่เฒ่าซ่งก็เอาแต่ถามเรื่องการแต่งงานไม่หยุดเป็นเวลานาน จนทำให้รู้สึกเหนื่อยจะหลบเลี่ยง
หญิงสาวจึงส่ายหน้า “ไม่ดีกว่า เจ้าไปเถิด ข้าจะรอที่นี่”
หลังจากนั้นไม่นาน อู่เชียนเชียนก็นำแท่งเซียมซีออกมาอย่างมีความสุข
ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ได้ทันทีว่าผลออกมาเป็นอย่างไร
น้องสาวโบกแท่งไม้ไผ่ไปมาต่อหน้า แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่ชิงหลันดูสิเจ้าคะ ท่าทางจะเป็นโชคดี เราไปรับคำทำนายกันเถิด”
ทั้งสองเดินมาที่ต้นไทรอายุหลายร้อยปี ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับรับคำทำนายเซียมซีกับชายชราหนวดเคราขาวผู้เดิม
ชายชราเงยหน้าขึ้น ลูบเคราของเขา มองไปที่ซ่งชิงหลันแล้วเอ่ยทัก “แม่นาง พบเจ้าอีกครั้งแล้ว”
“อีกครั้งหรือเจ้าคะ” อู่เชียนเชียนมองซ่งชิงหลันด้วยความตกใจ จากนั้นก็มองชายชราแล้วถามขึ้น “ท่านอาจารย์ ท่านรู้จักพี่ชิงหลันหรือเจ้าคะ?”