ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 222 เปล่งประกาย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 222 เปล่งประกาย
บทที่ 222 เปล่งประกาย
ชายชรายิ้มอย่างมีเลศนัย พยักหน้าแล้วกล่าวต่อ “ท่าทางว่าสหายเก่าจะกลับมาแล้วสินะ”
นั่นเป็นเรื่องที่ตรงกับคำทำนายเมื่อสี่ปีที่แล้วของนาง
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วพูดกับเขา “ท่านอาจารย์ ความจำท่านดีเสียจริง”
“แม่นาง ในตอนนี้เจ้าดูเปล่งประกายเหลือเกิน แสดงว่าพบเนื้อคู่ที่ชะตาลิขิตเอาไว้แล้วสิ”
ซ่งชิงหลันหัวเราะออกมา “ท่านอาจมองผิดไป ข้ากำลังทรมานกับอาการนอนไม่หลับมาเป็นเดือน ๆ แล้วต่างหาก จะดูเปล่งประกายได้อย่างไรเจ้าคะ”
อู่เชียนเชียนที่อยู่ข้างกันก็ยิ้มเห็นด้วย “จริงเจ้าค่ะ ช่วงนี้พี่ชิงหลันหลับไม่สนิทเลย”
ชายชรายิ้ม มองซ่งชิงหลันด้วยดวงตาที่เบิกขึ้น พูดอย่างแฝงความหมาย “แต่เมื่อคืนหลับสนิทดีใช่หรือไม่เล่า?”
สิ้นเสียงนั้น หัวใจของหญิงสาวพลันเต้นแรงทันที
หลังจากได้ยินเช่นนั้น นางก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อคืนไม่ได้ฝันเรื่องใดเลย และไม่ได้พบไป๋เย่หานในความฝันอีกด้วย ให้ตายเถิด
ด้วยปฏิกิริยาของซ่งชิงหลันทำให้ชายชรารู้ว่าตนพูดถูก
เขายิ้มออกมา ลูบเคราของตนอีก “แม่นาง ที่เจ้านอนไม่หลับเป็นเพราะจิตใจที่ปั่นป่วน ตราบใดที่ใจสงบก็จะไม่เป็นเช่นนั้นอีก”
ซ่งชิงหลันพยักหน้า “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เตือนสติข้าเจ้าค่ะ”
อู่เชียนเชียนฟังบทสนทนาของทั้งสองคนราวกับกำลังเล่นปริศนาคำทาย
นางจึงไม่สนใจอีกต่อไป และเอาเซียมซีของตนออกมาส่งให้ชายชรา แล้วถามอย่างตั้งใจ “ท่านอาจารย์ ช่วยทำนายเซียมซีให้ข้าทีเจ้าค่ะ”
“เอาเถิด แม่นางน้อย เจ้าไม่ต้องกังวล” ชายชรารับแท่งไม้ไผ่จากมือเล็กขึ้นมา แล้วเอาคำทำนายส่งให้อู่เชียนเชียน
อู่เชียนเชียนเปิดมันแล้วขมวดคิ้วทันที “สหายเก่าหรือเจ้าคะ หมายความว่าอย่างไรกัน”
ซ่งชิงหลันคิดตามคำทำนายนั้น ก็เริ่มรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นไปได้
ชายชรายิ้มอีกครั้ง “แม่นางน้อย เจ้าจะได้พบกับคนที่อยากพบอย่างแน่นอน ไม่นานนัก”
ซ่งชิงหลันที่อยากรู้อยากเห็น จึงหันไปถามอู่เชียนเชียน “เจ้าอยากเจอผู้ใดหรือไม่?”
“ข้า…ข้าก็ไม่รู้เจ้าค่ะ” น้องสาวกะพริบตาราวกับไม่มีเรื่องใด แต่ขณะเดียวกัน ก้นบึ้งของหัวใจก็พลันอ่อนยวบ
….
ช่วงเที่ยงของวันนั้น ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่กลับมาจากจวนหานอ๋อง
เด็ก ๆ ไม่ได้รู้เลยว่าซ่งชิงหลันและคนอื่น ๆ ออกไปวัดก่านเอินแล้ว จนกระทั่งทั้งสองกลับมาที่บ้าน
ซ่งซิงเยว่เม้มปากอย่างไม่พอใจ “เฉินเฉิน อาจจะเป็นเพราะเราเอาแต่อยู่กับท่านพ่อมากเกินไปในช่วงนี้ ท่านแม่จึงไม่พอใจ ทำให้นางไม่พาเราไปเที่ยวด้วย ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็นเช่นนี้เลย”
ซ่งซิงเฉินเหงื่อตก “ท่านแม่กับทุกคนไปวัดเพื่อไหว้พระ ไม่ได้ไปเที่ยวเสียหน่อย และ…”
ระหว่างที่กำลังพูด เขาก็กะพริบตาอย่างตื่นเต้น “ท่านแม่ไม่อยู่ เราก็สามารถทำเรื่องสำคัญกันได้”
ดวงตาของซ่งซิงเยว่เป็นประกายขึ้นมา นางก็ตื่นเต้นไม่ต่างกัน ปรบมือแล้วพูดต่อ “จริงด้วย ไปกันเถิด”
เรื่องสำคัญที่ว่าคือ การขุดอุโมงค์ใต้กำแพงจวนแม่ทัพไปที่จวนหานอ๋อง
หากทำเช่นนี้ก็จะสะดวกสำหรับเด็กน้อย ที่จะลอบไปบ้านท่านพ่อได้อย่างง่ายดาย
ระหว่างที่เด็กทั้งสองกำลังทำงานหนัก เร่งมือขุดหลุมอย่างขันแข็ง ก็มีเสียงเย็นเยียบดังมาจากด้านหลัง “เจ้าสองคนทำอันใดกันอยู่”
ซ่งซิงเยว่ไม่ได้เอะใจเกี่ยวกับเสียงนี้ด้วยซ้ำ นางเอ่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา “ขุดหลุมน่ะสิ ไม่เห็นหรือ?”
หลังตอบไปแล้วนั่นเองที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
แน่นอนว่าสองแฝดมีความคิดที่เชื่อมต่อกัน ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่มองหน้ากัน และเริ่มรับรู้ได้ถึงลางไม่ดีที่กำลังจะมาถึง
เด็กน้อยทั้งสองหันหน้าไปมองต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียง เห็นร่างสูงและหล่อเหลาที่กำลังยืนตระหง่านอยู่ด้านหลัง จึงพากันยิ้มไร้เดียงสา “ท่านน้ารอง…เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า?”
ซ่งชิงหนานมุมปากกระตุก “นี่จวนแม่ทัพ พวกเจ้าคิดว่าน้ามาทำอันใดเล่า”
เด็กดื้อสองคนนี้ หาเรื่องแปลก ๆ มาให้ปวดหัวได้เสมอ
ซ่งซิงเยว่ลุกขึ้นยืน “อา…เสื้อผ้าของข้าสกปรกไปหมดแล้ว ข้าไปเปลี่ยนดีกว่าเจ้าค่ะ”
ว่าจบเด็กหญิงก็หาโอกาสหลบหนีด้วยการจะวิ่งเข้าบ้าน
หากแต่ซ่งชิงหนานไวกว่า ยื่นมือไปจับหลังคอเสื้อของเด็กหญิงเอาไว้เหมือนจับลูกแมวจอมซน
แต่เพราะความน่าเอ็นดูของหลานน้อยทั้งสอง ทำให้ซ่งชิงหนานไม่สามารถโกรธพวกเขาได้ลง เพียงถามด้วยความสงสัย “เฉินเฉิน เยว่เยว่ ไหนว่ามาสิ พวกเจ้าทำลายข้าวของกันด้วยเหตุผลอันใด”
ซ่งซิงเฉินขมวดคิ้ว แล้วรีบอธิบาย “ท่านน้ารอง เราไม่ได้จะทำลายข้าวของเสียหน่อยขอรับ แต่เรากำลังทำเรื่องสำคัญ พวกเราอยากพบท่านพ่อ แต่เพราะกังวลว่าท่านแม่จะไม่พอใจ เราสองคนจึงช่วยกันขุดอุโมงค์เพื่อแอบท่านแม่ไปหาท่านพ่ออย่างลับ ๆ ไม่ให้ท่านแม่รู้อย่างไรเล่าขอรับ”
ซ่งชิงหนานหัวเราะชอบใจ บีบจมูกเล็ก ๆ ของหลานชายอย่างเอ็นดู “พวกเจ้าฉลาดไม่น้อย แต่ไม่จำเป็นต้องลำบากถึงเพียงนี้ มีวิธีที่ง่ายยิ่งกว่านั้นอยู่”
“อย่างไรขอรับ?”
“อย่างไรเจ้าคะ?”
ทั้งสองถามอย่างพร้อมเพรียง กะพริบตาปริบ ๆ มองซ่งชิงหนานด้วยสายตาคาดหวัง
ซ่งชิงหนานเลิกคิ้ว แล้วเอ่ยด้วยใบหน้ามั่นใจ “พวกเจ้าหลบก่อน ระวังจะได้รับบาดเจ็บ”
“ขอรับ” เด็กน้อยทั้งสองถอยออกมาจากกำแพงอย่างเชื่อฟัง
จากนั้นซ่งชิงหนานก็ถอยหลังมาเล็กน้อย ออกแรงทำลายกำแพงด้วยความแข็งแกร่งของพลังจากฝ่ามือ
เกิดเสียงดัง ‘ตู้ม!’ ก่อนที่จะมีรูขนาดใหญ่ที่กำแพงเชื่อมระหว่างสองบ้าน
ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น และอ้าปากอย่างตกตะลึง
ซ่งซิงเยว่พูดขึ้นมา “ท่านน้ารอง ท่านกำลังทำลายข้าวของนะขอรับ”
พอเกิดเสียงดัง ทหารยามของจวนหานอ๋องรีบตรงมาที่นี่ด้วยความตื่นตกใจ
หานเฟยที่วิ่งนำหน้า เห็นกำแพงแตกเป็นรูก็รีบพุ่งตัวผ่านกำแพงมาทางซ่งชิงหนานที่อยู่อีกฝั่ง
แต่เมื่อมาถึงก็ชะงักไปอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ “แม่ทัพซ่ง เกิดเหตุใดขึ้นขอรับ?”
ซ่งชิงหนานปัดฝุ่นออกจากตัว แล้วพูดอย่างใจเย็น “ไม่มีอันใด ข้ากำลังฝึกซ้อม แล้วบังเอิญไปทำกำแพงพังเข้าน่ะสิ”
มุมปากของหานเฟยกระตุก แล้วลอบคิดในใจ ‘ไม่ทันระวังจริงหรือ จงใจเล่าสิไม่ว่า’
แต่เพราะท่านแม่ทัพบอกอย่างนั้น เขาจึงไม่มีอันใดจะเถียง หันไปออกคำสั่งกับเหล่าทหารยาม “กลับไปประจำที่ของพวกเจ้าได้แล้ว”
ตอนนั้นเอง ไป๋เย่หานก็ออกมาดู เขารู้ว่าซ่งชิงหนานไม่มีทางทำให้เกิดรูบนกำแพงอย่างบังเอิญ
จึงเงยหน้าขึ้นมองแม่ทัพหนุ่มพ่วงตำแหน่งน้องของภรรยา
ซ่งชิงหนานเองก็ยิ้ม แล้วเอ่ยขึ้น “ท่านพี่เขย ท่านคิดว่าอย่างไรขอรับ ถ้าข้าจะสร้างประตูที่นี่”
แต่ซ่งซิงเยว่กลับเป็นคนตอบอย่างมีความสุข “ดีเลย เยี่ยมมากเจ้าค่ะ”
ซ่งซิงเฉินยกนิ้วให้ซ่งชิงหนานอย่างชื่นชม “ท่านน้ารอง ท่านสุดยอดขอรับ”
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงดังฟังชัดก็เอ่ยขึ้นมาจากด้านหลังของทุกคน “พวกเจ้าทำอันใดกัน คิดจะพังบ้านอย่างนั้นหรือ!”