ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 224 พวกเราไปดูกันเถิด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 224 พวกเราไปดูกันเถิด
บทที่ 224 พวกเราไปดูกันเถิด
“เฉินเฉินออกไปฝึกกับท่านพ่อเจ้าค่ะ”
“ฝึก?” ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
จากนั้นเด็กน้อยก็เพิ่งตระหนักว่าตัวเองพูดมากเกินไปแล้ว นางรีบปิดปากตัวเอง แล้วพูดเสียงเบาว่า “แย่แล้ว”
จากนั้นก็ส่งยิ้มอย่างไร้เดียงสาให้มารดา “ท่านแม่ เราไปดูกันเถิดเจ้าค่ะ”
ซ่งซิงเยว่เดินนำซ่งชิงหลันไปที่ลานฝึก
กำแพงที่แตกไปเมื่อวานถูกทำความสะอาดอย่างดี และรูขนาดใหญ่ยังถูกซ่อมแซมให้เป็นประตูโค้งครึ่งวงกลมดูสวยงามเข้ากับสวน
ซ่งชิงหลันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ แล้วพึมพำ “รวดเร็วดีเหลือเกิน”
“ท่านแม่ ไปกันเถิดเจ้าค่ะ”
“เยว่เยว่…อย่าเพิ่ง…”
ซ่งชิงหลันไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปที่นั่น แต่ซ่งซิงเยว่กลับดึงมารดาให้เดินไปทางจวนหานอ๋องด้วยกัน
ทหารยามที่คุ้มกันจวนอย่างแน่นหนา ซึ่งกำลังลาดตระเวนเห็นซ่งซิงเยว่ก็พากันหยุดก้มศีรษะ
ซึ่งเด็กน้อยโบกมือให้พวกเขาอย่างเป็นมิตร ทุกคนจึงไปทำหน้าที่ของเองต่อ
ซ่งชิงหลันมองภาพนั้น ก็ตกตะลึงอยู่ในใจ “เยว่เยว่ เจ้าดูคุ้นเคยกับพวกเขาเหลือเกิน”
“เจ้าค่ะ ก็ข้ามาที่นี่ทุกวันนี่” ว่าจบหนูน้อยก็ยังลากมารดาให้เดินไปด้านหลัง ที่เป็นลานหลังบ้านของจวนหานอ๋อง
ที่นี่มีลานฝึกที่ใหญ่กว่าในจวนแม่ทัพของซ่งชิงหนานเป็นอย่างมาก ซ้ำยังมีเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ครบครันเสียยิ่งกว่า
ในตอนนี้ซ่งซิงเฉินและไป๋เย่หานกำลังฝึกฝนร่างกายด้วยกันที่นี่
ชายหนุ่มร่างสูงและเด็กชายตัวเล็กที่ดูรูปงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันกำลังร่ายรำดาบอย่างพร้อมเพรียง เป็นภาพที่เจริญหูเจริญยิ่งนัก
ซ่งชิงหลันมองเห็นแววแห่งความมุ่งมั่น ออกมาจากดวงตาของซ่งซิงเฉินระหว่างที่ฝึกดาบ ก็เกิดความชื่นชมขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว นางมองไปที่ลูกชายและไป๋เย่หานอย่างประทับใจและมีความสุข
หลายปีที่ผ่านมา น้า ๆ พากันฝึกสอนเด็กแฝดให้เรียนรู้อ่านเขียนและศิลปะการต่อสู้อยู่เสมอ
แต่ตอนนี้ซ่งชิงหลันเข้าใจทันที ไม่ว่าจะเป็นนางหรือน้อง ๆ ก็ไม่อาจมาแทนที่บิดาของพวกเขาได้เลย
หญิงสาวตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิดของตนเอง ส่วนซ่งซิงเยว่ก็ตะโกนเสียงดัง และโบกมือให้คนทั้งสองจากระยะไกล “ท่านพ่อเจ้าคะ เฉินเฉิน”
ซ่งชิงหลันกลับคืนสติอีกครั้ง นางรีบปิดปากซ่งซิงเยว่อย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณ แต่สายไปเสียแล้ว…
มุมปากของซ่งชิงหลันกระตุกยิ้มเขินอาย ระหว่างมองไปทางลูกสาว “นี่เจ้าหลอกให้แม่มาที่นี่อย่างนั้นหรือ”
ซ่งซิงเยว่กะพริบตาปริบ ๆ ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความงุนงง “ท่านแม่ ข้าเสียงดังไม่ได้หรือเจ้าคะ?”
ส่วนซ่งซิงเฉินและไป๋เย่หานเดินตรงมายังสองแม่ลูก
ใบหน้าของเด็กชายเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างควบคุมเอาไว้ไม่อยู่ “ท่านแม่ ท่านมาที่นี่เพื่อดูข้ากับท่านพ่อหรือขอรับ”
ซ่งชิงหลันปฏิเสธทันควัน “ไม่ใช่”
ซ่งซิงเยว่พยักหน้ารับ “ใช่แล้ว”
“เยว่เยว่!”
หากแต่ซ่งซิงเยว่สบตามารดาอย่างไร้เดียงสา “ท่านแม่หมายความอย่างไรเจ้าคะ ข้าทำสิ่งใดผิดไปอย่างนั้นหรือ?”
ซ่งชิงหลันกุมหน้าผากอย่างอดไม่ได้ แล้วคิดกับตัวเองในใจอย่างเงียบ ๆ ลูกสาวผู้นี้ของนางฉลาดนัก ย่อมต้องจงใจอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของซ่งชิงหลัน ไป๋เย่หานก็พอใจเป็นอย่างมาก เขาลอบเลิกคิ้วให้ลูกสาวอย่างลับ ๆ
ซ่งซิงเยว่เองก็แอบขยิบตาให้เขาเช่นกัน
เมื่อเห็นไป๋เย่หานหัวเราะคิกคัก นางจึงรีบพูดขึ้น “อย่าได้เข้าใจผิดไป ข้าแค่เบื่อ ๆ จึงออกมาเดินเล่น ที่จริง จวนของท่านก็ไม่ได้มีสิ่งใดน่าสนใจนัก”
ไป๋เย่หานเม้มปาก จากนั้นก็ยกยิ้ม “หากพระชายาไม่พอใจ อย่างนั้นข้าจะให้คนมาปรับปรุงประเดี๋ยวนี้”
จากนั้นก็เริ่มพูดต่ออย่างแฝงความนัย “อีกอย่าง จวนหานอ๋องนี่เป็นที่สำหรับพระชายาเสมอ เจ้าสามารถเข้ามาเมื่อใดก็ได้ที่ต้องการ”
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วแล้วรีบตอบ “ข้าไม่ได้สนใจที่นี่เสียหน่อย อยากจะต้อนรับหรือไม่ก็แล้วแต่เถิด เฉินเฉิน กลับบ้านไปกินข้าวเช้าเร็วเข้า”
แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซ่งซิงเฉินมองทางไป๋เย่หานทันที
เขาพยักหน้าให้ลูก เด็กน้อยจึงเดินไปด้านข้างของซ่งชิงหลัน จับมือนางเอาไว้
ตอนนั้นเองที่หานเฟยรีบเข้ามากระซิบข้างหูผู้เป็นนาย “นายท่าน มีข่าวจากวังหลวงขอรับ”
ซ่งชิงหลันชำเลืองมอง แล้วเดินกลับพร้อมกับเด็กน้อยในอ้อมแขน
ทันทีที่ผ่านประตูโค้งเชื่อมระหว่างสองบ้าน ก็พบว่ามีขุนนางจากในวังเดินออกมาจากจวนหานอ๋อง
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว พลางสงสัยอยู่ในใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
นางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เพื่อกลับไปที่ห้องโถงของบ้าน และพบว่าทุกคนในบ้านกำลังพูดคุยกันท่าทางตื่นเต้นกับบางอย่างอยู่รอบ ๆ ตัวซ่งชิงหนานและซ่งชิงซี
ซ่งชิงเป่ยรีบวิ่งหน้าตาตื่นมาหานาง “ท่านพี่ขอรับ ท่านหายไปไหนมาขอรับ ข้าหาจนทั่วก็ไม่เจอ มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นขอรับ”
ซ่งชิงหลันกะพริบตาอย่างไม่เข้าใจ “เกิดเหตุใดขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
“เป็นเรื่องที่ดีมากขอรับ” ซ่งชิงตงเข้ามาอธิบายด้วยรอยยิ้ม “มีขุนนางมาจากวังหลวงพร้อมฎีกาของฝ่าบาท คืนนี้องค์จักรพรรดิจะทรงมีงานรื่นเริงในท้องพระโรง เจ้าสามกับเจ้าสี่ต้องไปร่วมงานนี้ด้วย ท่าทางคืนนี้จะมีเรื่องใหญ่รออยู่ขอรับ”
“ที่จริง ข้าได้ยินเรื่องนี้มาสักพักแล้ว” ซ่งชิงหนานยืนขึ้น อธิบายให้ทุกคนฟัง “สงครามทางตะวันตกเฉียงเหนือได้รับชัยชนะ ฝ่าบาททรงวางแผนจะจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ แต่เพราะมีกำหนดการสอบคัดเลือกขุนนางที่รออยู่ ถึงได้ทรงรอให้การสอบเสร็จสิ้นลงก่อนเพื่อรอฉลองให้ขุนนางใหม่ด้วย ครั้งนี้ชิงซีเป็นขุนนางที่อายุน้อยที่สุดที่เคยมีมา จึงทำให้องค์จักรพรรดิพอพระทัยขอรับ”
เมื่อหลิวกุ้ยเสียได้ยินเช่นนั้น ก็เกิดประกายในดวงตาขึ้นมาโดยพลัน นางเอ่ยอย่างตื่นเต้น “ชิงซี เจ้าต้องเป็นใหญ่เป็นโตในอนาคตอย่างแน่นอน”
ซ่งชิงซียิ้มตอบ “อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ขอรับ การทำงานราชการต่างจากการเรียนตำรา ข้ายังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อีกมาก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซ่งชิงหลันก็อดไม่ได้ที่จะพูดขัดน้องชาย “ชิงซี เจ้าเป็นคนฉลาดและมีพรสวรรค์ อย่าประเมินตัวเองต่ำเกินไปนัก เจ้าต้องเป็นข้าราชการที่ดีอย่างแน่นอน”
ซ่งชิงซีพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “เอาเถิด ข้าซ่งชิงซีจะขอรับความคาดหวังจากทุกคนในตระกูลเอาไว้เป็นแรงผลักดันในการทำงานต่อไปขอรับ”
ในตอนนี้ ซ่งชิงหนานก็เริ่มเอ่ยกับท่านพี่ “ถึงอย่างนั้นก็เถิด ท่านพี่ขอรับ จางกงกงประกาศผ่านฎีกามาว่างานครั้งนี้สามารถมีตระกูลติดตามไปร่วมด้วยได้ ท่านพี่ ท่านอยากเข้าไปในวังกับข้าและเจ้าสี่หรือไม่”
ซ่งชิงหลันนึกถึงสิ่งที่หานเฟยเข้ามาพูดกับไป๋เย่หาน และขุนนางที่นางเห็นที่จวนหานอ๋อง ก็เข้าใจขึ้นมาว่าคงจะเป็นเรื่องนี้เช่นกัน
เมื่อคิดว่าไป๋เย่หานเองก็คงจะไปที่นั่นด้วย ซ่งชิงหลันจึงรีบปฏิเสธ “ข้าไม่ไปดีกว่า คืนนี้เป็นงานของพวกเจ้า ไปร่วมงานให้สนุก แล้วก็อย่าลืมเตรียมตัวไปให้ดีเล่า”