ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 225 ขุนนางที่อายุน้อยที่สุด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 225 ขุนนางที่อายุน้อยที่สุด
บทที่ 225 ขุนนางที่อายุน้อยที่สุด
บรรดาเสนาบดีและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทุกคนต่างได้รับเชิญมางานเลี้ยงครั้งนี้ พวกเขากำลังทยอยเข้าสู่งานเลี้ยงทีละคน
ส่วนสองพี่น้องซ่งชิงหนานและซ่งชิงซี ที่คนหนึ่งคือแม่ทัพผู้กล้าในสงครามครั้งสำคัญ และอีกคนที่เพิ่งได้รับตำแหน่งขุนนางผู้ปราดเปรื่อง
พวกเขาทั้งคู่จึงกลายเป็นจุดสนใจของผู้ใหญ่ในงานทันที จนหลายคนมองด้วยสายตาอิจฉา
ส่วนองค์จักรพรรดิจิ่งกวงเยี่ยทรงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร ยกจอกในพระหัตถ์ขึ้นพลางแย้มสรวล “ตอนนี้แผ่นดินของเราสงบสุขปราศจากภยันตรายแล้ว ต้องขอบคุณความเสียสละของพวกเจ้าทั้งหมดที่นี่ โดยเฉพาะเหล่าทหารกล้าผู้พิชิตดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ”
เมื่อตรัสถึงเรื่องนี้ ก็ทรงจงใจหันไปทางไป๋เย่หานและซ่งชิงหนาน แล้วเอ่ยต่อ “ดื่มให้เหล่าผู้กล้าที่ปกป้องแผ่นดินของเราด้วยกันเถิด”
บรรดาขุนนางต่างพากันยกจอกสุราขึ้นตาม ๆ กันแล้วดื่ม
“วันนี้เป็นวันดีจริง ๆ” จากนั้นก็ทรงหันไปมองซ่งชิงซีที่ด้านล่าง แล้วเอ่ยอีก “นี่เป็นครั้งแรกที่เมืองหลวงของเราได้มีผู้มีปัญญาตำแหน่งขุนนางที่อายุน้อยที่สุด ข้าชื่นชมความสามารถของซ่งชิงซีเป็นอย่างมาก เมื่อได้อ่านคำตอบของเจ้าแล้วก็รู้สึกว่านั่นช่างลึกซึ้งและแตกฉานในวิชาการเสียจริง”
ตรัสเช่นนั้นก็ทรงยิ้มอย่างมีความหมาย แล้วเริ่มส่งจอกสุราขึ้นดื่มอีกคราจนหมดในคราวเดียว
ซ่งชิงซีค้อมศีรษะด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่ทุกคนจะทำตาม
พระมเหสีที่อยู่เคียงข้างองค์จักรพรรดิเองก็มีรอยยิ้มแฝงความหมายเช่นกัน พระนางขยิบตาให้ลี่อ๋องอย่างลับ ๆ
ลี่อ๋องเองก็เข้าใจความหมายของเสด็จแม่ในทันที เขายืนขึ้น ยกจอกให้แก่ซ่งชิงหนานและซ่งชิงซีที่อยู่ตรงข้าม พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่น้องตระกูลซ่งเป็นหนึ่งในเรื่องการต่อสู้ ซ้ำยังอายุน้อยมีอนาคตอีกยาวไกล ท่าทางว่าจะเป็นเสาหลักให้แก่บ้านเมืองและราชสำนักได้ในอนาคตเป็นแน่ ข้าชื่นชมพวกเจ้าทั้งสองเหลือเกิน”
ซ่งชิงหนานและซ่งชิงซีมองหน้ากัน ก่อนจะลุกขึ้นดื่มร่วมกับลี่อ๋อง “ขอบพระทัยลี่อ๋องที่ทรงชื่นชมพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากนั้น เหล่าข้าหลวงและขันทีจากห้องเครื่องก็เริ่มยกอาหารเข้ามา งานเลี้ยงก็ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
เหล่าขุนนางพากันทักทายและยกจอกดื่มสุราร่วมกัน หลายคนมีความกล้าที่จะเข้ามาดื่มอวยพรไป๋เย่หาน แต่ก็ยังมีความกลัวเกรงเพราะรัศมีที่น่าเกรงขามของชายหนุ่ม
เมื่อไม่มีผู้ใดเข้ามานัก ไป๋เย่หานจึงได้โอกาสในการอยู่เฉย ๆ
ภาพนั้นทำให้ลี่อ๋องอดไม่ได้ที่จะหัวเราะกับตัวเองอย่างดูถูกเหยียดหยาม
เขาลอบคิดกับตนเอง ‘ท่าทางเช่นนี้น่ะหรือจะมาแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกับข้า’
พระสนมเฉินที่อยู่อีกด้านหนึ่งของฝ่าบาท ในมุมที่สามารถเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนก็ไม่สบายใจ
อยู่ ๆ พระนางก็ยืนขึ้น รินสุราถวายแด่ฝ่าบาท พร้อมยิ้มแย้มอย่างน่าดึงดูดและเริ่มเอ่ยเสียงหวาน “ฝ่าบาทเพคะ คืนนี้หม่อมฉันมีความสุขมาก ต้องมีดนตรีเสียหน่อยดีหรือไม่เพคะ”
“จริงสิ สนมข้าว่าถูกต้องแล้ว” องค์จักรพรรดิจิ่งกวงเยี่ยหัวเราะ และตรัสกับจางอิงรั่งที่อยู่ด้านข้าง “ให้นักดนตรีมาแสดงเร็วเข้า”
“อย่าลำบากเลยเพคะ” พระสนมเฉินหยุดเขาไว้ก่อน จากนั้นก็มองไปทางสตรีผู้หนึ่งที่งดงามโดดเด่นที่สุด ซึ่งอยู่ในตำแหน่งของสตรีทั้งหลายมุมหนึ่ง แล้วยกยิ้ม “หม่อมฉันได้ยินมาว่าบุตรสาวของใต้เท้าหลิวมีความสามารถทั้งเรื่องการบรรเลงฉิน หมากล้อม เขียนอักษรและวาดภาพ โดยเฉพาะเรื่องการบรรเลงฉิน[1]*นั้นฝีมือไม่เป็นรองผู้ใด วันนี้เป็นวันดี ไม่ลองให้นางแสดงฝีมือดูเล่าเพคะ”
จากนั้น หลิวหรูเยว่ก็ลุกขึ้นถวายความเคารพแด่องค์จักรพรรดิด้วยรอยยิ้ม “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นเพียงมือสมัครเล่น ย่อมไม่ได้มีฝีมือเท่านักดนตรีอาชีพ ไม่อาจเทียบกับนักดนตรีประจำราชสำนักได้เพคะ แต่เป็นเกียรติอย่างยิ่งแก่หม่อมฉัน ที่จะได้บรรเลงฉินถวายแด่ฝ่าบาท พระมเหสี พระสนม และสร้างความบันเทิงให้เหล่าขุนนางผู้ใหญ่ทุกท่านที่นี่”
พระสนมเฉินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ พร้อมรอยยิ้มชื่นชมที่มุมปากของพระนาง
อย่างที่คาดไว้ คุณหนูหลิวผู้นี้คือสตรีที่พระนางหมายปอง มีตระกูลที่ทรงอำนาจ งดงาม เฉลียวฉลาด เหมาะสมกับหานอ๋องอย่างมาก
ฝ่าบาทเองก็ทรงชื่นชมในตัวบุตรสาวใต้เท้าหลิวเช่นกัน จึงทรงหันไปพยักหน้าให้กับขุนนางด้านข้าง
จางอิงรั่งจึงหันไปพูดกับขันทีน้อยที่อยู่ข้าง ๆ “เร็วเข้า ไปเอาฉินมา”
ไม่นานจากนั้น เสียงดีดฉินแสนไพเราะดังขึ้นทั่วทั้งท้องพระโรง บรรดาผู้ชมต่างเคลิบเคลิ้ม ยิ่งฟังก็ยิ่งจับใจราวกับถูกทำให้ลุ่มหลง
หากแต่ถามว่าเสียงนั้นจับใจผู้ใดมากที่สุดในที่นี้
ก็คงหนีไม่พ้นลี่อ๋อง จิ่งเทียนสิงผู้นี้
เขาถือจอกสุราเอาไว้ในมือ แต่ไม่ได้ยกขึ้นดื่มเพราะสายตามัวแต่จับจ้องไปยังหลิวหรูเยว่ที่กำลังบรรเลงฉินอยู่ตรงหน้า
โลกนี้มีสตรีที่งดงามเช่นนี้อยู่จริงด้วยอย่างนั้นหรือ ช่างวิเศษยิ่งนัก
ในทางกลับกัน ไป๋เย่หานกลับรู้สึกว่างานเลี้ยงช่างน่าเบื่อหน่ายเหลือเกินสำหรับเขา
อาหารที่นี่ก็ไม่สู้ที่ภรรยาทำให้ ทุกคนเอาแต่พูดเสียงดังและแต่ละคำที่เอ่ยก็ไม่ได้น่าสนใจเท่าน้ำเสียงหวานของภรรยา ชายหนุ่มคิดเพียงอยากให้งานนี้จบลงไว ๆ จะได้กลับไปหาพระชายาของตนเสียที
ในที่สุดการบรรเลงเพลงฉินของสาวงามก็จบลง ทุกคนที่อยู่ที่นั่นก็พากันปรบมือยกเว้นแต่ไป๋เย่หาน
และในหมู่พวกเขา ลี่อ๋องเป็นคนที่ปรบมือดังที่สุด
ฝ่าบาททรงพยักหน้าด้วยความพอพระทัย มองไปทางใต้เท้าหลิวที่อยู่ไม่ไกลแล้วตรัสแก่เขา “ใต้เท้าหลิว ข้าอิจฉาเจ้าจริง ๆ บุตรชายก็ทำได้ดีมากในการสอบ ได้ถึงลำดับสอง และยังมีบุตรสาวที่โดดเด่นเช่นนี้อีก นางยังดูเพียบพร้อมยิ่งกว่าองค์หญิงของข้าเสียอีก”
หลังจากได้รับคำชื่นชมอย่างสูงจากองค์จักรพรรดิ เหล่าขุนนางอื่น ๆ ก็พากันมองอย่างอิจฉาทันที
พวกเขาทั้งหมดต่างพูดคุยกันอย่างลับ ๆ
“บุตรสาวใต้เท้าหลิวช่างมีความสามารถและงดงามมากเสียจริง คุณชายท่านใดได้นางไปเป็นภรรยาคงเป็นที่เชิดหน้าชูตาในอนาคตเป็นแน่”
“ใต้เท้า อย่าแม้แต่จะคิดเชียว คุณหนูหลิวถูกหมายปองให้ส่งตัวเข้าวังแล้ว”
“ใช่แล้ว ด้วยอำนาจของตระกูลหลิว ไม่ว่าจะสมรสกับองค์ชายพระองค์ใด ย่อมต้องสนับสนุนตำแหน่งรัชทายาทได้อย่างแน่นอน”
“ถูกต้อง เพราะอย่างนี้นางย่อมต้องกลายเป็นพระชายาในอนาคต เลิกคิดเด็ดดอกฟ้าเสียเถิด”
…
เมื่อได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกัน หลิวหรูเยว่ก็ยิ้มจาง ก้มหน้าลง ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ค่อย ๆ ย่างเท้าเดินกลับเข้าที่ของตน
และระหว่างนั้น นางก็ลอบสังเกตไป๋เย่หาน
เขาเป็นเพียงผู้เดียวในงานเลี้ยงไม่ได้ให้ความสนใจแก่นาง นั่นทำให้นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
หลังจากดื่มต่อไปเรื่อย ๆ บรรดาขุนนางก็เริ่มเมา
พวกเขายกจอกดื่มกันอย่างไม่หยุดยั้ง บางคนถึงขั้นลุกขึ้นเพื่อหาเพื่อนร่วมดื่มกันอย่างสนุกสนาน
ส่วนไป๋เย่หานเริ่มทนความเบื่อหน่ายไม่ไหวและกำลังจะลุกออกไป แต่ถูกนางข้าหลวงกุ้ยจือเข้ามากระซิบข้างหูเสียก่อน “ท่านอ๋องเพคะ พระสนมเฉินทรงให้หม่อมฉันมาเชิญท่านอ๋องไปหาเพคะ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วแต่ก็ลุกขึ้น แล้วเดินออกจากงานพร้อมนาง
พระสนมเฉินทรงอยู่ที่ด้านนอก
ไป๋เย่หานเดินไปหาพระนาง ค้อมศีรษะเอ่ย “พระมารดาเรียกหาลูกหรือขอรับ”
พระสนมเฉินมองไป๋เย่หานด้วยสายตาแห่งความรัก แล้วเอ่ยกับเขา “แม่เห็นเจ้าดื่มอยู่คนเดียว จึงชวนออกมาเดินเล่นที่สวนน่ะ”
ไป๋เย่หานพยักหน้า ทั้งสองเดินเคียงข้างกันอย่างเอื่อย ๆ
พระสนมเฉินเอ่ยอย่างกะทันหัน “หานอ๋อง เหล่าเสนาบดีและขุนนางในราชสำนักล้วนเป็นคนสำคัญ พวกเขาถวายงานรับใช้ฝ่าบาทในการดูแลปกครองอาณาจักรของเรา แม่หวังให้เจ้าคุ้นเคยสนิทสนมกับพวกเขาเอาไว้”
ไป๋เย่หานกลับขมวดคิ้วเอ่ยเสียงเรียบ “ลูกเป็นแม่ทัพ หน้าที่มีเพียงออกรบปราบศัตรู ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องการเข้าสังคมขอรับ”
ท่าทางของพระมารดาดูกระวนกระวายขึ้นมาทันที พระนางจับมือลูกชายเอาไว้ “หานเอ๋อร์ เจ้าเป็นแม่ทัพก็จริงแต่ยังเป็นองค์ชายของวังหลวงแห่งนี้เช่นกัน ในอนาคต แผ่นดินนี้จะต้อง…”
“พระมารดา ทรงเหนื่อยหรือไม่ขอรับ” ก่อนที่พระนางจะกล่าวจบ ไป๋เย่หานก็เอ่ยขัดขึ้นมา “พักที่ศาลาข้างหน้าเสียหน่อยเถิด”
*[1] กู่ฉินหรือพิณ 7 สาย มีอายุมากกว่า 3,000 ปี ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “ราชาแห่งเครื่องดนตรีจีน”