ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 229 อรุณสวัสดิ์พระชายา
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 229 อรุณสวัสดิ์พระชายา
บทที่ 229 อรุณสวัสดิ์พระชายา
วันต่อมา
กว่าซ่งชิงหลันจะได้นอนก็ดึกมาก จนทำให้นางตื่นสายอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อนางลืมตาตื่นขึ้น ก็พบใบหน้าหล่อของไป๋เย่หานเป็นสิ่งแรก
เขายกยิ้มที่มุมปาก เผยให้เห็นเสน่ห์น่าดึงดูด แล้วเอ่ยขึ้น “อรุณสวัสดิ์พระชายา”
เจ้าของห้องขมวดคิ้วทันที “เหตุใดท่านยังอยู่ที่นี่อีก”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้วอย่างไร้เดียงสา “เมื่อคืนเราหลับไปด้วยกันที่นี่ ข้ากับเจ้าอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน ไม่ให้ข้าอยู่ที่นี่แล้วจะให้อยู่ที่ใดเล่า?”
ซ่งชิงหลันพลันปวดขมับขึ้นมาทันที
นางลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ดึงไป๋เย่หานขึ้นจากที่นอน เอ่ยไล่อย่างกระวนกระวาย “ไป! รีบไปเสียที”
ต้องรีบไล่เขากลับไป ก่อนที่คนอื่นในบ้านจะรู้เข้า
ไป๋เย่หานเข้าใจความคิดนั้นของนางทันที แต่ไม่ยอมให้ความร่วมมือ เอาแต่นอนสบายอยู่ท่าเดิม
ซ่งชิงหลันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเอ่ยยื่นคำขาด “ไป๋เย่หาน ถ้าเจ้ายังนอนอยู่เช่นนี้อีก ต่อไปเจ้าอย่าหวังจะได้ขึ้นเตียงนี้อีก”
ได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มกระโดดออกจากเตียงโดยพลัน
ท่านอ๋องเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ “พระชายา เจ้าหมายความว่าคืนนี้ข้าจะมาขึ้นเตียงเจ้าได้อีกอย่างนั้นใช่หรือไม่?”
หากแต่ซ่งชิงหลันมุมปากกระตุก นี่นางกำลังขุดหลุมฝังตัวเองด้วยคำพูดอยู่หรืออย่างไร
แต่อย่างไรเสียก็ต้องเอาตัวรอดจากตอนนี้ไปก่อน
ซ่งชิงหลันผลักร่างสูงไปที่หน้าห้อง และเมื่อเปิดประตูออกก็พบว่าซ่งชิงหนานกำลังยกมือขึ้นจะเคาะจากด้านนอก โดยที่เด็กแฝดทั้งสองยืนอยู่เคียงข้างน้องชาย
ซ่งชิงหลันชะงักค้าง
ซ่งชิงหนานเองก็ตกใจเช่นกัน เขามองไปทางไป๋เย่หานที่อยู่ในอาการสงบ แล้วเอ่ยอย่างยิ้ม ๆ “ท่านอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย พอดีเฉินเฉินไปหาท่านเพื่อฝึก แต่ไม่พบผู้ใดที่นั่น ดังนั้น เขาจึงมาหาข้า…”
ส่วนซ่งซิงเยว่ก็รีบเอ่ยอย่างดีใจ “ท่านน้ารองดูสิเจ้าคะ ข้าบอกแล้วว่าท่านพ่อมาหาท่านแม่”
“ไม่ เยว่เยว่ คือว่า…” ซ่งชิงหลันอธิบายอย่างร้อนรน “มันเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ไม่ใช่อย่างที่พวกเจ้าคิด”
ซ่งซิงเยว่ขมวดคิ้วถามอย่างจริงจัง “ท่านแม่ แล้วเมื่อใดเราจะมีน้องเล่าเจ้าคะ?”
ใบหน้าของซ่งชิงหลันเปลี่ยนเป็นสีแดงโดยพลัน พร้อมกับระเบิดลูกใหญ่
นางหันไปพูดกับลูกสาวเสียงดัง “ซ่งซิงเยว่ ผู้ใดสอนเรื่องนี้ให้เจ้า!”
ซ่งชิงหนานที่อยู่ข้าง ๆ ก็อายเช่นกัน เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดี จึงรีบเอ่ยขึ้น “เฉินเฉิน เยว่เยว่ เราไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า”
ว่าจบน้ารองก็พาหลานน้อยทั้งสองออกไปจากหน้าห้อง
นี่นางทำบาปกรรมอันใดไว้ ถึงได้เจอเรื่องน่าปวดหัวแต่เช้าเช่นนี้
เมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยหน่ายของนาง ไป๋เย่หานกลับรู้สึกว่ามันดูน่ารักขึ้นเล็กน้อยด้วยซ้ำ จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ซ่งชิงหลันหันหน้ามามอง จ้องเขาเขม็งแล้วตะโกน “ไป๋เย่หาน ยังมีหน้ามาหัวเราะอีก นี่มันความผิดท่านทั้งหมด”
ไป๋เย่หานหยุดขำ แล้วเดินเข้าไปหาซ่งชิงหลัน
นางก้าวหลบทันที แล้วเอ่ยอย่างระแวดระวัง “จะทำอันใดอีกฮะ!”
“พระชายา ข้าเพียงอยากจะเตือนเจ้า ว่าสิ่งที่เยว่เยว่ถามมาจากการสอนของอู่เชียนเชียน”
“ว่าอย่างไรนะ?” ซ่งชิงหลันจ้องเขาอย่างตกใจ
ท่ามกลางความประหลาดใจของซ่งชิงหลัน หานอ๋องก็เดินออกไปเพื่อกลับจวนของตนอย่างมีความสุข
….
ที่ภัตตาคารอวิ๋นหลาย
ตอนนี้ซ่งชิงหลันอยู่ที่ชั้นสองเพื่อดื่มสุรา
หลังจากที่อู่เชียนเชียนมาถึง ก็นั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของนาง แล้วเอ่ยขึ้น “พี่ชิงหลัน ท่านเรียกข้าออกมา มีอาหารใหม่ ๆ จะให้ลองหรือเจ้าคะ?”
ซ่งชิงหลันวางจอกสุราลง เหลือบตาถามน้องสาวทันที “เชียนเชียน ช่วงนี้เจ้าว่างมากหรือ”
“หาเวลาว่างแทบไม่ได้เลยเจ้าค่ะ!” หญิงสาวส่ายหน้าอย่างจริงจัง “ช่วงนี้ข้ายุ่งมาก ตั้งแต่ศิษย์น้องกลายเป็นแม่ทัพ และทุกคนทราบข่าวว่าเขามาจากโรงฝึกจิงอู่ ผู้คนก็เข้ามาขอสมัครเข้าร่วมฝึกกับเรา ข้าต้องช่วยงานศิษย์พี่ใหญ่ เหนื่อยแทบตายเลยเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหลันยิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่อ “หากยุ่งมาก เหตุใดถึงได้มีเวลามาสอนเรื่องแย่ ๆ ให้ลูกข้าเล่า!”
อู่เชียนเชียนตกตะลึงไปทันที
สมองของนางประมวลผลอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็คิดถึงเรื่องที่ซ่งชิงหลันหมายถึงขึ้นมาได้
นางพบว่ารังสีอำมหิตกำลังแผ่ออกมาอย่างช้า ๆ จากตัวพี่สาว ตอนนี้ต้องเพียงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้จึงจะรอดพ้น
ดังนั้นจึงได้รับยกสุราขึ้นจิบ แล้วถามอย่างสงสัย “พี่ชิงหลัน ท่านหมายถึงเรื่องใดเจ้าคะ?”
มีหรือลูกไม้ตื้น ๆ ของอู่เชียนเชียนจะเล็ดลอดจากสายตาเฉียบคมของซ่งชิงหลันไปได้
ซ่งชิงหลันไม่อยากจะเล่นกับอีกฝ่ายแล้ว จึงได้เปลี่ยนมาใช้สีหน้าจริงจังมองไปทางน้องสาวคนสนิท แล้วพูดเสียงเข้ม “จากนี้ไป ห้ามพูดเรื่องมีน้องกับเฉินเฉิน เยว่เยว่อีก พวกเขายังเด็กเกินไปสำหรับเรื่องเหล่านี้”
อู่เชียนเชียนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็วและยอมรับผิด “เจ้าค่ะพี่ชิงหลัน ต่อไปข้าจะไม่พูดอีกแล้ว”
ซ่งชิงหลันขบขันเมื่อได้เห็นน้องสาวยกมือขึ้นมาทำท่าสาบาน “เจ้านี่นะ เป็นเพียงเด็กสาวไม่ทันออกเรือน กลับพูดเรื่องนี้ออกมาได้อย่างไม่ละอาย”
“เอ๋…แต่นั่นมันเป็นเรื่องระหว่างท่านกับท่านอ๋องนี่เจ้าคะ ว่าไปแล้วตอนนี้ท่านกับท่านอ๋องเป็นอย่างไรเจ้าคะ?”
“ไม่มีอันใด” ซ่งชิงหลันย่นคิ้ว “เจ้าเลิกสนใจเรื่องนั้นเสียที และความจริงวันนี้มีอาหารจานใหม่มาจริง ๆ เจ้ารอก่อน อีกสักพักน่าจะพร้อมแล้ว”
อู่เชียนเชียนได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา “พี่ชิงหลัน ท่านใจดีกับข้าเสมอ มีอันใดอร่อย ๆ มาให้กินอีกหรือเจ้าคะ?”
ทั้งสองพูดคุยกันต่อไปอีกหลายเรื่อง
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงสนทนากันของโต๊ะข้าง ๆ
“นี่ เจ้าได้ยินเรื่องจิตรกรอันดับหนึ่งแห่งหลี่โจวหรือไม่ ที่ว่าเขาวาดภาพคนได้เหมือนจริงมาก”
“ข้าได้ยินมาเช่นกัน ไม่กี่วันก่อน ศิลปินผู้นี้สร้างชื่อเสียงในหลี่โจวด้วยการวาดภาพเทพธิดาแม่น้ำลั่ว[1]*”
“ข้าได้ยินว่าเขาวาดเทพธิดาแม่น้ำลั่วออกมาได้เหมือนจริงมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงนางในบทกวีเท่านั้น”
“ไอ้หยา หากได้เห็นภาพวาดนั้น แม้ว่าจะต้องตายก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว”
“นี่เจ้า อย่าเพ้อเจ้อไปหน่อยเลย ข้าได้ยินมาว่าภาพวาดเทพธิดานั่นถูกเสนอราคาหลายหมื่นตำลึง เขาก็ยังไม่ยอมขายเสียด้วยซ้ำ”
“แม่เจ้า หลายหมื่นตำลึงเชียวหรือ แม้แต่ภาพวาดของนักวาดวิปลาสฉูอี้เฟิงก็ยังไม่ได้มีมูลค่าถึงเพียงนั้นเลย”
….
ทันทีที่อู่เชียนเชียนได้ยินชื่อของฉูอี้เฟิงนางก็ตกใจเช่นกัน
หญิงสาวหันไปทางโต๊ะนั้น แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เขาเป็นผู้ใดกัน เก่งมากอย่างนั้นเชียวหรือ ฝีมือดีกว่าฉูอี้เฟิงจริงหรือไม่?”
ในบรรดาแขกที่โต๊ะทั้งหมด มีอยู่คนหนึ่งที่เอาแต่เงียบมาตลอด เขาลูบเคราตนเอง มองที่อู่เชียนเชียน แล้วเอ่ยขึ้นมา “คุณหนูอู่ท่านนี้ไม่รู้อันใดเอาเสียเลย เหนือฟ้ายังมีฟ้า ท่านรู้หรือไม่ว่าเรากำลังเอ่ยถึงจิตกรท่านใดในหลี่โจวกัน”
อู่เชียนเชียนสงสัยขึ้นมา แล้วถามอย่างรวดเร็ว “ผู้ใดเล่า?”
“เขาก็คือบุตรชายของฉูอี้เฟิง ฉูซื่อโม่วอย่างไรเล่าขอรับ”
*[1] เทพธิดาแม่น้ำลั่ว เทพธิดาผู้งดงามองค์หนึ่งในบทกวี