ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 231 เจ้ามีภรรยาแล้วหรือยังเล่า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 231 เจ้ามีภรรยาแล้วหรือยังเล่า
บทที่ 231 เจ้ามีภรรยาแล้วหรือยังเล่า
คืนนั้น ที่จวนแม่ทัพมีชีวิตชีวาอย่างมาก
เมื่อทราบถึงข่าวการมาของฉูซื่อโม่ว ซ่งชิงตงและน้อง ๆ ก็พากันกลับมาบ้านก่อนเวลา ซ่งชิงหลันเองก็เตรียมอาหารมื้อใหญ่เป็นการต้อนรับโดยเฉพาะ
ทุกคนนั่งกินมื้อค่ำกันอย่างพร้อมหน้าบนโต๊ะตัวเดียวกัน สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสุขที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังหายหน้าจากกันไปนาน
แม่เฒ่าซ่งดูยินดีเป็นอย่างมาก นางมองไปยังฉูซื่อโม่วแล้วเอ่ยขึ้น “ซื่อโม่ว ย่าไม่ได้เจอเจ้ามาสี่ปี ดูหล่อเหลาขึ้นเอาการ เจ้ามีภรรยาแล้วหรือยังเล่า”
ฉูซื่อโม่วชำเลืองมองอู่เชียนเชียนอย่างไม่รู้ตัว จากนั้นส่ายหน้าอย่างไม่เขินอายและรีบตอบ “ท่านย่า ข้ายังไม่ได้แต่งงานขอรับ”
อู่เชียนเชียนรู้สึกถึงสายตาของเขาจึงหันมาจ้องกลับ แล้วถามด้วยเสียงต่ำ “เจ้ามองข้าอย่างนั้นคิดกระไรอยู่”
“ข้า…” ฉูซื่อโม่วกำลังลำบากใจอย่างแท้จริง นี่เขาชัดเจนถึงเพียงนี้ นางยังไม่รู้อีกหรือ
ซ่งชิงตงมองท่าทางที่แสนหดหู่ของน้องนอกไส้ ก็เปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว “เหตุใดเจ้าไม่บอกล่วงหน้าเล่าว่าจะมาเมืองหลวง ข้าจะได้ไปรอรับที่ท่าเรือ”
ฉูซื่อโม่วยิ้มตอบ “ข้าได้ยินเถ้าแก่จินเล่าว่าพี่ชิงตงไปค้าขายทั้งตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันตกเฉียงเหนือ อีกทั้งกำลังยุ่งกับงานมาก ข้าจึงไม่อยากรบกวนท่านขอรับ”
“ท่านพี่ซื่อโม่ว เหตุใดถึงพูดเช่นนั้นเล่า” อยู่ ๆ ซ่งชิงเป่ยก็ยกจอกสุราขึ้น “เราพี่น้องกัน ท่านต้องถูกลงโทษด้วยการดื่มเหล้าจอกนี้”
“เอาเถิด ข้าผิดไปแล้ว” ฉูซื่อโม่วยกจอกสุราขึ้นดื่ม
อู่เชียนเชียนที่อยู่ด้านข้างพบว่ามันสายเกินไปที่จะห้ามปราม จึงกระซิบที่ข้างหูชายหนุ่ม “เจ้าอยากตายหรืออย่างไร รีบดื่มถึงเพียงนั้น ลืมไปแล้วหรือว่าตัวเองดื่มไม่ได้”
ฉูซื่อโม่วกะพริบตาแล้วเอ่ยตอบนาง “อันที่จริงข้าดื่มเก่งขึ้นแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาขอรับ เพราะเริ่มฝึกดื่มมาบ้างเล็กน้อย”
สิ่งที่เขาไม่ได้บอกนางคือ ที่ฝึกนั่นก็เพื่อนาง
อู่เชียนเชียนมองด้วยความสงสัย
แต่เมื่อเห็นว่าหลังจากดื่มไปได้หนึ่งจอก แล้วเขาดูไม่มีอาการผิดปกติก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเองเสียงเบา “เก่งขึ้นแล้วจริง ๆ”
หลิวกุ้ยเสียยืนขึ้นแล้วพูดขึ้น “เอาเถิด สุราเก็บไว้ดื่มต่อในภายหลัง กินข้าวกันก่อน ไม่อย่างนั้นอาหารจะเย็นเสียหมด”
“นานแล้วที่ไม่ได้กินอาหารฝีมือท่านพี่ชิงหลัน ข้าคิดถึงเหลือเกินขอรับ”
หลังจากว่าจบ ฉูซื่อโม่วก็กำลังจะจับตะเกียบขึ้นมา ทันใดนั้นก็มีเสียงหยอกล้อดังขึ้นข้างหลัง “วันนี้จวนนี้ช่างดูมีชีวิตชีวาเสียจริง พระชายาเตรียมอาหารน่ากินเอาไว้ถึงเพียงนี้ ไม่คิดเรียกข้าบ้างหรืออย่างไร”
ซ่งชิงหลันปวดหัวทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น
หากแต่ซ่งซิงเยว่กลับยินดีอย่างยิ่ง เด็กหญิงกระโดดลงจากเก้าอี้โดยพลัน และวิ่งตรงไปทางไป๋เย่หาน พร้อมตะโกนเสียงดัง “ท่านพ่อ ท่านพ่อมาทำอันใดเจ้าคะ”
ส่วนฉูซื่อโม่วตกใจอย่างมาก
เขามองอู่เชียนเชียนที่อยู่ข้างกัน พูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ “พ่อหรือ…เกิดอันใดขึ้นกันขอรับ”
อู่เชียนเชียนทำท่าทางให้เขาเงียบเสียงลง แล้วตอบเสียงเบา “เรื่องนี้ยาวมากและค่อนข้างซับซ้อน เอาไว้ข้าจะอธิบายให้ฟังในภายหลัง”
ว่าจบก็โบกมือให้ฉูซื่อโม่วอีกครั้งแล้วพูดว่า “ขยับมาอีก จะได้มีที่ให้ท่านหานอ๋อง”
เมื่อเห็นว่าทุกคนขยับที่ให้กับไป๋เย่หานอย่างเป็นปกติ ปล่อยให้เขาเข้ามานั่งข้างตน ซ่งชิงหลันก็จนใจจะอธิบายในตอนนี้ เพราะรู้ว่าอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์
หลังจากที่ไป๋เย่หานนั่งลงก็มองไปทางฉูซื่อโม่ว แล้วหันกลับมาถามซ่งชิงหลัน “ผู้นี้คือ…”
เขานั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองต่อบุรุษทุกคนที่ปรากฏตัวอยู่รอบ ๆ กายซ่งชิงหลัน
ซึ่งซ่งชิงตงยังรู้สึกได้ถึงความขุ่นเคืองนั้น จึงได้รีบแนะนำ “นี่คือฉูซื่อโม่วขอรับ เป็นสหายข้าจากหลี่โจว เขามาที่เมืองหลวงเมื่อสี่ปีก่อนและสนิทสนมกับตระกูลเราเป็นอย่างมาก”
ความหมายแฝงนั้นไม่สามารถชัดเจนไปได้มากกว่านี้ ว่าคนคนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับซ่งชิงหลันในทางอื่นใด
“โอ้” ไป๋เย่หานพยักหน้าและไม่ได้สนใจอีก
จากนั้นทุกคนก็เริ่มจับตะเกียบเพื่อทานอาหารร่วมกัน
ไป๋เย่หานคีบปลาเปรี้ยวหวานลงในชามของซ่งชิงหลัน “พระชายา กินปลาสิ”
ซ่งชิงหลันเอ็ดขึ้นทันที “ข้ามีมือ คีบเองได้ ไม่ต้องมายุ่ง”
เมื่อเห็นอย่างนั้น ซ่งซิงเยว่จึงยื่นชามใบเล็กของนางให้บิดาทันที แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อ ข้าอยากกินปลาด้วยเจ้าค่ะ”
“ได้อยู่แล้ว เยว่เยว่ของพ่อ น่ารักที่สุด” หลังจากนั้นไป๋เย่หานก็เอาก้างออกจากเนื้อปลาอย่างระมัดระวัง แล้วคีบมันลงไปในชามของลูกสาว
ซ่งชิงหลันเห็นท่าทางตั้งอกตั้งใจ ระมัดระวังเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหวั่นไหว
นางหมกมุ่นอยู่กับการมองเขาดูแลลูก ๆ จนไป๋เย่หานหันมายิ้มเจ้าเล่ห์หยอกล้อ “ภรรยา เจ้าอยากให้ข้าเอาก้างปลาออกให้ด้วยหรือ”
ซ่งชิงหลันกลอกตาแล้วตอบอย่างทันควัน “หยุดเพ้อเจ้อได้แล้ว”
อู่เชียนเชียนมองทั้งคู่เถียงกันแล้ว ก็รู้สึกถึงบรรยากาศของความหวานขึ้นมา
กลับกัน ฉูซื่อโม่วเห็นว่านางกำลังยกยิ้ม ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย จึงเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้ายิ้มอันใดหรือ มีเรื่องดี ๆ หรือไม่ บอกข้าด้วยสิ”
“ก็ท่านซื่อบื้อนี่ บอกไปก็ไม่เข้าใจ”
ฉูซื่อโม่วยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ นางรู้ทุกอย่างดีกว่าเรื่องของเขาอยู่เสมอ
….
หลังอาหารเย็น ทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
ฉูซื่อโม่วเองก็อยู่พักที่จวนแม่ทัพ เขานอนไม่หลับแม้ว่าจะดึกแล้ว เพราะอยู่ ๆ ก็ได้รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทำให้ต้องครุ่นคิดด้วยความสับสน
ชายหนุ่มเปิดประตูออกไปยืนในลานบ้านที่ว่างเปล่า เงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์บนท้องฟ้า
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง “ดึกป่านนี้ยังไม่นอนอีก มัวทำอันใดอยู่”
ฉูซื่อโม่วเห็นว่าเป็นซ่งชิงหนานที่เดินเข้ามาอย่างช้า ๆ
ทั้งสองนั่งลงด้วยกันที่ม้านั่งหิน อยู่ ๆ ฉูซื่อโม่วก็เอ่ยขึ้น “ห่างไปสี่ปี ข้าไม่คิดว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้เลย เจ้ากลายเป็นแม่ทัพ ชิงซีก็เป็นขุนนาง ท่านพี่ชิงตงหรือก็เป็นพ่อค้าผู้มีชื่อเสียงในเมืองแห่งนี้ ที่น่าแปลกใจสำหรับข้าที่สุดก็คือสามีของพี่ชิงหลันยังไม่ตาย และยังเป็นถึงท่านอ๋อง ทั้งหมดนี่มัน น่าเหลือเชื่อจริง ๆ”
ซ่งชิงหนานยิ้มแล้วพูดบ้าง “ในพริบตา เจ้าเองก็กลายเป็นจิตรกรเอกที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปหลายเมือง และหลังจากที่ผ่านไปหลายปี เจ้าก็ยังคงชอบพอในศิษย์พี่ของข้า”
ฉูซื่อโม่วตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ เอ่ยอย่างอับจนหนทาง “ทุกคนรู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว เว้นก็แต่เพียงนางเท่านั้นที่ไม่เข้าใจข้าเสียที”
“อย่าเพิ่งท้อใจไปเลย ศิษย์พี่ก็เป็นเช่นนั้น มักจะรู้ตัวช้าในบางเรื่อง นางอาจจะไม่รู้ตัว แต่ความจริง นางสนใจเจ้ามานานแล้ว”
“จริงหรือ” ฉูซื่อโม่วอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยิน
ซ่งชิงหนานยิ้มอย่างมีความหมายแล้วเอ่ยต่อ “ศิษย์พี่เฝ้ารอวันที่จะได้กลับมาพบเจ้าอีกครั้ง หากนางไม่ได้มีเจ้าอยู่ในใจ เหตุในจึงจะยังรออยู่นานเช่นนี้ได้เล่า”
“ชิงหนาน ว่ากันตามตรง กลับมาคราวนี้ข้ามีเป้าหมายเพียงเพื่อพบคุณหนูอู่เท่านั้น ดังนั้นช่วยแนะนำข้าที ว่าต้องทำอย่างไรดี”
“เอาเถิด หากเจ้าอยากให้ข้าช่วยคิด ก็ต้องตอบคำถามข้ามาก่อน”
“เจ้าอยากรู้เรื่องใด”
ซ่งชิงหนานยิ้มแล้วพูดออกมาสั้น ๆ “เทพธิดาแม่น้ำลั่ว”