ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 233 เจ้าบอกว่าไม่ได้สนิทสนมกับท่านอ๋องไม่ใช่หรือ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 233 เจ้าบอกว่าไม่ได้สนิทสนมกับท่านอ๋องไม่ใช่หรือ
บทที่ 233 เจ้าบอกว่าไม่ได้สนิทสนมกับท่านอ๋องไม่ใช่หรือ
หลิวหรูเยว่มองไป๋เย่หานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม นางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “ท่านอ๋องทรงมาที่นี่เพื่อซื้อเสื้ออย่างนั้นหรือเพคะ?”
ไป๋เย่หานไม่ตอบคำและไม่แม้แต่จะมองหน้านาง แต่หันไปพูดกับซ่งชิงหลันแทน “ข้าจะไปข้างในก่อน”
จากนั้นก็เดินผ่านทั้งสองเข้าไปในร้านเสื้อชิงเยว่
ซึ่งหลิวหรูเยว่อดไม่ได้ที่จะมองซ่งชิงหลันอย่างสงสัย
ท่าทางราวกับกำลังถามว่า ‘เจ้าบอกว่าไม่ได้สนิทสนมกับท่านอ๋องไม่ใช่หรือ’
ซ่งชิงหลันสาปแช่งไป๋เย่หานในใจ แต่ภายนอกยังคงแสดงสีหน้าปกติพร้อมเอ่ยกับหลิวหรูเยว่ “คุณหนูมาซื้อเสื้อผ้าหรือเจ้าคะ ถ้าอย่างนั้นก็เชิญด้านในเจ้าค่ะ”
ว่าจบซ่งชิงหลันก็เดินเข้าไปในร้านก่อน
นางไม่ได้อยากจะสนิทสนมกับหลิวหรูเยว่นัก ประการแรก เป็นเพราะรู้เรื่องที่ว่าตระกูลหลิวใช้แผนสกปรกกับซ่งชิงซี จนเขาเกือบจะไม่ได้เข้าสอบคัดเลือกขุนนาง และประการที่สอง เมื่อได้เห็นสายตาท่าทางเขินอายที่นางมองไป๋เย่หาน หน้าผากของคุณหนูก็ราวกับจะติดคำว่า ‘ข้าชอบไป๋เย่หาน’ สลักเอาไว้
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของซ่งชิงหลัน ชิงเถา สาวใช้ของหลิวหรูเยว่ก็ขุ่นเคืองโดยพลัน “คุณหนู ดูท่าทางของนางสิเจ้าคะ คุณหนูเป็นถึงบุตรสาวใต้เท้าหลิวแต่นางเป็นเพียงเจ้าของร้านเสื้อผ้ากลับลอยหน้าลอยตาเหลือเกิน คิดว่าสูงส่งมาจากที่ใดกัน สตรีดี ๆ ที่ใดจะต้องมาทำงานค้าขายเช่นนี้”
“ชิงเถา หุบปาก!” หลิวหรูเยว่ส่งสายตาดุดัน “แม่นางซ่งผู้นี้ไม่ได้เป็นผู้หญิงธรรมดาอย่างที่เจ้าคิด”
“ไม่ธรรมดาอย่างนั้นหรือเจ้าคะ นางมีเบื้องหลังอย่างไรกัน?”
“ทุกวันนี้ ขุนนางหนุ่มที่เป็นที่กล่าวขวัญในราชสำนักย่อมต้องเป็นแม่ทัพซ่งชิงหนาน และผู้ได้ตำแหน่งขุนนางคราวนี้อย่างซ่งชิงซี ทั้งสองต่างเป็นน้องชายของนาง นอกจากนี้ สตรีที่มีอำนาจถึงเพียงนี้ ย่อมต้องมากเล่ห์เหลี่ยมจึงสามารถดูแลกิจการใหญ่โตในเมืองได้ นางไม่ใช่คนที่เราจะเป็นศัตรูด้วยได้ง่าย ๆ”
ชิงเถาขบกรามอย่างไม่พอใจ “เช่นนั้นจะปล่อยนางไปอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”
“เจ้ารับใช้ข้ามานาน ยังไม่เข้าใจอีกหรือว่าไม่ควรด่วนทำสิ่งใดหากไม่ถึงเวลา” หลิวหรูเยว่ยิ้มจาง “คนทำการค้าขายย่อมแสวงหาความมั่งคั่ง ในเมื่อนางชอบเงิน ข้าก็ให้สิ่งนั้นกับนาง ไปกันเถิด”
ชิงเถายิ้มกับตนเอง “คุณหนูของข้าน้อยหลักแหลมเสมอเจ้าค่ะ”
จากนั้นนางก็รีบเดินตามผู้เป็นนายไป
เมื่อหลิวหรูเยว่เข้าไปในร้านเสื้อชิงเยว่ นางก็กวาดสายตาไปรอบ ๆ เพื่อมองหาไป๋เย่หานทันที
จากนั้นเหอไห่หลิงรีบเข้ามาทักทายลูกค้าด้วยรอยยิ้ม “คุณหนูหลิวมาถึงที่นี่ วันนี้ที่ร้านเรามีเสื้อผ้าแบบใหม่ ๆ จำนวนมากเจ้าค่ะ ให้ข้านำคุณหนูไปพักที่ห้องรับรองดีหรือไม่เจ้าคะ”
“อื้ม…” หลิวหรูเยว่ตอบอย่างไม่หันมามอง แล้วถามต่อ “ข้าเห็นท่านหานอ๋องทรงเข้ามาที่นี่ แล้วตอนนี้เหตุใดจึงไม่พบท่านอ๋องเล่า”
เหอไห่หลิงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็อาศัยไหวพริบของตนทำความเข้าใจเจตนาของคุณหนูผู้นี้ได้ในทันที
นางอธิบายอย่างรวดเร็ว “ท่านหานอ๋องทรงเป็นแขกคนสำคัญของร้านเราเจ้าค่ะ เสื้อผ้าของท่านอ๋องต้องเป็นรูปแบบเฉพาะเท่านั้น หลันหลันของเราจะเป็นผู้ดูแลด้วยตนเอง ตอนนี้ท่านอ๋องกำลังทรงพูดคุยกับนางเป็นการส่วนตัวเจ้าค่ะ”
นางย่อมไม่สามารถพูดได้ตามตรงว่าท่านอ๋องตามติดซ่งชิงหลันเข้าไปในห้องทำงาน เพราะหลานสาวคงไม่พอใจเอาได้ แม้ว่าซ่งชิงหลันจะไม่ยอมรับแต่ทุกคนสามารถมองออกกันทั้งนั้นว่า ท่านอ๋องพึงใจต่อนางเพียงใด
ดังนั้นผู้ดูแลร้านจึงแจ้งไปเช่นนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับซ่งชิงหลัน
เหอไห่หลิงถามอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม “คุณหนูหลิว ท่านต้องการดูแบบเสื้อผ้าเลยหรือไม่เจ้าคะ”
หากแต่ชิงเถาชิงตอบด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เรามาถึงที่นี่ย่อมต้องมาดูเสื้อผ้า ไม่ได้มาพูดคุย เหตุใดเจ้าจึงไม่รีบให้ผู้ช่วยเอาแบบเสื้อผ้ามาบริการคุณหนูอีกเล่า”
“อ้อ ใช่เจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นคุณหนูโปรดนั่งพักที่ส่วนรับรองเพื่อรอแบบสักครู่นะเจ้าคะ”
เหอไห่หลิงพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นก็ออกมาโบกมือให้เสี่ยวฟางที่อยู่บริเวณนั้น พลางเอ่ยกับเขา “ไปเตรียมชาชั้นดีและของว่างมาบริการคุณหนูหลิวด้วย”
เสี่ยวฟางขมวดคิ้วแล้วบ่นอย่างปวดหัว “สาวใช้คุณหนูหลิวนี่เอาใจยากเสียจริง มีเพียงท่านที่อดทนกับนางได้ ข้าไม่เคยเห็นสาวใช้ที่วางอำนาจยิ่งกว่าเจ้านายเช่นนี้มาก่อน”
เหอไห่หลิงส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “เจ้ายังเด็กเกินไป เข้าใจเพียงผิวเผิน รีบไปทำงานเสียเถิด”
ตามคำว่าสุนัขไม่ต่างอันใดกับเจ้าของ สาวใช้ประจำตัวเป็นหน้าตาของผู้เป็นนายเช่นกัน
สาวใช้อย่างนางจะกล้าอวดดี โดยที่นายเป็นเพียงสตรีไร้เดียงสาได้อย่างไรกัน
ดังนั้น หากมองว่าชิงเถาเป็นคนอวดดีรับมือยาก ก็ย่อมเป็นเพราะคุณหนูผู้เป็นนายต่างหากที่รับมือยากเสียยิ่งกว่า
คุณหนูจากตระกูลหลิวผู้นั้นไม่ได้เป็นเพียงสาวไร้เดียงสา ไร้พิษสงอย่างที่เห็นจากภายนอกเป็นแน่
…
ทันทีที่ซ่งชิงหลันเข้าไปในห้องทำงาน ก็นั่งลงที่โต๊ะประจำตัว ตรวจสอบบัญชีต่าง ๆ ที่ป้าสะใภ้นำมาให้อย่างละเอียด
ส่วนไป๋เย่หานนั่งลงตรงข้ามนาง จ้องมองใบหน้างดงามนั้นอย่างใกล้ชิดด้วยดวงตาคมคู่นั้น
เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งก้านธูป ซ่งชิงหลันอ่านบัญชีไปได้เพียงสามหน้า
แล้วนางก็ไม่สามารถอดทนต่อสายตาของชายหนุ่มได้อีกต่อไป จึงปิดสมุดบัญชีลง สบตาเขาพร้อมบ่นขึ้น “ไป๋เย่หาน เมื่อใดท่านจะเลิกกวนสมาธิข้าเสียที”
เขามองซ่งชิงหลันกลับด้วยดวงตาพาซื่อ “ข้ายังไม่ได้ทำอันใดเลย”
ใช่ ทั้งหมดที่เขาพูดเป็นความจริง
ซ่งชิงหลันกัดฟัน พูดออกมาทีละคำ “เลิกมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเสียที หันหน้าไปทางกำแพงโน่น”
ระหว่างที่เอ่ยก็ชี้ไปทางกำแพงข้าง ๆ
ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นจากที่นั่ง ก้าวเข้ามาประชิดตัวเจ้าของร้านสาว
เท้ามือของเขาลงบนโต๊ะทำงานของนาง โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้หญิงสาวที่กำลังหงุดหงิด ซึ่งซ่งชิงหลันรีบเอนตัวหลบอย่างไม่ทันคิด เพื่อถอยห่างจากใบหน้าของเขา
ไป๋เย่หานเอียงศีรษะมองหน้านาง ยกยิ้มที่มุมปาก เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มมีเสน่ห์ “เพียงข้ามองเจ้า ก็ทำให้เสียสมาธิได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถ้าอย่างนั้น เหตุใดเราไม่…”
ทันใดนั้นประตูก็ถูกเปิดออก
เป็นหลี่ซิ่วซิ่วที่หน้าประตูตกใจกับภาพที่เห็น ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางเปลี่ยนเป็นสีลูกตำลึงสุก ท่าทางของคนทั้งสองช่างคลุมเครือ ชวนคิดเป็นอื่น
หญิงสาวอุทานออกมาในใจไม่รู้จบ ว่าเหตุใดต้องเป็นนางที่มาเห็นเช่นนี้อยู่เสมอ
หากทั้งสองต้องการจะอวดความรักที่มีต่อกัน เหตุใดจึงไม่ไปที่บ้าน…
ซ่งชิงหลันถูกไป๋เย่หานรังแกด้วยวิธีเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง จนนางคุ้นชินมากยิ่งขึ้น เมื่อรู้ว่าอธิบายก็ไร้ประโยชน์จึงปล่อยให้มันผ่านไป
นางเพียงยกมือขึ้นดันศีรษะของไป๋เย่หานให้ถอยออกไป แล้วเอ่ยกับหลี่ซิ่วซิ่วที่ยืนนิ่งอยู่ “เข้ามา ปิดประตูด้วย”
“อ้อ…โอ้ เจ้าค่ะ” ในที่สุด หลี่ซิ่วซิ่วก็ดึงสติกลับมา นางเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว หันหลังไปปิดประตู การเคลื่อนไหวทั้งหมดดูเร่งรีบอย่างประหม่า
ซ่งชิงหลันถามต่อ “มีอันใดอย่างนั้นหรือ?”
“เอ่อ… นี่…” ช่างเย็บปักสาวดูเขินอาย มองไปทางไป๋เย่หาน
ดวงตาของซ่งชิงหลันพลันมืดมน นางเข้าใจว่าเรื่องนี้คงเกี่ยวข้องกับเขา จึงพูดขึ้น “มีอันใดก็รีบพูดมาเสียที”