ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 245 ท่านมีความเสียใจในอดีตอันใดหรือไม่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 245 ท่านมีความเสียใจในอดีตอันใดหรือไม่
บทที่ 245 ท่านมีความเสียใจในอดีตอันใดหรือไม่
เวลานี้วันแต่งงานของซ่งชิงตงและหลี่ซิ่วซิ่วถูกกำหนดแล้ว
ซ่งชิงตงยังคงต้องยุ่งอยู่กับเรื่องโรงย้อมแห่งใหม่ที่หมู่บ้านหลิ่ว ดังนั้นซ่งชิงหลัน แม่เฒ่าซ่งและหลิวกุ้ยเสียจึงรับหน้าที่เตรียมงานแต่งงาน
หลิวกุ้ยเสียเชิญแม่สื่อที่ดีที่สุดในเมืองหลวงไปมอบสินสอดให้ครอบครัวหลี่ ซึ่งถือว่าเป็นการให้เกียรติ
แม่เฒ่าซ่งก็บอกแล้ว หลานชายคนโตแต่งงานจะต้องทำให้ครึกครื้นเสียหน่อย นางจัดการเขียนรายชื่อญาติ ๆ ที่จะเชิญมางานเลี้ยงแล้ว
ส่วนซ่งชิงหลันก็มุ่งความสนใจทั้งหมดไปกับการทำชุดแต่งงานใหม่ให้ทั้งสองคน
เพียงแบบร่างชุดแต่งงานนี้ ก็ไม่รู้ว่านางร่างไปมากน้อยเพียงใดแล้ว
อู่เชียนเชียนนั่งอยู่ข้าง ๆ มองแบบร่างที่ซ่งชิงหลันคัดทิ้งทีละแผ่น เอ่ยออกมาอย่างอดไม่ได้ “พี่ชิงหลัน ข้าคิดว่าแบบเสื้อผ้าที่ท่านวาดล้วนงดงาม เหตุใดท่านจึงยังไม่พอใจอีกเล่าเจ้าคะ”
ซ่งชิงหลันยังคงวาดแก้ไขอยู่ กล่าวตอบ “จะว่าสวยก็สวย แต่ข้าคิดว่ามันยังขาดสิ่งใดไป”
อู่เชียนเชียนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “ชุดแต่งงานเหล่านี้ก็คล้าย ๆ กันหมดกระมัง สวมมงกุฎเฟิงกวนและสายสะพายเสียเพ่ย เช่นนั้นก็แดงสว่างไปทั้งตัวแล้วเจ้าค่ะ ไม่มีผู้ใดสนใจรายละเอียดถึงเพียงนั้นหรอกเจ้าค่ะ”
“ถึงแม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่งานแต่งงาน ในชีวิตหนึ่งจะมีครั้งเดียว จะต้องเอาใจใส่ให้มาก ข้าไม่อยากให้ชิงตงและซิ่วซิ่วเสียใจภายหลัง”
เพียงอู่เชียนเชียนได้ยินก็กวาดสายตา หันหน้ามามองซ่งชิงหลัน เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “พี่ชิงหลัน เช่นนั้นท่านมีความเสียใจในอดีตอันใดหรือไม่เจ้าคะ”
“ข้าหรือ” ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว “มันผ่านมานานเกินไป ข้าจำไม่ได้”
คำพูดนี้ ซ่งชิงหลันไม่ได้โกหก
นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใด นางมีความทรงจำอื่น ๆ เกี่ยวกับเจ้าของร่างเดิม เพียงแต่ในส่วนของการแต่งงานนั้นกลับมีเพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อย ไม่สามารถเชื่อมโยงได้เลย
อู่เชียนเชียนเห็นว่าสีหน้านางไม่สู้ดี ก็เอ่ยแนะนำ “ท่านพี่ชิงหลัน ถ้าหากท่านจำไม่ได้แล้ว ก็ให้ท่านอ๋องแต่งงานกับท่านอีกครั้งสิเจ้าคะ อย่างไรเสีย ตอนนี้ท่านอ๋องก็มีฐานะแตกต่างไปแล้ว ว่ากันตามเหตุผล พวกท่านก็ควรจัดงานเลี้ยงแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่จึงจะถูก!”
“ข้าจะไม่แต่งงานกับเขา!” ซ่งชิงหลันปฏิเสธในทันที
ทันใดนั้นเอง ตรงประตูก็มีเสียงฉูซื่อโม่วดังออกมา “อ้าว ท่านอ๋อง เหตุใดจึงมายืนอยู่ตรงประตูหรือขอรับ”
ซ่งชิงหลันเงยหน้ามองไป ก็เห็นว่าตรงประตูมีร่างสูงโปร่งที่คุ้นเคย
นางขมวดคิ้วอย่างเป็นกังวลโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนั้นมานานเพียงใดแล้ว แล้วจะได้ยินหรือไม่…
อู่เชียนเชียนเองก็ประหม่าอย่างมาก นางเม้มปาก หันหน้ามองไปทางฉูซื่อโม่วที่ประตู “ซื่อโม่ว เจ้ามาหาข้าหรือ”
กล่าวจบ นางก็ยืนขึ้นแล้วเดินไปยังประตู “ไปกันเถิด เราเดินไปคุยไปดีกว่า”
“ไม่ใช่ ข้านำภาพมาให้ท่านพี่ชิงหลัน…” เมื่อเห็นอู่เชียนเชียนลากตนไปอย่างรีบร้อน ฉูซื่อโม่วก็จนปัญญา ส่งม้วนภาพไปตรงหน้าไป๋เย่หาน “ท่านอ๋องขอรับ ให้ท่านก็คงไม่ต่างกัน”
กล่าวจบ เขาก็ปล่อยให้อู่เชียนเชียนลากตัวไป
ไป๋เย่หานเดินเข้ามา วางม้วนภาพลงบนโต๊ะ นั่งลงข้าง ๆ ซ่งชิงหลัน มองภาพวาดที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะแวบหนึ่ง จากนั้นก็มองท่าทางของซ่งชิงหลันที่กำลังวาดภาพอย่างจริงจัง ก็อดไม่ได้ที่จะปวดใจเล็กน้อย “เหตุใดเจ้าจึงใส่ใจงานแต่งครั้งนี้นัก อย่าหักโหมตัวเองไปเลย”
ซ่งชิงหลันหาเวลาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “ท่านจะไปรู้อันใด พี่สาวคนโตก็เหมือนแม่ ในเมื่อไม่มีพ่อแม่แล้ว งานแต่งงานของน้องชายก็ย่อมต้องเป็นข้าที่ทำงานหนักเพื่อเขา”
นางกล่าวเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะให้ไป๋เย่หานนึกถึงงานแต่งงานของตนกับนาง
นางเป็นบุตรสาวคนโตของบ้าน ในตอนนั้น ตระกูลอาสะใภ้ที่ไม่สนใจ ในตระกูลก็มีเพียงท่านย่าที่แก่แล้ว ตอนที่นางแต่งงานก็ไม่ได้มีผู้ใดคอยจัดการอันใดให้อย่างสุดกำลัง นางในตอนนั้นจะต้องรู้สึกอย่างไรกัน
ไป๋เย่หานยิ่งปวดใจมากขึ้น
อยู่ ๆ ในตอนนั้น ซ่งชิงหลันก็หยิบเอาแผ่นภาพขึ้นมาสองสามแผ่น กล่าวกับไป๋เย่หาน “ท่านออกความเห็นให้ข้าที ดูว่าชุดใดสวย”
หลังจากถามจบ นางก็รู้สึกว่าพรวดพราดไปหน่อย จึงเปลี่ยนคำพูด “ช่างเถิด ถามท่านไปก็ไร้ประโยชน์”
ซ่งชิงหลันกำลังจะชักมือกลับ ไป๋เย่หานกลับคว้าแผ่นภาพในมือของนางแล้วดูอย่างตั้งใจทีละแผ่น
หลังจากนั้นเขาก็ชี้ไปยังแผ่นภาพใบหนึ่งแล้วกล่าว “ชุดนี้”
ซ่งชิงหลันยื่นหน้ามาดูก็พยักหน้า “อืม “ข้าเองก็คิดว่าชุดนี้มีเอกลักษณ์มากกว่า”
“ข้าหมายความว่า ชุดนี้เหมาะกับพระชายาที่สุดต่างหาก”
ซ่งชิงหลันมองไป๋เย่หาน งุนงงเล็กน้อย
แววตาของเขาอ่อนโยนขึ้นมา และอยู่ ๆ ก็เอ่ยปาก “เช่นนั้นพวกเรามาแต่งงานกันอีกครั้งเถิด”
ในครั้งนี้เขาจะแต่งงานกับนางอย่างสง่าผ่าเผย
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วเล็กน้อย พร้อมทำสีหน้างุนงง “ไป๋เย่หาน ท่านไม่สบายหรือ ถ้าหากท่านอยากจะแต่งงาน เช่นนั้นก็แต่งไปสิ แต่อย่ามาลากข้าไปเกี่ยว”
ไป๋เย่หานดึงดันขึ้นมา “หากข้าไม่ลากเจ้ามาเกี่ยว เช่นนั้นก็ไม่มีภรรยาให้แต่งด้วย แล้วจะให้ข้าแต่งได้อย่างไรเล่า”
“ท่านอยากแต่งกับผู้ใดก็แต่งกับคนนั้น ไม่เกี่ยวกับข้า”
“เจ้ามีลูกให้ข้าแล้ว จะไม่เกี่ยวกับเจ้าได้อย่างไร ไม่อย่างนั้นพวกเราก็แต่งงานวันเดียวกับพวกชิงตงไปเลย เจ้าว่าอย่างไร”
“นี่ท่านโง่หรือ จะแต่งงานก็ต้องดูฤกษ์ยาม จะแต่งวันเดียวกับผู้อื่นได้อย่างไร”
เพียงไป๋เย่หานได้ฟัง แววตาก็เป็นประกายแล้วกล่าว “เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ตกลงแล้วใช่หรือไม่”
ซ่งชิงหลันสีหน้าสงสัย “ข้าตกลงอันใดกัน”
“ตกลงแต่งงานกับข้าอย่างไรเล่า!”
ซ่งชิงหลันกลอกตาด้วยสีหน้าไร้คำจะกล่าว นี่เขาเข้าใจสิ่งที่นางพูดเป็นเช่นนั้นไปได้เสียแล้วหรือ
นางยอมให้กับความไร้เหตุผลของไป๋เย่หานจริง ๆ
สุดท้ายแล้วซ่งชิงหลันก็โมโห ผลักไป๋เย่หานออกจากห้อง กล่าว “ท่านรีบไปเสีย อย่ามารบกวนข้าอีก!”
กล่าวจบก็ปิดประตูดัง ‘ปัง!’ ขังเขาไว้ด้านนอก
เมื่อได้ยินเสียงไป๋เย่หานจากไป ซ่งชิงหลันก็ถอนหายใจโล่งอก
นางกลับมาตรงหน้าโต๊ะ จากนั้นก็พบว่ามีม้วนภาพม้วนหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
“เอ๋ นี่มันอันใดกัน” กล่าวจบ ซ่งชิงหลันก็คลี่ม้วนภาพออกดู
บนภาพนั้นเป็นภาพของคนสี่คนกำลังเล่นว่าว
ชายหนุ่มรูปงามสวมชุดคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มโอบหญิงสาวจากด้านหลัง หญิงสาวสวมชุดกระโปรงสีควันบุหรี่ มีใบหน้างดงาม
มือของชายหนุ่มวางอยู่บนมือของหญิงสาว กำลังสอนวิธีเล่นว่าวให้นาง สีหน้าของทั้งสองคนล้วนเผยรอยยิ้มสดใส
ส่วนข้างกายพวกเขานั้น มีเด็กชายหนึ่งคนกับเด็กหญิงหนึ่งคนยืนอยู่ ในมือของพวกเขาแต่ละคนก็กำลังเล่นว่าว ใบหน้ามีรอยยิ้มประดับ มองบิดามารดาของตน
ภาพที่ฉูซื่อโม่ววาด ก็คือภาพตอนที่พวกเขาเล่นว่าวที่หมู่บ้านหลิ่ว
ซ่งชิงหลันตกตะลึงกับฝีมือการวาดภาพที่มีชีวิตชีวาของเขา จากนั้นก็มองตัวเองในภาพด้วยความรู้สึกงุนงง
จากรอยยิ้มที่คิ้วและดวงตาของนางในภาพวาด ดูออกถึงความรู้สึกมีความสุข อีกอย่าง แววตาที่นางมองไป๋เย่หานนั้น ราวกับว่าจะมีความรักและความสุขอยู่ในนั้น
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่นางจริง ๆ หรือ
ไม่ใช่ว่าฉูซื่อโม่ววาดผิดหรือ!
ซ่งชิงหลันไม่กล้าดูต่อ จึงได้ม้วนภาพเก็บไว้ให้พ้นสายตา