ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 261 พระชายาของเจ้า ข้าต้องเป็นคนเลือก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 261 พระชายาของเจ้า ข้าต้องเป็นคนเลือก
บทที่ 261 พระชายาของเจ้า ข้าต้องเป็นคนเลือก
ที่จวนหานอ๋อง
พระสนมเฉินค่อย ๆ ได้สติคืนมา นางมองไป๋เย่หานที่สงบนิ่งอยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน “ลูกแม่ เรื่องใหญ่เพียงนี้ เหตุใดเจ้าไม่บอกแม่ตั้งแต่ก่อนหน้านี้เล่า”
นางคิดว่าเขาอยู่คนเดียวมาโดยตลอด คิดไม่ถึงว่าไม่เพียงแต่เขาจะมีภรรยา แต่ยังมีบุตรถึงสองคนแล้ว
เพียงชั่วครู่เดียวนางก็ได้เลื่อนขั้นเป็นย่าคนเสียแล้ว
ไป๋เย่หานจิบชาเบา ๆ กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เป็นเรื่องส่วนตัวของลูก ไม่จำเป็นต้องบอกขอรับ”
เพียงพระสนมเฉินได้ฟังก็อารมณ์พลุ่งพล่านทันที “ลูกแม่ เหตุใดเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้าเล่า ตอนนี้เจ้าเป็นถึงองค์ชายสูงศักดิ์ พระชายาของเจ้าก็ต้องเป็นข้าและฝ่าบาทที่คัดเลือกให้อย่างดีที่สุด เรื่องการแต่งงานของเจ้า อย่างไรก็เกี่ยวกับ…”
ทันใดนั้นแววตาของไป๋เย่หานเย็นชาลงจนทำให้พระสนมเฉินหวาดหวั่นจึงได้หยุดพูด
นางยิ่งคิดก็ยิ่งไม่ยอม “ตั้งแต่โบราณมา เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ พ่อแม่ล้วนเป็นผู้จัดสรรและเป็นแม่สื่อคอยชักนำ เจ้าเป็นองค์ชายคนโต พระชายาของเจ้าก็ต้องเป็นหญิงสาวจากตระกูลสูงศักดิ์ ชาติตระกูลดี แม่ได้ยินมาว่า ซ่งชิงหลันผู้นั้นมาจากย่านหย่งเหอที่มีแต่คนจน จะควรคู่กับฐานะอันสูงส่งของเจ้าได้อย่างไร”
ไป๋เย่หานหมุนถ้วยชาในมือเบา ๆ ยกมุมปากขึ้นยิ้มเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน “พระมารดาขอรับ ท่านอาจจะลืมไปแล้ว ข้าเองก็โตมาจากย่านหย่งเหอเช่นกัน”
พระสนมเฉินผงะไป การสูญเสียไป๋เย่หานในครั้งนั้น เป็นหนามปักอกของนางมาโดยตลอด
นางก้มหน้าลงเล็กน้อย พร้อมสะอื้นไห้ “ลูกแม่ เจ้ายังโทษแม่อยู่ใช่หรือไม่…”
“ข้าไม่ได้โทษท่านขอรับ แต่ข้ายังคิดว่าดีมากแล้วที่ตอนนั้นถูกทิ้งไว้ที่ย่านหย่งเหอ เช่นนั้นแล้ว ข้าจึงได้พบนาง”
พระสนมเฉินไม่อยากเชื่อเลยจริง ๆ ไป๋เย่หานที่เย็นชามาโดยตลอดกลับกล่าวคำรักเช่นนี้ออกมาได้ ดูท่า เขาจะถูกซ่งชิงหลันหลอกเข้าเสียเต็มเปา
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย และเอ่ยถาม “หานอ๋อง เจ้าต้องการซ่งชิงหลันจริง ๆ อย่างนั้นหรือ”
ไป๋เย่หานจ้องมองนางอย่างแน่วแน่ และกล่าวตอบ “ขอรับ”
“ย่อมได้…” พระสนมเฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยอมอ่อนข้อให้ “เช่นนั้นแล้ว แม่ก็จะไม่ขัดขวางเจ้า เจ้าสามารถแต่งกับนางเป็นพระชายารองได้ แต่พระชายาของจวนหานอ๋อง อย่างไรก็ต้องให้แม่ตัดสินใจให้เจ้า”
หญิงคนหนึ่งที่ไม่สามารถช่วยให้บุตรชายนางครองบัลลังก์ได้ เห็นแก่ที่นางมีบุตรชายและบุตรสาวให้กับราชวงศ์ พระสนมจึงให้นางได้เป็นพระชายารอง ถึงเพียงนี้นี่ก็ถือว่าพระสนมเฉินยอมถอยให้อย่างที่สุดแล้ว
แต่นางกลับประเมินความมุ่งมั่นของไป๋เย่หานต่ำไป
ไป๋เย่หานหรี่ตาเล็กน้อย แววตาดุร้ายฉายแววเย็นชาออกมา จากนั้นเปิดริมฝีปากบาง “ถ้าหากไม่สามารถตัดสินใจเองได้แม้แต่เรื่องแต่งงาน เช่นนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอ๋อง”
……
ประตูห้องถูกเปิดออก ยามที่พระสนมเฉินเดินออกมาจากห้องนั้นก็มีสีหน้าขาวซีด แม้แต่จะเดินยังแทบเดินไม่มั่นคง
โชคดีที่นางข้าหลวงกุ้ยจือรีบเดินเข้าไปพยุงนางไว้ทันที กล่าวอย่างเป็นกังวล “พระสนมเพคะ เป็นอันใดไปหรือเพคะ”
พระสนมเฉินลูบหว่างคิ้วที่ปูดบวม โบกมือกล่าว “กุ้ยจือ…กลับวัง…”
หลิวหรูเยว่ที่อยู่ด้านข้างเห็นสีหน้าเช่นนั้นของนางก็เดาออกว่าสองแม่ลูกพูดคุยกันได้ไม่ราบรื่นอย่างมากเป็นแน่
นางข้าหลวงกุ้ยจือพยุงพระสนมเฉินเดินมาถึงสวนด้านหน้า
เมื่อเดินผ่านประตูโค้งข้างกำแพง ในใจของพระสนมเฉินก็ยังไม่สามารถสลัดความไม่พอใจนั้นได้ นางมองหลิวหรูเยว่แล้วเอ่ยถาม “หญิงผู้นั้นเล่า”
หลิวหรูเยว่ก้มหน้าลงเล็กน้อย “กลับไปแล้วเพคะ”
แววตางดงามของพระสนมเฉินฉายความเย็นชาออกมา กล่าวกับหลิวหรูเยว่ “หรูเยว่ วันนี้เจ้าอยู่กับข้า ข้ารู้ถึงความตั้งใจของเจ้าดี เพียงแต่วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว วันหลังเจ้ามาที่ตำหนักหยิงชุน ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าอย่างละเอียด”
หลิวหรูเยว่เข้าใจในทันที นางยิ้มพลางพยักหน้า “เจ้าค่ะ หรูเยว่ทราบแล้ว”
รถม้าของพระสนมเฉินจากไป ในที่สุดความตึงเครียดของหลิวหรูเยว่ก็คลายลง สีหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ยากจะเก็บซ่อน
นางหันมองไปยังจวนหานอ๋องตรงหน้า และยิ้มอย่างพอใจ อย่างไรก็ต้องมีสักวันที่นางจะได้เดินเข้าไปในนั้นอย่างภาคภูมิ
ต่อให้ซ่งชิงหลันจะได้รับความโปรดปรานจากหานอ๋อง แล้วอย่างไรเล่า ในราชวงศ์เช่นนี้ สิ่งที่ไร้ราคาที่สุดก็คือความรู้สึก สักวันหนึ่งหานอ๋องก็จะเข้าใจเอง ว่าเป็นนางที่คู่ควรต่อการเป็นพระชายาหานของเขา
ในตอนนี้ ชิงเถาพาคนขับจากจวน รีบควบรถม้ามาหยุดตรงหน้าของหลิวหรูเยว่ “คุณหนูเจ้าคะ บ่าวได้ยินมาว่าพระสนมเฉินผู้นี้อายุเกินสี่สิบปีแล้วแต่วันนี้ได้พบ นางยังคงงดงามชวนให้คนหลงใหล ดูสง่าสูงส่งยิ่งนัก ดูไม่ออกเลยแม้แต่นิดว่าอายุเท่าใด”
หลิวหรูเยว่หัวเราะเย็นชา แล้วกล่าว “ตำหนักสนมมีสาวงามกว่าสามพัน แต่หลายปีมานี้ ฝ่าบาทก็ยังคงโปรดปรานพระสนมเฉินอย่างไม่ลดละแม้แต่น้อย เจ้าคิดว่าเพราะเหตุใดกันเล่า”
ชิงเถาพยักหน้า กล่าวอย่างเสียดาย “ที่แท้ความงามก็นำพาเกียรติยศเงินทองมาให้ได้”
“เจ้านี่นะ คิดอันใดตื้น ๆ รูปลักษณ์เป็นเพียงกุญแจสู่อนาคต ถ้าหากอยากจะมีที่มั่นในตำหนักสนมโดยไม่ล้มลง ก็ยังต้องพึ่งมันสมองอยู่ดี ไปกันเถิด”
กล่าวจบ ชิงเถาก็พยุงหลิวหรูเยว่ขึ้นรถม้า และมุ่งหน้าไปสู่จวนมหาเสนาบดี
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากตัดสินใจจะย้ายกลับไปอยู่บ้านเก่าที่ย่านหย่งเหอ ซ่งชิงหลันก็เริ่มเก็บข้าวของ อย่างอื่นไม่สำคัญ แต่แผนภาพของนางจำเป็นต้องนำไปด้วย
นางเก็บของไปพลางกล่าวกับซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ “เฉินเฉิน เยว่เยว่ พวกเจ้ามีอันใดต้องนำกลับไป ก็ไปเก็บของตัวเองเสีย”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านแม่” ทั้งสองคนตอบพร้อมกันแล้ววิ่งออกจากห้องของซ่งชิงหลัน
เพียงแต่ซ่งซิงเยว่กลับไม่ได้วิ่งไปยังห้องของตนเอง แต่กลับวิ่งไปทางประตูโค้งข้างกำแพงแทน
ซ่งซิงเฉินผงะไป จากนั้นก็เร่งฝีเท้าตามไปด้วย ดึงแขนของนางเอาไว้แล้วกล่าว “เยว่เยว่ เจ้าจะไปไหน”
พวกเขาเพิ่งจะถูกรังแกจากทางด้านนั้น อีกอย่าง พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าท่านย่ากลับไปหรือยัง เขาเป็นห่วงว่าหากนางวิ่งไปเช่นนั้นก็จะเกิดเรื่องอีก
หากแต่ซ่งซิงเยว่สะบัดมือของเขาออก และกล่าวอย่างโมโห “เจ้าอย่าห้ามข้า ข้าจะไปหาท่านพ่อ”
“แต่ว่า…”
ซ่งซิงเยว่ขมวดคิ้ว “เฉินเฉิน เจ้าอยากย้ายไปจริง ๆ หรือ กลับไปอยู่ที่ย่านหย่งเหอนั่นน่ะ หากเป็นเช่นนั้นทุกวันเจ้าก็จะไม่ได้ฝึกวิชากับท่านพ่อแล้วนะ เจ้าเต็มใจจริง ๆ หรือ”
“ข้าย่อมต้องการฝึกวิชากับท่านพ่ออยู่แล้ว แต่เพื่อท่านแม่…”
“ก็เป็นเพราะท่านแม่นี่แหละ เราจึงย้ายไปไม่ได้!” ซ่งชิงหลันขัดจังหวะเขาทันที “เจ้าดูไม่ออกหรือ หญิงคนเมื่อครู่นั้น นางเพิ่งบอกความคิดที่มีต่อท่านพ่อชัดเจน อีกทั้งยังยั่วโมโหท่านแม่ด้วย ข้าโกรธจะตายอยู่แล้ว! ถ้าหากท่านแม่ไป หญิงผู้นั้นจะต้องฉวยโอกาสนี้เข้ามาแทรก ถ้าถึงตอนนั้น ไม่แน่ว่านางจะกลายเป็นแม่เลี้ยงของพวกเราก็ได้!”
ซ่งซิงเฉินค่อย ๆ ปล่อยมือที่จับซ่งซิงเยว่ไว้
ซ่งซิงเยว่ยิ้ม และกล่าวต่อ “เจ้าเองก็อยากให้ท่านพ่อกับท่านแม่อยู่ด้วยกันไม่ใช่หรือ พวกเราเป็นลูกก็ต้องช่วยพวกเขา เจ้าว่าจริงหรือไม่”
ในที่สุดซ่งซิงเฉินก็ตัดสินใจ พยักหน้ากล่าว “เจ้าพูดถูก”