ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 260 ใครจะแต่งงานกับท่าน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 260 ใครจะแต่งงานกับท่าน
บทที่ 260 ใครจะแต่งงานกับท่าน
ซ่งชิงหลันถลึงตา “ไป๋เย่หาน ท่านพูดไร้สาระอันใด ผู้ใดจะแต่งงานกับท่าน!”
“ครั้งก่อนเจ้าบอกว่าจะพิจารณาไม่ใช่หรือ”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าพิจารณาแล้ว ตอนนี้ขอบอกท่านได้เลยว่าข้าขอปฏิเสธการแต่งงานกับท่าน”
แม้ก่อนหน้านี้ซ่งชิงหลันยังลังเลใจ แต่วันนี้เมื่อเห็นท่าทางของพระสนมเฉิน นางก็ยิ่งตัดสินใจได้แน่วแน่ การมีแม่สามีเช่นนี้ในอนาคต ชีวิตนางจะต้องไม่เป็นสุขแน่
นางมีทั้งเงิน มีทั้งลูก อย่างนั้นอยู่คนเดียวไม่ดีกว่าหรือ
ส่วนเศษเสี้ยวความรู้สึกที่นางมีต่อไป๋เย่หานนั้น อีกประเดี๋ยวนางคงหาวิธีมาดับมันลงได้
ซึ่งไป๋เย่หานมองความคิดของนางออก เขากล่าวด้วยสีหน้าเย็นเยียบ “ห้ามปฏิเสธ!”
“ท่านมีสิทธิ์อันใดกัน”
“สิทธิ์ที่ข้าเป็นพ่อของเด็กอย่างไรเล่า!”
“เฮอะ! น่าขำนัก! ข้าเป็นแม่เด็กนะ!”
ทั้งสองคนกำลังถกเถียงกัน แต่ในสายตาของหลิวหรูเยว่นั้น พวกเขากำลังเกี้ยวพาราสีกันต่างหาก
และมันทำให้นางหึงหวงเสียจนแทบบ้า
ในใจนางก็รู้ ยิ่งในเวลาเช่นนี้ ก็ยิ่งต้องรับมือด้วยความใจเย็น
ดังนั้น นางจึงเอ่ยปากขัดพวกเขา “ท่านอ๋องเพคะ พระสนมเฉินร่างกายไม่สู้ดี ท่านควรพยุงนางเข้าเรือนก่อนดีหรือไม่เพคะ”
ในตอนนั้นเอง นางข้าหลวงกุ้ยจือก็จ้องมองไป๋เย่หานด้วยสีหน้ากังวล และรีบเอ่ย “ท่านอ๋อง พระสนมเป็นลมไปแล้วเพคะ”
ไป๋เย่หานเม้มปาก กล่าวกับหานเฟยข้างกาย “พยุงพระสนมเข้าไปข้างใน”
ในตอนนี้นเองซ่งชิงหลันก็ตัดสินใจถือโอกาสนี้พาลูก ๆ หนีไป
นางกำลังจะหมุนตัว แต่ถูกไป๋เย่หานจับมือเอาไว้ “พระชายา เจ้าจะไปไหน”
ซ่งชิงหลันยิ้ม “พวกท่านสองแม่ลูกอยู่ด้วยกัน ให้ข้าอยู่คงไม่เหมาะ ข้าไม่รบกวนดีกว่า”
แต่ไป๋เย่หานไม่ปล่อย และกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ไปเชิญหมอคงนานเกินไป เจ้าช่วยดูอาการพระมารดาให้ข้าได้หรือไม่”
เดิมทีซ่งชิงหลันอยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นแววตาแน่วแน่ของเขา ก็ยอมจำนนและตกลง
พระสนมเฉินนอนอยู่บนเก้าอี้ยาว ซ่งชิงหลันวางนิ้วลงที่ข้อมือของนางเพื่อจับชีพจร ใช้เวลาไม่นานนักนางก็ชักมือกลับ กล่าวตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “พระสนมเฉินไม่ได้เป็นอันใดมาก เพียงอารมณ์พลุ่งพล่านมากเกินไปจึงรับไม่ไหว ดังนั้นจึงเป็นลมไปเจ้าค่ะ”
กล่าวจบ ซ่งชิงหลันก็นำขวดลายครามขวดหนึ่งออกมาจากอก หลังจากเปิดออกก็นำขวดไปไว้ตรงจมูกพระสนมเฉิน เพื่อให้นางดม
ไม่นานนัก พระสนมเฉินก็ฟื้นขึ้นมา
นางจับมือไป๋เย่หานไว้ทันที “ลูกแม่ ที่เจ้าพูดเมื่อครู่ เป็นเรื่องจริงหรือไม่”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว มองซ่งชิงหลันแวบหนึ่งโดยไม่รู้ตัวแล้วพยักหน้า
ทันใดนั้นซ่งชิงหลันรู้สึกได้ถึงแววตามุ่งร้ายจากพระสนมเฉิน จึงกล่าว “ในเมื่อพระสนมเฉินฟื้นแล้ว เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อน”
กล่าวจบ นางก็พาซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่จากไป
แต่นางข้าหลวงกุ้ยจือเองก็เป็นคนสายตาว่องไว นางส่งสายตาให้หลิวหรูเยว่ที่อยู่ด้านข้าง แล้วทั้งสองคนเองก็เดินตามออกมา เหลือไว้เพียงแม่ลูกทั้งสองคนอยู่ในห้อง
ไม่นานหลิวหรูเยว่ก็ก้าวเท้าอย่างรวดเร็วมาตรงหน้าของซ่งชิงหลัน ขวางทางนางเอาไว้ ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าว “แม่นางซ่งช่างเก่งกาจเสียจริง ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่พบท่านและท่านอ๋องที่ร้านเสื้อชิงเยว่ ท่านยังบอกว่าไม่สนิทสนมกับท่านอ๋อง แต่ตอนนี้กลับเป็นความสัมพันธ์เช่นนี้เสียแล้ว นี่ยังเรียกไม่สนิทสนมอีกหรือ”
ซ่งชิงหลันรู้สึกได้ถึงความอาฆาตจากนาง
นางหรี่ตาเล็กน้อย กล่าวเสียงเย็น “ข้าจะสนิทหรือไม่สนิทกับผู้ใด คงไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ท่านทราบกระมัง”
กล่าวจบก็เดินผ่านนางแล้วจากไป
หลิวหรูเยว่กล่าวตามหลัง “อุบายการปล่อยเพื่อจับของแม่นางซ่งช่างร้ายกาจนัก”
ซ่งชิงหลันหยุดฝีเท้า หมุนตัวกลับมา “ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”
ที่นางเกลียดที่สุดก็คือการใช้เล่ห์เหลี่ยม
หลิวหรูเยว่ยิ้ม เดินไปข้างหน้า “ท่านบอกกับปากว่าไม่สนิทสนมกับท่านอ๋อง แต่กลับให้เด็กสองคนมาตีสนิทถึงที่นี่”
กล่าวจบนางก็กวาดสายตามองซ่งชิงหลันที่มีสีหน้าโกรธเกรี้ยว “เป็นจริงดังที่คาด ฐานะของท่านหานอ๋อง คุณหนูบ้านขุนนางทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนหมายตาแย่งชิง นับประสาอันใดกับท่านเล่า”
ซ่งชิงหลันถือคติว่าหากไม่ร้ายกับข้า ข้าก็ไม่ร้ายกลับมาโดยตลอด
แต่ตอนนี้กลับมีคนมากระโดดโลดเต้นในเขตทุ่นระเบิดของนางเสียแล้ว และนางก็ไม่มีเหตุผลต้องเกรงใจอีก
นางกันซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ไว้ด้านหลัง ยืดหลังตรง มือสองข้างกอดอกไว้ จ้องมองนางด้วยท่าทางแน่วแน่แม้ในหัวจะยุ่งเหยิง “คุณหนูหลิวช่างปิดบังนิสัยได้อย่างลึกซึ้งจริง ๆ ครั้งแรกที่พบกันนั้นข้ายังคิดว่าท่านเป็นกระต่ายขาวตัวน้อยที่ไร้เดียงสา ที่แท้ก็เป็นดอกบัวขาวเจ้าเล่ห์หรือนี่”
“อันใดนะ ดอกอันใด” หลิวหรูเยว่มีสีหน้างุนงงกับคำพูดของนาง
“ในเมืองหลวงแห่งนี้ คนที่อยากได้สถานะชายาหานอ๋องที่สุดคงเป็นท่านกระมัง ข้าขอเตือนไว้คำหนึ่ง เท่าที่ข้ารู้จักไป๋เย่หานมา เขาไม่มีทางชอบหญิงสาวแผนสูงอย่างท่านหรอก”
“นี่เจ้า! เจ้าพูดไร้สาระ! ข้าเปล่านะ!”
ความตั้งใจของหลิวหรูเยว่ถูกนางทำลาย จึงลนลานเล็กน้อย
“ท่านไม่จำเป็นต้องเสแสร้งกับข้าหรอก ท่านน่ะ แทบจะเขียนไว้บนหน้าผากว่า ‘ข้าอยากแต่งงานกับไป๋เย่หาน’ อยู่แล้ว”
“ข้าชื่นชมท่านอ๋องจากใจจริงต่างหาก”
ซ่งชิงหลันหัวเราะเยาะ “อ้อ จริงหรือ ถ้าหากเขาไม่ใช่ท่านอ๋อง ท่านยังจะพูดเช่นนี้หรือไม่”
หลิวหรูเยว่ไร้คำพูดในทันที นางเม้มปากไม่กล่าวอันใด
“ตำแหน่งพระชายาหานอ๋องนี้คงจะดึงดูดใจท่านมาก แต่ในความคิดข้า มันไม่สำคัญแม้แต่น้อย” กล่าวจบนางก็ไม่ได้สนใจแววตาตกตะลึงของหลิวหรูเยว่อีกต่อไป นางพาเด็กทั้งสองคนกลับจวนแม่ทัพทันที
ทันทีที่ซ่งชิงหลันกลับถึงห้อง ก็นั่งลงบนเก้าอี้อย่างโมโห
ซ่งซิงเยว่รีบหยิบเอาแก้วชามา ซึ่งซ่งซิงเฉินเองก็รินชาแก้วหนึ่ง ส่งไปตรงหน้านาง “ท่านแม่ ใจเย็น ๆ เถิดขอรับ”
นางดื่มชาหมดในคราวเดียว ทำให้ในใจก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
ซ่งซิงเฉินขมวดคิ้ว และกล่าวเบา ๆ “ท่านแม่ คนเมื่อครู่คือมารดาของท่านพ่อ แสดงว่านางก็คือท่านย่าที่อาศัยอยู่ในวังหลวงใช่หรือไม่ขอรับ”
“ข้าไม่ชอบท่านย่าผู้นี้เลย” ซ่งซิงเยว่มุ่ยปาก “นางปฏิบัติกับท่านแม่ไม่ดี ข้าไม่ชอบนางเลยเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงหลันรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมา
นางยื่นมือออกไปกอดเด็กทั้งสองคนเข้ามาในอ้อมแขน และกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “เฉินเฉิน เยว่เยว่ นางเป็นท่านย่าของพวกเจ้า ต่อให้ท่านย่าไม่ชอบแม่ นางก็ยังเป็นท่านย่าของพวกเจ้าอยู่ดี เข้าใจหรือไม่”
ต่อให้นางไม่ได้อยู่กับไป๋เย่หาน แต่ญาติทางสายเลือดก็ไม่สามารถตัดขาดได้ นางเองก็ไม่อยากให้เด็กทั้งสองคนโกรธเกลียดญาติตนเองนัก
ซ่งซิงเยว่มุ่ยปาก “แต่ท่านย่า…”
“เยว่เยว่…” ซ่งชิงหลันเอ่ยปากห้ามนาง “เจ้าชอบท่านพ่อมากไม่ใช่หรือ”
“เจ้าค่ะ” ซ่งซิงเยว่พยักหน้าอย่างหนัก
“ท่านย่าเป็นมารดาของท่านพ่อ ถ้าหากเจ้าไม่ชอบแม่ของท่านพ่อ เช่นนั้นท่านพ่อก็คงไม่มีความสุข เจ้าอยากให้ท่านพ่อไม่มีความสุขหรือ”
“ไม่เจ้าค่ะ” ซ่งซิงเยว่รีบส่ายหน้า
ซ่งซิงเฉินเองก็กอดซ่งชิงหลันเบา ๆ กล่าว “ท่านแม่ วางใจเถิด พวกข้ารู้ว่าควรทำอย่างไรขอรับ”
“พวกเจ้านี่ช่างเป็นเด็กดีของแม่จริง ๆ”
กล่าวจบ ซ่งชิงหลันก็มองเด็กสองคนแล้วกล่าวออกมาทันที “เฉินเฉิน เยว่เยว่ เช่นนั้นเราย้ายกลับไปที่ย่านหย่งเหอดีหรือไม่ พวกเจ้าว่าอย่างไร”