ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 259 ข้าจะเป็นลม
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 259 ข้าจะเป็นลม
บทที่ 259 ข้าจะเป็นลม
รถม้าหรูหราคันหนึ่งค่อย ๆ หยุดลงหน้าประตูจวนหานอ๋อง
ผ้าม่านรถม้าถูกเปิดออก หลิวหรูเยว่ลงมาจากรถม้า จากนั้น หญิงงามผู้ดูสูงศักดิ์และสุภาพเยือกเย็นคนหนึ่งก็จับมือของนางแล้วตามลงมา
และหญิงงามผู้นี้ก็คือพระสนมเฉิน
พระสนมเฉินเงยหน้ามองป้ายของจวนหานอ๋อง ก็ยกยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วกล่าว “เป็นครั้งแรกเลยที่ข้าได้มาจวนของบุตรชาย…”
กล่าวจบ นางก็มองไปเห็นว่าวรูปผีเสื้อที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วสงสัย พร้อมกล่าวเสียงต่ำ “เหตุใดจึงมีคนมาเล่นว่าวที่นี่ได้”
นางข้าหลวงกุ้ยจือเดินหน้าขึ้นมา กล่าวเบา ๆ “พระสนมเพคะ ดูเหมือนว่าว่าวนี้จะถูกชักจากจวนแม่ทัพซ่งที่อยู่ข้าง ๆ เพคะ”
พระสนมเฉินเผยสีหน้าเย็นชา “ที่แท้ก็มาจากพวกบ้านจน ๆ ท่าทางกระโตกกระตาก แล้วนี่คนจากวังหลวงจัดการกันอย่างไร เหตุใดจึงจัดการให้จวนของเขามาอยู่ข้าง ๆ บุตรชายข้า”
หลิวหรูเยว่คว้าโอกาสกล่าวแทรก “พระสนมเพคะ ข้าได้ยินมาว่าเป็นเพราะแม่นางซ่งผู้นั้นอยู่ในจวนแม่ทัพ คงจะไม่…”
เมื่อเห็นสีหน้าของพระสนมเฉินยิ่งบูดบึ้งขึ้นเรื่อย ๆ นางก็หยุด
พระสนมเฉินจ้องมองว่าวผีเสื้อบนหัว เขม็งตาด้วยสีหน้าไม่พอใจ พร้อมกล่าวเสียงเย็น “ไปกันเถิด”
กล่าวจบก็จับมือหลิวหรูเยว่เดินเข้าจวนไป
แทบจะในช่วงเวลาเดียวกัน ว่าวผีเสื้อบนท้องฟ้าก็สายขาด ในตอนที่พระสนมเฉินกำลังเดินเข้าไปยังสวนด้านหน้าของจวนอ๋องนั้น และช่างบังเอิญยิ่งนักที่มันตกลงมาใส่หัวของพระสนมเฉิน
“โอ๊ย! นี่มันอันใดกัน! มีการลอบสังหาร!” พระสนมเฉินตกใจมากเสียจนหน้าซีด
โชคดีที่ข้าง ๆ มีหลิวหรูเยว่พยุงอยู่ ไม่เช่นนั้นนางก็คงจะล้มลงไปกับพื้นเสียแล้ว
หลิวหรูเยว่พยุงพระสนมเฉินพลางมองไปยังพื้น และรีบกล่าว “พระสนมเฉินเพคะ ไม่ต้องกังวลเพคะ นั่นคือว่าวผีเสื้อนั้นต่างหาก”
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากพบว่าว่าวผีเสื้อนั้นตกลงไปยังจวนหานอ๋อง ซ่งซิงเยว่ก็วิ่งผ่านประตูโค้งตรงกำแพงเข้าไปยังจวนหานอ๋อง
ส่วนซ่งชิงหลันและซ่งซิงเฉินเองก็วิ่งตามไปด้วย
ดังนั้นสามแม่ลูกจึงโชคดีได้เห็นภาพว่าวผีเสื้อตกลงใส่ศีรษะของพระสนมเฉินพอดี
ซ่งซิงเฉินเบิกตากว้าง โพล่งออกมาโดยไม่รู้ตัว “ท่านแม่ ดูเหมือนเราจะสร้างปัญหาแล้วขอรับ”
ในตอนนั้นเอง พระสนมเฉินที่ตื่นตกใจจนหน้าซีดก็เต็มไปด้วยความโกรธ นางจ้องมองนางข้าหลวงกุ้ยจือที่อยู่ข้างกาย แล้วตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้ายังมัวตกใจอันใดอยู่อีก ยังไม่รีบเอาขยะชิ้นนี้ไปฉีกทิ้งเสีย ข้าไม่อยากเห็นมันอีก!”
“ไม่ได้นะเจ้าคะ! นั่นเป็นว่าวของท่านแม่ข้า!” ซ่งซิงเยว่กระโดดออกมากล่าวด้วยความโกรธ
ต่อจากนั้นก็วิ่งเข้าไปราวกับลมพัดกรรโชก ไม่รอให้พระสนมเฉินและคนอื่น ๆ ตอบสนอง นางก็หยิบเอาว่าวผีเสื้อกลับไป ส่งให้ซ่งชิงหลัน และยิ้มอย่างไรเดียงสา “ท่านแม่เจ้าคะ โชคดีที่ว่าวยังไม่พัง นี่เป็นของที่ท่านพ่อทำให้ท่านกับมือเลยนี่นา”
ซ่งชิงหลันยิ้มพลางรับว่าวมา รีบพาเด็กทั้งสองคนเดินกลับ “ไปกันเถิด เรารีบกลับบ้านกัน”
ตั้งแต่แวบแรกที่เห็นพระสนมเฉิน ซ่งชิงหลันก็พอจะเดาฐานะของนางออก
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น พวกนางสามแม่ลูกรีบจากไปโดยเร็วจะดีกว่า
เพียงแต่น่าเสียดายที่เรื่องไม่เป็นไปตามหวัง
“หยุดนะ!” พระสนมเฉินเรียกพวกเขาไว้เสียงเย็นชา “พวกเจ้าเป็นผู้ใด เหตุใดจึงมาปรากฏตัวที่จวนหานอ๋องได้”
หลิวหรูเยว่กระซิบข้างหูของนางประโยคหนึ่ง “พระสนมเพคะ นี่คือแม่นางซ่งผู้นั้นเจ้าค่ะ”
พระสนมเฉินขมวดคิ้ว เดินไปข้างหน้า จากนั้นก็พบว่าที่แท้กำแพงจวนหานอ๋องนั้นมีประตูโค้งบานหนึ่งที่นำไปสู่จวนแม่ทัพที่อยู่ข้าง ๆ
เห็นเช่นนั้น นางก็ตกใจอย่างมาก ชั่วขณะหนึ่งก็รู้สึกได้ถึงความร้ายแรงของการมีประตูนั้นอยู่
พระสนมเฉินมุ่นคิ้ว ตะคอกใส่พ่อบ้านที่อยู่ข้างๆ “ที่จวนหานอ๋องนี้ เหตุใดจึงมีประตูอยู่ตรงนี้ด้วย เป็นความคิดของผู้ใดกัน นี่เจ้ามาเป็นพ่อบ้านได้อย่างไร กลับปล่อยให้พวกคนว่างงานเหล่านี้เดินเข้าออกจวนอ๋องได้ตามอำเภอใจ”
“พระสนมเฉินขอรับ ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ…” พ่อบ้านเป็นทุกข์อย่างพูดไม่ออก
ปกติแล้วพ่อบ้านจวนอ๋องรักและเอ็นดูซ่งซิงเยว่มาก พอซ่งซิงเยว่เห็นเขาโดนตำหนิ เด็กหญิงก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
นางดิ้นรนออกจากมือของซ่งชิงหลัน สบสายตาเย็นชาเหยียดหยามของพระสนมเฉินโดยไม่หวาดกลัว กล่าวตอบอย่างจริงจัง “พวกข้าไม่ใช่คนว่างงาน นี่เป็นจวนอ๋องของท่านพ่อข้า พวกข้าอยากมาเมื่อใดก็มาได้เจ้าค่ะ!”
“เยว่เยว่…” เดิมทีซ่งชิงหลันต้องการจะหยุดนาง แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว
ซ่งชิงหลันปวดขมับในทันที แม้ไม่มองก็เดาได้ว่าพระสนมเฉินตรงหน้านั้นมีท่าทางประหลาดใจแบบใด
แน่นอนว่าต่อจากนั้นก็มีเสียงแหลมคมดังขึ้นข้างหูนาง “สามหาว! นี่เจ้าพูดเรื่องไร้สาระอันใด ”
กล่าวจบ พระสนมเฉินก็มองผู้อารักขาข้างกาย “พวกเจ้ายังมัวงุนงงอันใดอีก ยังไม่รีบไปจับผู้บุกรุกจวนอ๋องอีกหรือ!”
ในตอนนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “หยุดประเดี๋ยวนี้!”
จากนั้น ร่างสูงโปร่งของไป๋เย่หานก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน
เพียงเขาได้ยินข่าวว่าพระสนมเฉินมาที่จวนอ๋อง ก็รีบออกมาทันที
เพียงซ่งซิงเยว่เห็นไป๋เย่หานก็มีความมั่นใจขึ้นมา นางวิ่งไปตรงหน้าของเขา และกอดต้นขาของเขาเอาไว้ พร้อมตะโกนอย่างดีใจ “ท่านพ่อ!”
พระสนมเฉินมองภาพนี้ก็โกรธเสียจนหน้าซีด
ส่วนหลิวหรูเยว่ข้างกายนางเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก นางถึงลอบกำหมัด แอบถลึงตามองซ่งชิงหลัน ในแววตาเต็มไปด้วยความหึงหวง
นางไม่เข้าใจเลยจริง ๆ เหตุใดหานอ๋องผู้สง่างามเกินคนทั่วไปจึงถูกคนอย่างซ่งชิงหลันผู้เป็นแม่หม้ายล่อลวงเอาได้
พระสนมเฉินมองไป๋เย่หานด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ กล่าวเสียงสั่น “หานเอ๋อร์…เจ้า…เจ้าถูกหญิงหม้ายผู้นี้ล่อลวงจริง ๆ และยินดีเป็นพ่อหรือ”
“คิก!” ซ่งชิงหลันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
พระสนมเฉินถลึงตามองนางทันที
แต่ซ่งชิงหลันกลับยกยิ้ม และกล่าวอธิบาย “ขออภัยเพคะอดไม่ได้น่ะ”
ยินดีเป็นพ่อหรือ โชคดีจริง ๆ ที่นางคิดออกได้
ไป๋เย่หานที่มีสีหน้าเย็นชา มองคนที่ตนรักถูกพระสนมบอกว่าเป็นแม่หม้าย ในใจของเขาไม่พอใจอย่างมาก
ดังนั้นไป๋เย่หานจึงเดินไปข้างกายซ่งชิงหลัน มองพระสนมเฉินด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ และกล่าว “พระสนมขอรับ นางไม่ใช่แม่หม้าย แต่เป็นภรรยาที่ข้าตบแต่งก่อนจะเข้าร่วมกองทัพ และเฉินเฉินและเยว่เยว่เป็นบุตรแท้ ๆ ของข้าขอรับ”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ”
พระสนมเฉินหัวแทบระเบิดในทันใด และรู้สึกเพียงว่าในหัวว่างเปล่า จนจะเอนล้มไปข้างหลัง
แต่โชคยังดีที่นางข้าหลวงกุ้ยจือรับไว้ทันเวลา และกล่าวอย่างเป็นห่วง “พระสนมเพคะ ๆ ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่เพคะ”
“กุ้ยจือ…กุ้ยจือ…ข้า ข้าไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่”
ซ่งชิงหลันเห็นท่าทางยากที่จะยอมรับของนางก็เอ่ยปากขึ้น “พระสนมเฉินเพคะ อย่าเป็นเช่นนี้เลยเพคะ จริง ๆ ข้ากับท่านอ๋องแยกทางกันแล้ว”
เพียงพระสนมเฉินได้ยินก็ได้สติกลับมาเล็กน้อย
แต่ไป๋เย่หานได้ยินนางกล่าวใช่นั้น ในใจก็ยิ่งอึดอัด แววตาของเข้าจ้องซ่งชิงหลันเขม็ง และกล่าวด้วยเสียงเข้ม “พระสนม ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะแต่งงานกับนางอีกครั้ง!”
“ว่าอย่างไรนะ” พระสนมเฉินกลอกตา “กุ้ยเจือ ข้าจะเป็นลมอีกเสียแล้ว รีบพยุงข้าที…”