ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 264 เวลากระชั้นเกินไปหรือไม่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 264 เวลากระชั้นเกินไปหรือไม่
บทที่ 264 เวลากระชั้นเกินไปหรือไม่
หลี่ซิ่วซิ่วช่วยวัดตัวให้ผู้อาวุโสทั้งสอง หลังจากทั้งสองคนจ่ายเงินมัดจำเรียบร้อย ซ่งชิงหลันก็พาพวกเขาส่งออกนอกประตูด้วยตัวเอง “จริงสิ ท่านตาซุน ท่านยายถานเจ้า วันแต่งงานของพวกท่านจัดขึ้นวันใดหรือเจ้าคะ”
ท่านตาซุนยื่นฝ่ามือออกมา “อีกห้าวันหลังจากนี้”
“อีกห้าวันหลังจากนี้อย่างนั้นหรือ”
ท่านยายถานถามอย่างเป็นกังวล “มีอันใดหรือไม่ เวลามันกระชั้นเกินไปอย่างนั้นหรือ”
ซ่งชิงหลันยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พวกท่านวางใจเถิด ข้าจะนำชุดแต่งงานไปส่งที่จวนของพวกท่านด้วยตัวเองก่อนวันแต่งงานของพวกท่านเจ้าค่ะ”
“ไอ้หยา จะดีเกินไปแล้ว” ท่านยายถานถอนหายใจโล่งอก “แต่คงต้องรบกวนเจ้าแล้ว เจ้าต้องเดินทางไกลเป็นพิเศษ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ นี่เป็นกฎของร้านเสื้อซิงเยว่ของเรา ไม่ว่าท่านจะอยู่ไกลเพียงใด พวกข้าก็ต้องส่งชุดแต่งงานไปให้ถึงจวนเจ้าค่ะ”
ท่านตาซุนเอ่ยเชิญชวนอย่างกระตือรือร้น “ดี ๆ ถึงวันนั้นแม่นางซ่งก็อยู่ต่อเพื่อดื่มเหล้ามงคลของพวกข้าเสียทีเถิด”
ท่านยายถานตีมือของเขา “เจ้านี่นะ! แม่นางซ่งงานยุ่งมากมายเพียงนี้ จะมีเวลามาดื่มเหล้ามงคลของเราได้อย่างไร”
“ไม่ว่าจะยุ่งเพียงใดก็ต้องกินข้าว เจ้าว่าจริงหรือไม่ แม่นางซ่ง”
ซ่งชิงหลันพยักหน้า ยิ้มพลางกล่าว “เจ้าค่ะ เช่นนั้นถึงตอนนั้นข้าจะขออยู่ต่ออย่างไร้ยางอาย เพื่อดื่มเหล้ามงคลของพวกท่านนะเจ้าคะ”
กล่าวจบ นางก็สั่งเสี่ยวฟางที่อยู่ข้าง ๆ “เสี่ยวฟาง เจ้าส่งท่านตาซุนและท่านยายถานออกนอกเมืองเสีย”
ซ่งชิงหลันกลับเข้ามาในร้านเสื้อซิงเยว่ จากนั้นก็เข้าห้องด้านในไปกับหลี่ซิ่วซิ่ว เริ่มค้นคว้าทำชุดแต่งงานให้ท่านยายถาน
พวกนางใช้เวลาตลอดทั้งบ่าย ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกแบบของชุดแต่งงานได้
ซ่งชิงหลันมองหลี่ซิ่วซิ่วแล้วกล่าว “วันแต่งงานของท่านตาซุนและท่านยายถานคืออีกห้าวันหลังจากนี้ เวลากระชั้นไม่น้อย ซิ่วซิ่ว เจ้าคงต้องลำบากเสียหน่อย เพื่อทำชุดแต่งงานชุดนี้”
การทำชุดแต่งงานนั้นย่อมยุ่งยากกว่าชุดธรรมดา และต้องใช้ความคิดและเวลามากกว่า
แต่หลี่ซิ่วซิ่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพียงได้เห็นความรักของพวกเขา เพียงคิดว่าการที่ข้าทำชุดแต่งงานจะช่วยให้พวกเขามีความสุขและเป็นการแสดงความยินดีได้ ในใจของข้าเองก็มีความสุขมากแล้ว ท่านพี่ชิงหลัน ท่านว่า ในเมื่อพวกเขารักกันถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่แต่งงานกันเสียตั้งแต่ตอนแรกเล่าเจ้าคะ”
ซ่งชิงหลันถอนหายใจ “โลกใบนี้ ไม่ใช่ว่าทุกคนที่รักกันจะอยู่ด้วยกันได้เสมอไป”
หลี่ซิ่วซิ่วเห็นว่าในดวงตานางเหมือนจะมีความเศร้าอยู่เล็กน้อย
นางยิ้มแล้วกล่าวต่อ “แต่ว่าอย่างน้อยพวกเขาก็พิสูจน์ให้เห็น ว่าสุดท้ายแล้วคนที่รักกันก็จะได้อยู่ด้วยกัน”
สิ้นเสียงของอีกฝ่าย ในใจของซ่งชิงหลันเต้นระรัวเล็กน้อย
นางหันหน้าไปมองหลี่ซิ่วซิ่ว เลิกคิ้ว พร้อมกล่าวติดตลก “นี่เจ้าใช่หลี่ซิ่วซิ่วที่ข้ารู้จักหรือไม่ เหตุใดหลังจากที่เจ้าแต่งงานกับชิงตงแล้วจึงช่างพูดช่างจาเช่นนี้”
“เขาเรียกว่าแต่งงานกับผู้ใดก็ย่อมเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ เอาเถิด ท่านพี่ชิงหลัน ข้าไม่คุยกับท่านแล้ว ข้ากลับไปทำงานก่อนนะเจ้าคะ” กล่าวจบ หลี่ซิ่วซิ่วก็ยิ้มแล้วเดินออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังห้องปักผ้าด้านข้าง
ในที่สุด ชุดแต่งงานของท่านยายถานก็ถูกซ่งชิงหลันและหลี่ซิ่วซิ่วปรับแก้อย่างต่อเนื่อง และทำเสร็จเรียบร้อยหนึ่งวันก่อนวันแต่งงาน
ในตอนเช้าตรู่ ซ่งชิงหลันก็ให้เสี่ยวฟางรีบควบรถม้า และตัดสินใจจะนำชุดแต่งงานของสองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันไปส่งที่หมู่บ้านชิงสุ่ยด้วยตนเอง
ตอนที่กำลังจะออกเดินทาง ก็มีลมแรงพัดเข้ามา ท้องฟ้ามืดครึ้ม คล้ายฝนกำลังจะตก
เหอไห่หลิงและเหวยหมิ่นจือออกมาจากร้านเสื้อซิงเยว่ก็ถูกลมแรงพัดเข้าใส่ตา แม้จะพยายามลืมตาก็ลืมไม่ขึ้น
ทันใดนั้นเหอไห่หลิงดึงมือของซ่งชิงหลันอย่างเป็นกังวล “หลันหลัน นี่ฝนใกล้จะตกหนักแล้ว เจ้าให้เสี่ยวฟางเอาชุดไปส่งคนเดียวก็พอกระมัง”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ฝนตกหนักมาเร็วก็ไปเร็ว” ซ่งชิงหลันยิ้มพลางส่ายหน้า “อีกอย่าง ข้ารับปากท่านตาซุนและท่านยายถานเอาไว้แล้ว ว่าจะไปดื่มเหล้ามงคลของพวกเขา นี่ของขวัญแต่งงานก็เตรียมเอาไว้พร้อมแล้ว”
กล่าวจบ ซ่งชิงหลันก็ตบกล่องผ้าในมือ
“แต่ว่า…” เหวยหมิ่นจือยังคงไม่สบายใจอยู่
แต่ไม่รอให้นางกล่าวจบ ซ่งชิงหลันก็กล่าวขัด “วางใจเถิดเจ้าค่ะ ไม่มีเรื่องอันใดเป็นแน่ ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านป้าสะใภ้รอง พวกท่านรีบกลับเข้าไปในร้านเถิด”
กล่าวจบ ซ่งชิงหลันก็ขึ้นรถม้า และเร่งเสี่ยวฟางที่อยู่ข้างหน้า “รีบไปกันเถิด”
ถ้าหากนางยังไม่รีบไป เกรงว่าท่านอาสะใภ้ทั้งสองคนจะต้องอยากรั้งนางกลับไปเป็นแน่
ส่วนเหอไห่หลิงและเหวยหมิ่นจือต่างทำได้เพียงเฝ้าดูรถม้าจากไป
เหวยหมิ่นจือลูบอกตนแล้วกล่าว “ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในใจข้ารู้สึกอึดอัดยิ่งนัก”
“ข้าก็เหมือนกัน ตาข้ากระตุกแรงเหลือเกิน” เหอไห่หลิงลูบดวงตาตน “พี่สะใภ้ ข้ารู้สึกว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น”
“ไอ้หยา! เจ้าอย่าทำให้ตัวเองกลัวสิ ทำเอาใจข้าเป็นกังวลไปด้วย เรารีบเข้าไปเถิด…”
เพียงรถม้าออกจากเมืองหลวงไปได้ไม่นาน ก็เข้าไปยังถนนเส้นเล็กของชนบท
เมื่อผ่านป่าไผ่ ผ่านทุ่งหญ้า พวกเขาก็มาถึงถนนแคบ ๆ เส้นหนึ่ง
ถนนแคบเส้นนี้ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาลูกใหญ่สองลูก ราวกับว่าเป็นถนนที่ผ่าให้เขาสองลูกแยกออกจากกันอย่างไรอย่างนั้น
เสี่ยวฟางเพิ่งจะควบม้าเข้าไปยังถนนเส้นเล็ก จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังจากที่ไกลเข้ามาใกล้
ทันใดนั้นชายหนุ่มก็รู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมา และกล่าวกับซ่งชิงหลันที่อยู่ในรถม้าด้านหลัง “ท่านพี่ชิงหลันขอรับ ดูท่าฝนจะตกหนักแล้ว เราคงต้องรีบกันหน่อย ท่านนั่งดี ๆ นะขอรับ”
กล่าวจบเขาก็สะบัดแส้อีกสองสามครั้ง เร่งม้าให้วิ่งเร็วขึ้น
ซ่งชิงหลันรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของรถม้า นางเปิดม่านขึ้นก็เห็นท้องฟ้ามืดครึ้มแล้วจริง ๆ และเพียงชั่วพริบตา ห่าฝนก็เทลงมา
ในตอนนั้นเอง ม้าก็เหมือนกับว่าตกใจบางอย่าง ร้องขึ้นมาอย่างหวาดกลัว ถึงขั้นยกขาหน้าขึ้นมา ไม่ยอมวิ่งอีกต่อไป
เห็นเช่นนั้นเสี่ยวฟางก็กระวนกระวาย เขาเหวี่ยงแส้ม้าพลางตะโกน “รีบวิ่งไป! เจ้ารีบวิ่งไปเร็ว!”
ซ่งชิงหลันมองเห็นปฏิกิริยาที่ผิดปกติของม้า นางถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่สบายใจที่แผ่ซ่านอยู่ในจิตใจ
ในตอนนั้นเอง นางได้ยินเสียง ‘โครม ๆ ๆ…’ ดังขึ้น
นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างกระวนกระวาย และเห็นว่าบนภูเขาด้านหนึ่ง กำลังมีดินถล่มลงมา
ซ่งชิงหลันตกใจจนหน้าซีด “ไม่ได้การ! เสี่ยวฟาง รีบไปเร็ว!”
เสี่ยวฟางเห็นแล้วว่าดินบนเขากำลังถล่ม ชายหนุ่มก็ตกใจเสียจนไม่กล้าขยับ และละทิ้งการตอบสนองไปอย่างสิ้นเชิง
ในขณะเดียวกัน ซ่งชิงหลันแย่งบังเหียนมาจากมือของอีกฝ่าย และรีบควบม้าไปข้างหน้า
แต่ในใจนางรู้ดี ว่ารถม้าของพวกเขานั้นไม่สามารถหนีไปจากดินถล่มนี้ได้ทัน
“ท่าน…ท่านพี่ชิงหลัน…ทำอย่างไรดี พวกเรา…พวกเราจะตายอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือขอรับ” เสี่ยวฟางกลัวอย่างมาก ขณะกล่าวก็มีเสียงสะอื้นไห้
ซ่งชิงหลันบังคับตนเองให้สงบสติ แล้วรีบควบม้าไปพลางปลอบใจเขา “อย่าส่งเสียงดัง ไม่อยากตายก็รีบคิดหาวิธี เจ้าดูสิว่าข้าง ๆ มีทางอื่นให้ไปได้หรือไม่!”
“ท่านพี่ชิงหลัน ด้านนั้น! ดูเหมือนด้านนั้นจะมีถ้ำขอรับ!” เสี่ยวฟางก็ชี้ไปยังภูเขาที่อยู่อีกด้านหนึ่ง
ซ่งชิงหลันมองด้านบน ความหวาดหวั่นคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ นางขมวดคิ้วแน่น ในใจลอบตะโกน ‘เหลือเพียงทางเดียวแล้ว!’
นางมองเสี่ยวฟางที่หน้าซีด และกล่าวเสียงดัง “เสี่ยวฟาง ข้าจะนับหนึ่ง สอง สาม เรากระโดดลงไปพร้อมกัน กระโดดลงไปในถ้ำนั้น เข้าใจหรือไม่”
“เอ๋ อันใด…” ปากของเสี่ยวฟางสั่น ส่ายหัวด้วยความกลัว “ท่านพี่ชิงหลัน ข้า…ข้าไม่กล้า!”
“เจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่!”
เสี่ยวฟางกัดริมฝีปาก “อยาก…”
“ดี ฟังนะ หนึ่ง! สอง! สาม! กระโดด!” ซ่งชิงหลันตะโกน มือหนึ่งกอดชุดแต่งงานเอาไว้ที่อก อีกมือหนึ่งก็จับเสี่ยวฟางไว้แน่น ดึงเขาลงจากรถม้า กระโดดลงไปที่ถ้ำนั้น