ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 265 พระชายาเกิดเรื่องแล้ว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 265 พระชายาเกิดเรื่องแล้ว
บทที่ 265 พระชายาเกิดเรื่องแล้ว
ทั้งสองคนกลิ้งตัวเข้าไปในถ้ำ และในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ ก้อนหินและดินภูเขาก็ถล่มลงมาปิดปากถ้ำเสียพอดี
จากนั้นที่ด้านนอกก็ค่อย ๆ เงียบสงบลง
เห็นเช่นนั้นซ่งชิงหลันเงยหน้าขึ้นมา ลูบชุดแต่งงานที่กลางอกอย่างไม่รู้ตัว โชคดีที่ยังอยู่…
เพียงแต่ในถ้ำนั้นมืดสนิท นางมองไม่เห็นร่างของเสี่ยวฟาง จึงตะโกนอย่างกระวนกระวาย “เสี่ยวฟาง…เสี่ยวฟาง…เสี่ยวฟาง…”
เสียงของนางดังสะท้อนอยู่ในถ้ำ ฟังดูแล้วรู้สึกหดหู่ยิ่งนัก
ซ่งชิงหลันร้องเรียกสองสามครั้งแต่กลับไม่มีการตอบสนอง ความหวาดหวั่นในใจนางยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นางยื่นมือออกไปแล้วคลำด้านข้าง “เสี่ยวฟาง…เสี่ยวฟาง…”
ในที่สุดนางก็ได้ยินเสียงตอบรับที่อ่อนแรง “ท่านพี่ชิงหลัน ข้า… ข้าอยู่ตรงนี้…”
ซ่งชิงหลันคลานหาเสียง ในที่สุดทั้งสองก็หากันจนเจอ
นางรีบเอ่ยถาม “เจ้าบาดเจ็บหรือไม่”
“ข้าไม่เป็นอันใดขอรับ ท่านพี่ชิงหลัน ขอบคุณมากขอรับ หากไม่ใช่เพราะท่านพาข้ากระโดดลงจากรถม้า เกรงว่าข้าคง…”
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามากล่าวเช่นนี้” ซ่งชิงหลันเอ่ยปากขัดจังหวะเขา “พวกเราต้องหาวิธีออกไปโดยเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้น ต่อให้ตอนนี้หลบอยู่ในนี้ได้ ก็คงไม่รอดอยู่ดี”
“ขอรับ” เสี่ยวฟางพยักหน้าอย่างหนัก
จากนั้นทั้งสองคนก็มาถึงปากถ้ำ
ซ่งชิงหลันเห็นว่ามีแสงสว่างเล็ก ๆ ส่องเข้ามาข้างใน จึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจโล่งอก “ดีเหลือเกิน ที่ปากถ้ำไม่ได้ถูกปิดตาย พวกเรายังพอมีโอกาสออกไปข้างนอกอยู่”
เสี่ยวฟางมองปากถ้ำตรงหน้าที่ถูกปิดไว้ ก็นิ่งไป “อย่างไรหรือขอรับ เราจะออกไปอย่างไร”
“พวกเราย้ายก้อนหินที่ปิดปากถ้ำเหล่านี้ออก ขอเพียงสามารถเปิดช่องทางออกนอกถ้ำได้ เราก็สามารถทะลวงออกไปได้ มา ช่วยกันเถิด” กล่าวจบ ซ่งชิงหลันก็ตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อเห็นช่องทางเข้าที่ดีที่สุด จึงช่วยกันยกหินกับเสี่ยวฟาง
……
อีกด้านหนึ่ง ที่เมืองหลวง
พวกซ่งชิงหลันออกไปได้ไม่นาน ที่เมืองหลวงก็มีฝนห่าใหญ่เทลงมา
เหอไห่หลิงเห็นว่าด้านนอกร้านมีเสียงฝนกระหน่ำ จึงอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวลขึ้นมา “ไม่รู้ว่าพวกหลันหลันเป็นอย่างไรบ้าง ฝนตกหนักเพียงนี้ พวกนางจะไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่”
“นั่นน่ะสิ! ข้าไม่สบายใจเลย” เหวยหมิ่นจือเดินมาตรงหน้าประตู มองฝนบนถนน แล้วกล่าวเสียงเบา “ฝนรีบหยุดตกเสียทีเถิด!”
แน่นอนว่าฝนนั้นมาไวก็ไปไว
ใช้เวลาเพียงไม่นานนัก มันก็หยุดลง
พวกเหวยหมิ่นจือถอนหายใจโล่งอก แต่แล้วนางก็เห็นลูกน้องคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ “ท่านผู้ดูแลร้าน ไม่ได้การแล้วขอรับ เมื่อครู่ข้าได้ยินมาจากข้างนอก บอกว่าเส้นทางบนเขาไปยังหมู่บ้านชิงสุ่ยนั้นมีฝนตกหนัก เส้นทางแคบจึงถูกตัดขาดแล้ว! ทุกคนกำลังหารือกันอยู่ ไม่รู้ว่ามีผู้ใดบาดเจ็บหรือไม่”
“ว่า…ว่าอย่างไรนะ นี่เจ้าบอกว่า…” เหวยหมิ่นจือกุมอก ใบหน้าขาวซีด “เจ้ามั่นใจหรือว่าเป็นทางไปหมู่บ้านชิงสุ่ย”
“ขอรับ! ข้ารู้มาว่าท่านพี่ชิงหลันและเสี่ยวฟางไปที่หมู่บ้านชิงสุ่ย จึงได้ถามย้ำถึงสองสามรอบ แล้วพวกเขาก็ยืนยันมาว่าเป็นเส้นทางไปยังหมู่บ้านชิงสุ่ยจริง ๆ ขอรับ!”
“แย่แล้ว! หลันหลัน…พวกหลันหลัน…” เหวยหมิ่นจือและเหอไห่หลิงล้วนแทบจะทรงตัวไม่อยู่
ยังดีที่ในตอนนั้นหลี่ซิ่วซิ่วยังค่อนข้างสงบ นางรีบปลอบผู้อาวุโสทั้งสอง “ท่านอาสะใภ้ใหญ่ ท่านอาสะใภ้รอง พวกเราอย่าเพิ่งตกใจกันไปเองเลยเจ้าค่ะ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ไม่แน่ว่าท่านพี่อาจจะถึงเรือนท่านตาซุนอย่างปลอดภัยแล้วก็เป็นได้”
เหวยหมิ่นจือตาแดง “แต่ถ้าหากเกิดเรื่องเล่า”
เหอไห่หลิงรีบกล่าว “พวกเรารีบไปหาชิงหนานเถิด ให้เขาไปจัดการ!”
“แต่ชิงหนานอยู่ที่กองกำลังฝั่งตะวันตก ชิงซีก็อยู่ในวัง ส่วนชิงตงก็ออกจากเมืองหลวงไปพอดี ถึงแม้ชิงเป่ยจะอยู่ที่บ้านแต่ท่านย่าอยู่บ้านด้วย ข้าเกรงว่าหากนางได้ยินเรื่องนี้จะตกใจเจ้าค่ะ” หลี่ซิ่วซิ่ววิเคราะห์สถานการณ์ในตอนนี้อย่างใจเย็น
“แล้วจะทำอย่างไรเล่า” เหวยหมิ่นจือแทบจะร้องไห้ออกมา
ลูกน้องผู้นั้นรีบแนะนำ “เช่นนั้นเราแจ้งทางการดีหรือไม่ขอรับ”
“เกิดเรื่องนี้ขึ้น ต่อให้เราไม่แจ้งทางการ คนจากทางการก็ต้องไปอยู่แล้ว แต่จะช้าเกินไปน่ะสิ!” กล่าวจบ ในหัวของหลี่ซิ่วซิ่วก็มีแสงหนึ่งประกายขึ้นมา นางกล่าวอย่างตื่นเต้น “ข้ารู้แล้วว่าควรไปหาผู้ใด! ข้าจะไปจวนหานอ๋องประเดี๋ยวนี้!”
ไป๋เย่หานเกลียดวันฝนตกที่สุด
เมื่อก่อนตอนที่ร่วมกองทัพไปสู้รบ เพียงถึงวันฝนตก จิตใจมุ่งมั่นใจการรบของเหล่าทหารก็จะลดน้อยลงไป
เมื่อเห็นว่าในที่สุดฝนก็หยุด แต่ในใจของเขาก็ยังคงรู้สึกไม่เป็นสุขนัก
ในตอนนั้นเอง หานเฟยก็พาหลี่ซิ่วซิ่วเข้ามาอย่างกระวนกระวาย “ท่านอ๋อง ไม่ได้การแล้วขอรับ พระชายาเกิดเรื่องแล้ว…”
จากนั้น ไป๋เย่หานและหานเฟยทั้งสองคนก็ควบม้าเร็วออกจากจวนหานอ๋อง มุ่งหน้าไปหมู่บ้านชิงสุ่ย
ตอนที่พวกเขามาถึงจุดที่เกิดดินถล่ม เมื่อเห็นสถานการณ์น่าสลดใจตรงหน้า ใจก็หล่นวูบจนเกิดเสียงดัง ‘ตุบ!’ ในใจ
หานเฟยเม้มปาก กล่าวเสียงอ่อน “ท่านอ๋อง ท่านไม่ต้องเป็นกังวลขอรับ ไม่แน่ว่าพระชายาอาจจะไปถึงหมู่บ้านชิงสุ่ยแล้ว…”
“แล้วถ้าหากเกิดเรื่องเล่า!” ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว กล่าวอย่างเย็นชา
ตอนนี้ทางแคบข้างหน้าถูกหินและดินปิดกั้นเอาไว้ ทั้งยังสูงกว่าสามสี่กิ่งไม้
ไป๋เย่หานไม่ลังเล ใช้วิชาตัวเบาเหาะขึ้นไปทันที และยืนอยู่บนนั้น พร้อมกับใช้แววตาเฉียบคมมองหาไปรอบ ๆ ขณะเดียวกันก็ตั้งสมาธิให้มั่น ใช้กำลังภายในตรวจสอบความเคลื่อนไหวโดยรอบ
ส่วนหานเฟยเองก็เหาะขึ้นมาเช่นกัน จากนั้นทั้งสองก็แยกกันตามหา
ในใจของไป๋เย่หานเป็นกังวลอย่างมาก ถึงแม้จะอยู่ในช่วงเวลาวิกฤติของสงคราม เขาเองก็ไม่เคยหวาดกลัวเพียงนี้มาก่อน
ในตอนนี้ เขาไม่สามารถสงบใจลงได้เลย เขาเป็นกังวลจริง ๆ กังวลว่านางจะถูกกดทับอยู่ใต้กองดินภูเขานี้
“ชิงหลัน…ชิงหลัน…ซ่งชิงหลัน! ซ่งชิงหลัน…” เขาตามหาพลางตะโกนเรียกชื่อนาง
ที่ด้านในถ้ำ
หินภูเขาที่ผสมปนเปอยู่กับดินภูเขาเหล่านั้นปิดทับปากทางเอาไว้อย่างแน่นหนา
แม้ซ่งชิงหลันและเสี่ยวฟางจะออกแรงสุดแรงเกิด ก็ทำได้เพียงดันก้อนหินเล็ก ๆ สองก้อนลงมา เผยให้เห็นรูที่ใหญ่เท่าใบหน้าเท่านั้น
ในตอนที่พวกเขากำลังท้อแท้อยู่นั่นเอง ซ่งชิงหลันก็ได้ยินเสียงตะโกนที่คุ้นหูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
นางมองเสี่ยวฟางอย่างประหม่า “เสี่ยวฟาง เจ้าได้ยินเสียงอันใดหรือไม่”
เสี่ยวฟางเงี่ยหูฟังในทันที จากนั้นก็มองไปยังซ่งชิงหลันด้วยใบหน้าประหลาดใจและมีความสุข “ได้ยินขอรับ! ท่านพี่ชิงหลัน ดูเหมือนจะมีคนเรียกท่านอยู่ มีคนมาตามหาพวกเราแล้วขอรับ! เรารอดแล้ว!”
“นั่นเสียงของไป๋เย่หาน” ซ่งชิงหลันอดที่จะเผยรอยยิ้มมีความสุขออกมาบนใบหน้าไม่ได้
หลังจากนั้นนางก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และตะโกนออกไปสุดเสียงผ่านรูเล็ก ๆ ที่เปิดออกมานั้น “ไป๋เย่หาน! ไป๋เย่หาน! ข้าอยู่ตรงนี้! ตรงนี้…”
“ท่านอ๋อง! ข้าได้ยินเสียงขอรับ!” หานเฟยวิ่งมาถึงข้างกายไป๋เย่หานในทันที
ในที่สุดใบหน้าหล่อเหลาของไป๋เย่หานก็เผยความยินดี “เป็นชิงหลัน นางยังมีชีวิตอยู่”
หานเฟยเองก็ดีใจขึ้นมาด้วย เขาชี้ไปตรงหน้า “ท่านอ๋อง เสียงดังมาจากทางด้านนั้นขอรับ ดูเหมือนตรงนั้นจะมีปากทางเข้าถ้ำอยู่”
“ไปกันเถิด” ไป๋เย่หานรีบเหาะไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว