ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 27 ตระกูลไป๋มาก่อเรื่องอีกครั้ง (รีไรท์)
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 27 ตระกูลไป๋มาก่อเรื่องอีกครั้ง (รีไรท์)
บทที่ 27 ตระกูลไป๋มาก่อเรื่องอีกครั้ง (รีไรท์)
ฟางชุ่ยจือจ้องสามีของตน “ตอนที่ข้าถูกรังแกเหตุใดเจ้าถึงไม่คิดจะออกมาช่วยข้า”
ว่าจบก็โยนเจียนปิ่งลงที่แผงขายของ
แม้ว่าหวังต้าเตาจะเป็นบุรุษร่างใหญ่ รูปร่างท้วมหนา มีหนวดเคราดูน่าเกรงขาม แต่ความจริงแล้วเขาช่างเป็นคนที่อ่อนต่อโลกเสียจนน่ารำคาญใจ
หวังต้าเตายิ้มซื่อ ลูบหลังของภรรยาเพื่อปลอบโยนให้นางสงบลง
“ต้องนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวไว้สิ อีกอย่างข้าเพิ่งไปเอาแป้งมาทำซาลาเปา”
“ทำซาลาเปาเช่นนั้นหรือ มาทำอันใดกันตอนนี้ ตั้งแต่ฟ้าสางมาจนตะวันจะจ่อหัวขนาดนี้ ยังขายไม่ได้สักเข่งเลย เราโดนพี่น้องตระกูลซ่งนั่นแย่งลูกค้าไปหมดแล้วไม่เห็นหรืออย่างไร”
“ภรรยา ใจเย็น ๆ เสียก่อน อาหารของนางรสชาติดี ลูกค้าจะชอบกินก็ไม่แปลก ตราบใดที่เราทำไส้ซาลาเปาของเราให้อร่อย ลูกค้าก็จะมากินอาหารเราเหมือนกัน”
ฟางชุ่ยจือเอื้อมมือไปบิดหูของเขาด้วยความโมโห “เจ้านี่มัน…ตัวก็ใหญ่ ไม่ได้มีสมองบ้างเลยหรืออย่างไรฮะ น่าโมโหเสียจริง!”
ฝ่ายสามีจึงรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว เขาชี้ไปที่เจียนปิ่งที่ถูกโยนไว้บนแผงขายของ “เจียนปิ่งนี่ ภรรยาซื้อมาอย่างนั้นหรือ เจ้าเอามาให้ข้าลองชิมหรือเปล่า”
“อย่าไปกินของนังนั่นเชียวนะ!”
ไม่ทันที่ฟางชุ่ยจือจะพูดจบ สามีจอมซื่อของนางก็กัดเจียนปิ่งม้วนนั้นเข้าปากคำใหญ่ จากนั้นก็หันมาเอ่ยอย่างตื่นเต้น “แม่เจ้า อร่อยขนาดนี้ ภรรยา เจ้ามาลองกินดูสิ”
ไม่อยากกิน!
“ข้า…”
เพียงแค่ภรรยาอ้าปากจะปฏิเสธ หวังต้าเตาก็ยัดเจียนปิ่งเข้าไปในปากของนางด้วยความหวังดี ปากของฟางชุ่ยจือเริ่มเคี้ยวอาหารตามสัญชาตญาณ แม้แต่นางเอง ตอนนี้ก็มีนัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมา “อร่อยนี่”
ว่าอย่างนั้นแล้วก็หยิบอาหารเช้าของร้านข้าง ๆ จากมือสามีมากินอีกสองคำ
ในช่วงเที่ยง ชาวบ้านเริ่มทยอยแยกย้ายกันไป ไม่ได้มีคนมาซื้อเจียนปิ่งมากนัก
เจ้าเด็กทารกทั้งสองอย่างซ่งชิงเฉินและซ่งชิงเยว่ หลังตื่นขึ้นจากการงีบหลับในช่วงสาย ทั้งคู่ก็เริ่มส่งเสียงร้องโยเยด้วยความหิว
ซ่งชิงตงจึงหันไปเอ่ยกับแม่ของหลานทั้งสอง “ท่านพี่ ท่านพาท่านย่ากับเด็ก ๆ กลับบ้านไปก่อนเถิด พวกเราสามคนจะดูร้านให้เอง”
ซ่งชิงหลันพยักหน้ารับ “ดีเลย ข้าจะกลับไปทำอาหารก่อน สักครึ่งชั่วยามพวกเจ้าช่วยกันปิดร้านแล้วตามกลับไปกินข้าวที่บ้านนะ”
หลานสาวใหญ่ของบ้านซ่งพาท่านย่าและลูกน้อยทั้งสองขึ้นไปบนรถเข็น แล้วเข็นพาทั้งสามกลับไปที่บ้าน
ไม่คาดว่าในตอนนี้ ไป๋เย่เฮยและชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งจะกำลังรุมเคาะประตูบ้านของตนอย่างรุนแรง
“เปิดประตูประเดี๋ยวนี้ ซ่งชิงหลัน ออกมาเปิดประตูให้ข้าประเดี๋ยวนี้”
แม้จะทุบประตูอยู่นานเพียงใดก็มีเพียงความเงียบตอบกลับมา
ลูกน้องคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นว่า “พี่เฮย ข้าว่านางอยู่ในบ้าน แต่ไม่กล้าออกมาเป็นแน่”
ตามด้วยเสียงเยินยอขึ้นอีก “ใช่ ๆ นางคงกลัวลูกพี่จนหัวหด ไม่กล้าออกมา”
ไป๋เย่เฮยพลันนึกถึงเรื่องที่ตนถูกสตรีชั่วนางนั้นทุบตีจนต้องร้องขอความเมตตาก็เกิดความโกรธขึ้น เขายกขาเตะประตูบ้านเสียงดังพร้อมกับตะโกนคำผรุสวาทออกมา “แม่งเอ๊ย!”
ในตอนนั้นเองที่เสียงหวานใสแต่กลับไร้ซึ่งความเกรงกลัวดังขึ้นด้านหลังของพวกเขา “ไป๋เย่เฮย มาทำอันใดที่นี่อีก อยากมาทักมายพี่สะใภ้ของเจ้าอย่างนั้นหรือ”
ทันทีที่ไป๋เย่เฮยหันหน้าไป ก็พบว่าเป็นซ่งชิงหลันที่เดินเข้ามาอย่างใจเย็น พร้อมกับเข็นรถเข็นไม้มาด้วย
เหล่าพรรคพวกของเขาตะโกนอย่างตื่นเต้น “พี่เฮย นังคนนั้นกลับมาแล้ว”
ดวงตาของไป๋เย่เฮยวาวโรจน์ เขาเอ่ยเย้ยหยันออกมาทันที “คนอย่างเจ้าหรือจะให้ข้านับว่าเป็นพี่ ฝันไปเถิด วันนี้ข้าต่างหากที่จะทำให้เจ้าเรียกข้าว่าท่านพี่”