ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 271 อยู่ ๆ ก็เข้าวัง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 271 อยู่ ๆ ก็เข้าวัง
บทที่ 271 อยู่ ๆ ก็เข้าวัง
วันต่อมา ไป๋เย่หานตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งยังเปลี่ยนเป็นชุดขุนนาง
โดยมีหานเฟยคอยรับใช้อยู่ข้าง ๆ และเอ่ยถาม “ท่านอ๋องขอรับ วันนี้ไม่ใช่สิบห้าค่ำ เหตุใดท่านต้องเข้าวังด้วยขอรับ”
อีกทั้งเขายังไม่เห็นคนจากตำหนักหยิงชุนมาบอกข่าวให้ท่านอ๋องของเขาเข้าวังอีกด้วย
แต่ไป๋เย่หานกลับยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ข้าเข้าวังเพื่อไปขอให้เสด็จพ่อพระราชทานงานแต่งน่ะสิ”
หานเฟยอ้าปากค้างด้วยความตกใจ จากนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยินดีด้วยขอรับท่านอ๋อง! ครั้งนี้ถือว่าในความโชคร้ายก็มีโชคดีแฝงอยู่ ท่านได้จับจองพระชายาแล้ว!”
ไม่แปลกเลยที่เมื่อวานตอนเขาเห็นท่านอ๋องและพระชายาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป ที่แท้ทั้งสองคนก็กลับมาคืนดีกันแล้ว! เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าเกิดเรื่องอันใดกับพวกเขาที่หมู่บ้านชิงสุ่ย ถึงได้มีการเปลี่ยนแปลงอันดีเช่นนี้ ยิ่งเห็นเช่นนี้เขายิ่งอยากรู้เสียจริง!
สีหน้าของหานเฟยไม่สามารถปกปิดความอยากรู้อยากเห็นได้ ส่วนไป๋เย่หานมองเขาแวบหนึ่งก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอันใดอยู่
เขาถลึงตามองหานเฟย และกล่าวอย่างเย็นชา “ยังไม่รีบไปเตรียมรถม้าอีก”
“ขอรับ ข้าน้อยจะไปเตรียมประเดี๋ยวนี้”
หานเฟยรีบวิ่งไป แต่ในใจก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย ท่านอ๋องได้ตัวหญิงงามมาครอบครองแล้วแท้ ๆ เหตุใดอารมณ์ยังดุร้ายอยู่อีก
ข่าวการเข้าวังของไป๋เย่หานรับรู้ไปถึงหูของพระสนมเฉินที่พระตำหนักหยิงชุนอย่างรวดเร็ว
นางรีบสั่งให้นางข้าหลวงในวังเตรียมของว่างและน้ำชาที่ไป๋เย่หานชอบเอาไว้ และเฝ้ารอ
แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีผู้ใดมา
ในที่สุดจ้าวหรูไห่ก็กลับมา
พระสนมเฉินขมวดคิ้ว เอ่ยถาม “เกิดอันใดขึ้น ไหนว่าหานอ๋องเข้าวังไม่ใช่หรือ เหตุใดผ่านมานานแล้วยังไม่เห็นมาทักทายข้าเลย”
จ้าวหรูไห่กัดฟัน มองพระสนมเฉินอย่างกล้า ๆ กลัว จากนั้นก็นำข่าวที่ไปสืบมาบอกกล่าวออกมา “ทูลพระสนมเพคะ ท่านอ๋องตรงไปยังพระที่นั่งชิงซิน เข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้วเพคะ”
“จริงหรือ” แววตาของพระสนมเฉินอดฉายแววความสุขออกมาไม่ได้ มองนางข้าหลวงกุ้ยจือที่อยู่ข้าง ๆ “กุ้ยจือ ดูท่าในที่สุดหวงเอ๋อร์ก็สนใจในตำแหน่งรัชทายาทเสียแล้ว เจ้ารีบนำแกงลำไยอบแห้งและเมล็ดบัวมาเสีย ข้าจะนำไปยังพระที่นั่งชิงซินให้ฝ่าบาทและหวงเอ๋อร์ได้ชิมด้วยตนเอง”
กล่าวจบ พระสนมเฉินก็ยืนขึ้นอย่างมีความสุข
แต่ทว่าสีหน้าของจ้าวหรูไห่กลับไม่สู้ดีนัก นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยออกมา “พระสนมเพคะ พระองค์ไม่จำเป็นต้องเสด็จไปหรอกเพคะ ท่านอ๋องออกจากวังไปแล้วเพคะ”
“ว่าอย่างไรนะ” รอยยิ้มมีความสุขของพระสนมเฉินหายไปในทันที มีสีหน้าเคร่งขรึมและเอ่ยถาม “เกิดอันใดขึ้น”
จ้าวหรูไห่มีสีหน้าลำบากใจ และเริ่มพูดตะกุกตะกัก “พระสนมเพคะ บ่าวได้ยินมาว่า เมื่อครู่ท่านอ๋องกับฝ่าบาทหารือกันที่พระที่นั่งชิงซินแล้วมีปากเสียง ท่านอ๋องจึงกลับไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ส่วนที่ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่นั้น เรื่องนั้น…บ่าวสืบข่าวมาไม่ได้จริง ๆ เพคะ”
พระสนมเฉินสีหน้าคร่ำเครียด ในใจลอบตะโกนว่าไม่ได้การแล้ว เหตุใดถึงทำให้จางอิงรั่งปิดปากเงียบถึงเพียงนี้ นางไม่สามารถสืบข่าวคราวอันใดได้เลยแม้แต่น้อย แสดงว่าเรื่องนั้นจะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่
ยิ่งคิดในใจนางก็ยิ่งสับสน จากนั้นก็สั่งกับนางข้าหลวงกุ้ยจือ “เจ้าไปพระที่นั่งซิงชินกับข้า”
เมื่อพระสนมเฉินมาถึงพระที่นั่งซิงชิน ก็คิดไม่ถึงว่าจะถูกจางอิงรั่งขวางเอาไว้
จางอิงรั่งก้มตัวลง กล่าวด้วยรอยยิ้ม “พระสนมเฉิน ฝ่าบาททรงกำลังจัดการพระราชกิจ รับสั่งว่าห้ามผู้ใดก็ตามเข้าไปรบกวนในพระที่นั่งพ่ะย่ะค่ะ”
พระสนมเฉินยังคงสีหน้าไว้ “ข้าทำแกงลำไยอบแห้งและเมล็ดบัวที่ฝ่าบาททรงโปรดที่สุดด้วยตัวเอง จึงนำมาถวาย ไม่ว่าจะทรงงานยุ่งเพียงใด ก็ต้องเสวยอันใดเสียหน่อยไม่ใช่หรือ เช่นนั้นหากพระวรกายของฝ่าบาทเป็นอันใดไปจะทำเช่นไร”
จางอิงรั่งเองก็ไม่ใช่คนที่จะหลอกล่อได้ง่าย ๆ เขากล่าวตอบพร้อมรอยยิ้ม “พระสนมตรัสได้ถูกต้อง เช่นนั้น อีกประเดี๋ยวข้าน้อยจะจัดการแทนพระสนมเพคะ นำแกงลำไยอบแห้งและเมล็ดบัวนี้ไปถวายเองพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้า…” ดวงตาโกรธเกรี้ยวของพระสนมเฉินเบิกกว้าง และกำลังจะระเบิดอารมณ์
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงของจิ่งกวงเย่ดังออกมาจากด้านในพระที่นั่งชิงซิน “ด้านนอกนั่นใช่พระสนมเฉินหรือไม่ จางอิงรั่ง ให้พระสนมเฉินเข้ามาเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ” จางอิงรั่งตอบรับกับประตู จากนั้นก็หันมามองทางพระสนมเฉิน “เชิญพระสนมเฉินพ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นพระสนมเฉินถือกล่องอาหารเดินเข้าไป แล้วให้นางข้าหลวงกุ้ยจือและคนอื่น ๆ รออยู่ที่ด้านนอกพระที่นั่ง
เพียงนางเดินเข้าไป ก็นำเอาแกงลำไยอบแห้งและเมล็ดบัวที่เตรียมไว้ออกมา “ฝ่าบาท นี่เป็นแกงลำไยอบแห้งและเมล็ดบัวที่หม่อมฉันทำให้พระองค์ด้วยตนเอง ทรงลองชิมดูนะเพคะ”
จิงกวงเย่หยิบช้อนมาจิบ “อืม ไม่เลว”
พระสนมเฉินยิ้ม กล่าวต่อ “หม่อมฉันได้ยินว่าหานเอ๋อร์เข้าวังหรือเพคะ”
“เจ้าช่างรู้ข่าวรวดเร็วเสียจริง” จิ่งกวงเย่มองนางแวบหนึ่ง “พอดีเลย ข้าเองก็อยากจะถามเจ้า ก่อนหน้านี้หานเอ๋อร์เคยแต่งงาน ทั้งยังมีฝาแฝดคู่หนึ่ง เรื่องนี้เจ้ารู้หรือไม่”
พระสนมเฉินตกใจจนทำอันใดไม่ถูก เดิมทีนางตัดสินใจจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเป็นส่วนตัว คิดไม่ถึงเลยว่า…
“ฝ่าบาท เรื่องนี้…หม่อมฉัน…”
“ดูท่าเจ้าจะรู้แล้วสิ” จิ่งกวงเย่ยิ้ม กล่าวต่อ “เมื่อครู่หานเอ๋อร์มาหาข้า เขามาเพื่อพูดเรื่องนี้ อีกอย่าง เขายังขอร้องให้ข้าพระราชทานงานแต่ง ให้เขาแต่งซ่งชิงหลันเข้าวัง”
“ว่าอย่างไรนะเพคะ” พระสนมเฉินตกใจเสียจนแทบเป็นลม
แต่จิ่งกวงเย่รีบพยุงนางไว้ “พระสนม เจ้าเป็นอันใดไปหรือ”
พระสนมเฉินขมวดคิ้ว พร้อมกล่าวอย่างกังวล “ฝ่าบาท เช่นนั้นพระองค์ทรงตอบเขาไปอย่างไรหรือเพคะ”
อย่างดีที่สุดควรปฏิเสธทันที เพื่อเลี่ยงปัญหาในภายภาคหน้า
“ข้าบอกว่าให้ใจเย็น ๆ ให้ข้าได้ใช้เวลาครุ่นคิดเสียหน่อย”
อย่างไรนี่ก็เป็นงานแต่งงานขององค์รัชทายาท ย่อมต้องรอบคอบเป็นอย่างมาก
แต่พระสนมเฉินเป็นกังวลขึ้นมาจริง ๆ “ฝ่าบาท เรื่องนี้ยังมีอันใดให้คิดอีกเพคะ ซ่งชิงหลันผู้นั้น ก็คือสาวชาวไร่ที่โตมาจากย่านหย่งเหอ นางจะคู่ควรกับหานเอ๋อร์ของเราได้อย่างไร อีกอย่าง ฝ่าบาท ก่อนหน้านี้พระองค์ก็ทรงรับปากกับหม่อมฉัน ว่าจะหาพระชายาที่มีความสามารถ มีคุณธรรมสูงส่งไม่ใช่หรือเพคะ หม่อมฉันคิดว่า บุตรสาวของมหาเสนาบดีหลิวเป็นตัวเลือกเดียวที่เหมาะสมเพคะ”
ความคิดของพระสนมเฉิน จิ่งกวงเย่จะไม่รู้ได้อย่างไร
เขาดึงมือของพระสนมเฉินไว้เบา ๆ ดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมอกของตนเอง มองท่าทางเป็นกังวลของนาง แล้วกล่าวปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน “หานเอ๋อร์เติบใหญ่แล้ว เขารู้ว่าตนต้องการอันใด อีกอย่าง นางก็คลอดหลานให้เราแล้วด้วย”
“ตั้งแต่โบราณมา งานแต่งงานล้วนเป็นการจัดการของพ่อแม่ผ่านแม่สื่อ งานแต่งงานของราชวงศ์นี้ยิ่งไม่ควรตัดสินใจด้วยตนเอง ตามที่หม่อมฉันคิด หานเอ๋อร์คงจะถูกหญิงผู้นั้นใช้ลูกสองคนข่มขู่ เราย่อมต้องได้ตัวหลาน ๆ กลับมาเพคะ แต่หม่อมฉันคิดว่า ให้นางเป็นพระชายารองก็ถือว่าปรานีต่อนางมากแล้ว ฝ่าบาท พระองค์ทรงคิดกับเรื่องนี้อย่างไรเพคะ”
จิ่งกวงเย่ขมวดคิ้ว “เรื่องนี้ขอให้ข้าคิดอีกครั้งก่อน สนมข้า เจ้ากลับไปก่อนเถิด”
และแล้วพระสนมเฉินก็ต้องเดินออกจากพระที่นั่งชิงซินด้วยความโมโห
ระหว่างทางกลับพระตำหนักหยิงชุน นางข้าหลวงกุ้ยจืออดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ จึงกล่าวถามคำหนึ่ง “พระสนมเพคะ เกิดเรื่องอันใดหรือเพคะ เหตุใดสีหน้าพระองค์จึงไม่สู้ดีนัก”
พระสนมเฉินนั่งลงบนเกี้ยว ลูบหว่างคิ้วที่บวมปูดของตน “หานเอ๋อร์มาขอพระราชทานงานแต่งจากฝ่าบาท เขาต้องการจะแต่งเอาซ่งชิงหลันเป็นพระชายา”
“ว่าอย่างไรนะเพคะ” นางข้าหลวงกุ้ยจือเองก็ตะลึงไป “ดูท่าทาง ท่านอ๋องจะตัดสินใจแน่วแน่แล้วนะเพคะ”
“ใช่น่ะสิ” พระสนมเฉินหรี่ตาเล็กน้อย แววตาฉายความเย็นชา “คนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็ย่อมมีแผนการยาวไกล ข้าจะไม่ปล่อยให้หญิงผู้นั้นมาทำร้ายหานเอ๋อร์เด็ดขาด…”