ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 275 โดนพิษ
บทที่ 275 โดนพิษ
จิ่งกวงเยี่ยยิ้ม แววตาวูบไหวเล็กน้อย หากแต่ในดวงตาที่ลึกลับคู่นั้นทำให้คนเดาอารมณ์ไม่ออก จากนั้นเขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เช่นนั้นแม่นางซ่งคิดว่า วันนี้ที่ข้ามาเพราะเหตุใดเล่า”
ซ่งชิงหลันตอบกลับอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “ให้หม่อมฉันอยู่ห่างไป๋เย่หาน จริง ๆ แล้ว คนตัวเล็ก ๆ ต่ำต้อยอย่างหม่อมฉัน เพียงแค่ ฝ่าบาทตรัสคำเดียวก็ส่งคนมาจัดการหม่อมฉันได้แล้ว แต่ในเมื่อวันนี้พระองค์เสด็จมาต่อรองกับหม่อมฉันด้วยพระองค์เอง ก็พิสูจน์ได้ว่าในสายพระเนตรของฝ่าบาท หม่อมฉันยังพอมีคุณค่าอยู่บ้างเพคะ”
ถูกต้อง จิ่งกวงเยี่ยมาเพื่อต่อรองกับนาง
เขาให้ค่ากับความสามารถมาโดยตลอด ซึ่งซ่งชิงหนานและซ่งชิงซีก็ล้วนเป็นผู้มีความสามารถที่หาได้ยากยิ่งในราชสำนัก พวกเขาพี่น้องรักกันอย่างลึกซึ้ง ถ้าหากเขาทำอันใดซ่งชิงหลันจริง ๆ เช่นนั้นเป็นไปได้มากว่าราชสำนักจะเสียผู้มีความสามารถในทางบุ๋นไปหนึ่งคนและทางบู๊ไปอีกหนึ่งคน
อีกอย่าง ซ่งชิงตงในตอนนี้ก็เป็นพ่อค้าใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง อีกทั้งซ่งชิงหลันเองก็มีธุรกิจภายใต้ชื่อตนเองมากมาย นางทั้งมั่งคั่งร่ำรวย ถ้าหากทำอันใดกับนาง เช่นนั้นก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วทั้งเมืองหลวงเป็นแน่
เมื่อได้พูดคุยกับคนฉลาด จิ่งกวงเยี่ยเองก็รู้สึกว่าเขาคงลดปัญหาไปได้มาก จึงเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา “แม่นางซ่งมีเงื่อนไขอย่างไร ก็ว่ามาได้เลย”
ในเมื่อเป็นคนทำการค้า เมื่อพูดถึงการทำการค้าขาย ก็มักจะมีเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม
ซ่งชิงหลันกลับยิ้มพลางส่ายหน้า “หม่อมฉันรับปากไป๋เย่หานเอาไว้แล้ว ขอเพียงเขาไม่ปล่อยมือ หม่อมฉันก็จะไม่ทิ้งเขาไปเพคะ”
จิ่งกวงเยี่ยขมวดคิ้ว สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชาจนน่ากลัว “เจ้าไม่กลัวหรือว่าข้าจะฆ่าเจ้าจริง ๆ”
ทันทีที่กล่าวจบ ซ่งชิงหลันก็มองเห็นองครักษ์ที่ยืนอยู่นอกประตูแอบเลื่อนมือไปจับกระบี่ที่เอว
“ไม่กลัวเพคะ” ซ่งชิงหลันยิ้มบาง “อีกอย่าง พระองค์เองก็ไม่ทำเป็นแน่”
จิ่งกวงเยี่ยรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมากกับความสามารถในการมองคนได้อย่างทะลุปรุโปร่งของนาง รวมไปถึงความกล้าหาญที่เกินคนทั่วไป เขาจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ในที่สุดข้าก็เข้าใจ ว่าเหตุใดหานอ๋องจึงต้องแต่งงานกับเจ้าให้ได้ เพียงแต่น่าเสียดาย เจ้าเกิดมาต่ำต้อย และต่อไปหานอ๋องจะต้องเป็นผู้ครอบครองแผ่นดิน…”
ซ่งชิงหลันเหลือบตาขึ้นมาเล็กน้อย เผยให้เห็นแววตาที่มั่นคง กล่าวเสียงต่ำ “อย่าว่าแต่ไป๋เย่หานจะไม่ต้องการครองบัลลังก์เลยเพคะ ต่อให้เขาต้องการ หม่อมฉันเองก็มีความสามารถช่วยให้เขาครองตำแหน่งนั้นได้”
……
ซ่งชิงหลันและจิ่งกวงเยี่ย ‘คุยกันอย่างราบรื่น’ อยู่ในห้องส่วนตัวชั้นบน ส่วนคนที่รออยู่ข้างล่างกลับรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปนานนับปี
หลิวกุ้ยเสียเดินไปเดินมาอย่างเป็นกังวล ปากก็พึมพำ ไม่รู้ว่ากำลังพูดอันใดอยู่
ทำให้ซ่งอวิ๋นเฟิงเองก็กังวลไปด้วย เขามองนางแล้วกล่าว “ไอ้หยา เมียข้า เจ้าหยุดเดินไปเดินมาได้แล้ว ข้าเวียนหัวจะแย่”
หลิวกุ้ยเสียหยุดฝีเท้า เดินมาตรงหน้าซ่งอวิ๋นเฟิง “เจ้าไม่กังวลเลยหรือ เจ้าไม่เป็นห่วงหลันหลันหรืออย่างไร นี่นางขึ้นไปตั้งนานแล้ว เจ้าคิดว่า หลันหลันจะเป็นอันใดไปหรือไม่”
“ไม่กระมัง นี่กลางวันแสก ๆ นะ…” ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าว ในใจเองก็ค่อย ๆ ร้อนรนขึ้นมา
ในตอนที่ทั้งสองคนกังวลจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนั้นเอง ประตูของห้องงดงามเกินปฐพีที่ชั้นบนก็ถูกเปิดออกในที่สุด
จากนั้นซ่งชิงหลันและจิ่งกวงเยี่ยเดินออกมาพร้อมกัน
นางยังไปส่งเขาขึ้นรถม้าด้วยตนเอง ก่อนที่จะแยกจากกัน ซ่งชิงหลันยังมองเขาแล้วกล่าว “ข้าจะรอครั้งต่อไปที่พระองค์เสด็จนะเพคะ”
จิ่งกวงเยี่ยมองนางผ่านผ้าม่านของรถม้าหรูหรา ก็ยกยิ้มเล็กน้อยแล้วจากไป
หลิวกุ้ยเสียและซ่งอวิ๋นเฟิงสองสามีภรรยาเห็นซ่งชิงหลันไม่เป็นอันตรายใด ๆ ก็วางใจที่เป็นกังวลเสียที
พอหลิวกุ้ยเสียเห็นว่ารถม้าจากไปไกลแล้ว จึงเอ่ยถามออกมาอย่างอดไม่ได้ “หลันหลัน คนผู้นี้เป็นมาอย่างไรกันแน่ เหตุใดข้างกายพาผู้ติดตามมามากมายเพียงนี้ คนไม่รู้คงเข้าใจว่าเขาเป็นพระราชากระมัง”
“คิก!” ซ่งชิงหลันหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ไหว
นางมองหลิวกุ้ยเสียอย่างมีเลศนัย “ท่านอาสะใภ้ ท่านไม่ต้องรู้จะดีกว่าเจ้าค่ะ”
กล่าวจบก็หมุนตัวเดินเข้าไปในภัตตาคารอวิ๋นหลาย
ระหว่างทางกลับวัง
จิ่งกวงเยี่ยนั่งอยู่ในรถม้า เปิดผ้าม่านรถม้า เอ่ยถามจางอิงรั่งที่นั่งอยู่ตรงหน้า “จางอิงรั่ง เจ้าคิดว่าอย่างไร”
“แม่นางซ่งกล้าหาญและฉลาดเฉลียว มีความสามารถทั้งยังงดงาม ช่างเป็นหญิงอัศจรรย์ที่หาได้ยากยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
จิ่งกวงเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย พร้อมกล่าวเสียงเย็น “เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ได้ถามถึงเรื่องนี้”
จางอิงรั่งก้มหน้าลงเล็กน้อย และยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “กระหม่อมคิดว่า แม่นางซ่งฉลาดเกินคนทั่วไป จะเป็นชายาที่ช่วยเหลือท่านอ๋องได้เป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ”
เพียงเขากล่าวจบ ในรถม้าก็เงียบไปครู่ใหญ่
ในยามเหงื่อผุดขึ้นมาบนหน้าผากของจางอิงรั่ง เพราะเขากลัวว่าตนจะกล่าวอันใดผิดไป และทำให้ให้นายท่านไม่พอใจ
ปกติแล้วเขาเข้าใจความคิดของฝ่าบาทมากที่สุด แต่ในวันนี้ เขากลับเดาไม่ถูก
ผ่านไปพักหนึ่ง ในรถม้าก็มีเสียงทุ้มของจิ่งกวงเยี่ยดังขึ้น “ข้าอยากกินเจียนปิ่ง”
ต้องโทษที่เจียนปิ่งสูตรลับของซ่งชิงหลันอร่อยเกินไป ต่อให้เป็นห้องพระเครื่องต้นในวังหลวงก็ไม่สามารถถอดสูตรของรสชาติที่นางทำได้
ปกติแล้วหากเขาอยากกิน ก็ทำได้เพียงให้คนออกมาซื้อ แต่เมื่อซื้อกลับเข้าไปในวัง เจียนปิ่งก็เหี่ยวลงเล็กน้อย ไม่อร่อยเท่าของที่ทำใหม่ ๆ
เขาจึงถือโอกาสที่วันนี้ออกจากวังตามใจปากเสียหน่อย
จางอิงรั่งขมวดคิ้วอย่างลำบากใจ “ฝ่าบาท แผงขายเจียนปิ่งนั้นอยู่ทางด้านประตูเมืองนะพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็ไปที่ประตูเมือง” น้ำเสียงของจิ่งกวงเยี่ยทุ้มต่ำมีพลัง ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถคัดค้านได้
ขุนนางที่ควบรถม้ามองจางอิงรั่งแวบหนึ่ง จางอิงรั่งเองก็เพียงพยักหน้า แสดงออกว่าให้เขาควบม้าไปยังประตูเมือง
จากนั้นจางอิงรั่งก้ต่อแถว ซื้อเจียนปิ่งมาสองอัน
จิ่งกวงเยี่ยเปิดห่อกระดาษออกมาอย่างทนรอไม่ไหว กำลังกัดได้หนึ่งคำ ขณะที่กำลังอยู่ในระหว่างหวนคิดถึงรสชาติ ก็ได้ยินเสียง ‘ฟิ้ว!’ ดังขึ้น มีลูกธนูบินผ่านหูของเขาไป
จากนั้นก็มีเสียงแหลมอันเป็นกังวลของจางอิงรั่งดังขึ้น “มีมือสังหาร! ปกป้องฝ่าบาท!”
อู่ต้าหย่งที่เฝ้าประตูเมืองอยู่ เมื่อพบว่ามีเรื่องผิดปกติก็เหาะมาในทันที และยืนป้องกันอยู่ตรงหน้ารถม้า
ในตอนนั้น ชายชุดดำกลุ่มหนึ่งก็พุ่งตัวลงมาจากฟ้า ในมือถือกระบี่ใหญ่พุ่งเป้ามาที่รถม้า
ส่วนองครักษ์ที่ติดตามจิ่งกวงเยี่ยและอู่ต้าหย่งพยายามทุกวิถีทางเพื่อป้องกัน แต่เพียงไม่ทันระวัง ก็มีชายชุดดำฉวยโอกาสที่วุ่นวายนี้ฟันรถม้าแยกออกจากกัน
ต่อจากนั้นลูกธนูหลายสิบลูกก็พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง
“ระวัง!” อู่ต้าหย่งมีแววตามืดมน เขาเหาะไปข้างหน้า หยิบกระบี่ออกมาป้องกันลูกธนู และป้องกันจิ่งกวงเยี่ยไว้ด้านหลัง
แต่ไม่ว่าฝีมือต่อสู้ของเขาจะเก่งกาจเพียงใด แต่ลูกธนูนั้นไม่มีตา ทันใดนั้นใบมีดเล่มหนึ่งก็ปักเข้าที่แขนของจิ่งกวงเยี่ย
ในตอนนี้ ทหารเฝ้าประตูที่เฝ้าประตูเมืองอยู่ก็รีบรุดมา
ชายชุดดำเห็นว่าพวกเขามีหลายคน อีกทั้งเป้าหมายของพวกเขาก็บรรลุผลแล้ว จึงได้รีบจากไปอย่างรวดเร็ว
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!” จางอิงรั่งเห็นว่าจิ่งกวงเยี่ยได้รับบาดเจ็บยังหน้าซีด ก็อดไม่ได้ที่จะตกใจจนทำอันใดไม่ถูก
ส่วนอู่ต้าหย่งมองจักรพรรดิที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “ใบมีดนี้มีพิษพ่ะย่ะค่ะ”
จางอิงรั่งสีหน้ามืดหม่น กล่าวกับองครักษ์รอบกาย “เร็วเข้า! รีบส่งฝ่าบาทกลับวัง!”
“ไม่ได้!” อู่ต้าหย่งเอ่ยปากห้ามพวกเขาไว้ “ที่นี่อยู่ห่างจากวังหลวงเกินไป อีกทั้งพิษนี้ดูแล้วไม่ธรรมดา ไม่แน่ว่ายังไม่ถึงวัง ฝ่าบาทก็คง…”
“ท่านขุนนางจาง เช่นนั้นทำอย่างไรดี” คนที่อยู่รอบ ๆ ทั้งหมดล้วนมองจางอิงรั่งอย่างทำอันใดไม่ถูก
ทันใดนั้นอู่ต้าหย่งก็เอ่ยปาก “ไปจวนหานอ๋องเถิด”
ในตอนนี้ จิ่งกวงเยี่ยที่สีหน้าเจ็บปวดก็เอ่ยปาก “ฟังคำเขา”
ดังนั้นพวกเขาจึงลุกขึ้นมุ่งหน้าสู่จวนหานอ๋อง
ยามนี้อู่ต้าหย่งมองหวังจู้อีกด้าน และกล่าวสั่ง “เจ้าไปหาแม่นางซ่งที่ภัตตาคารอวิ๋นหลายเดี๋ยวนี้ ให้นางรีบกลับมาที่จวนหานอ๋อง เร็วเข้า!”