ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 280 ป่วยใจ ไยไม่มียารักษา
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 280 ป่วยใจ ไยไม่มียารักษา
บทที่ 280 ป่วยใจ ไยไม่มียารักษา
ไป๋เย่หานเพิ่งเดินออกมานอกประตู ก็เห็นหานเฟยกลับมาพอดิบพอดี
เขามองหานเฟยแวบหนึ่ง และถามด้วยสายตา “เป็นอย่างไรบ้าง”
หานเฟยส่ายหน้า จากนั้นก็ตอบด้วยสายตา “ไม่พบอันใดเลยขอรับ”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว พร้อมกล่าวเสียงต่ำ “กลับกันก่อน”
ทั้งสองคนเดินออกมานอกลานด้านหน้า ก็มีคนรับใช้สองสามคนของจวนลี่อ๋องเดินผ่านไปพอดี ซึ่งทั้งสองกำลังพูดคุยเรื่องบางอย่างกันอยู่”
“นี่ เจ้าเห็นหรือไม่ว่าม้าที่ท่านอ๋องให้เราย้ายออกไปในวันนี้ดูแปลก ๆ”
“มีอันใดแปลกอย่างนั้นหรือ”
“ข้ารู้สึกว่า เหมือนม้าเหล่านั้นจะหนักขึ้นไม่น้อยเลย”
“มีอันใดแปลกกัน นี่คือม้าของจวนอ๋อง ทุกวันล้วนถูกเลี้ยงให้กินดื่มอย่างดี ดีกว่าคนอย่างพวกเราเสียด้วยซ้ำ จะไม่อ้วนได้อย่างไร”
“แต่หลายวันมานี้ข้ามีหน้าที่ให้อาหารม้ามาโดยตลอด ก็ไม่เห็นจะแข็งแรงเท่าพวกมัน…”
……
ฟังถึงตรงนี้ ประกายแห่งความคิดก็ฉายวาบในหัวของไป๋เย่หาน และความคิดอันบ้าบิ่นปรากฏขึ้นในหัวของเขา
เขาและหานเฟยสบตากัน ซึ่งหานเฟยเดาออกว่าในใจของผู้เป็นนายคิดอย่างไร
หานเฟยรีบเดินไปข้างหน้า ถามคนร้บใช้สองสามคนนั้น “ม้าของพวกเจ้าถูกส่งไปที่ใดหรือ”
คนรับใช้สองสามคนนั้นไม่รู้ที่มาที่ไป เพียงแต่บอกกล่าวอย่างซื่อตรง “ส่ง… ส่งออกไปนอกเมืองขอรับ”
หานเฟยกังวลใจขึ้นมา และมองไปยังไป๋เย่หาน
ไป๋เย่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวเสียงเย็น “ออกไปดูนอกประตูเมือง”
ทั้งสองคนขี่ม้าเร็วคนละตัว มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองโดยเร็วที่สุด
ซึ่งหวังจู้กับสหาย กำลังเฝ้าอยู่ที่ประตูเมือง เมื่อเห็นทั้งสองคนมุ่งหน้ามา ก็อดถามออกมาอย่างตกใจไม่ได้ “หานอ๋อง ท่านรองหาน พวกท่านมาได้อย่างไรขอรับ”
หานเฟยเอ่ยถามอย่างกระวนกระวาย “เห็นรถจากจวนลี่อ๋องออกนอกเมืองไปบ้างหรือไม่”
“ลี่อ๋องหรือ ข้าขอคิดก่อน…” หวังจู้มุ่นคิ้วครุ่นคิด “อ๋อ! ข้าคิดออกแล้ว! มีขอรับ ช่วงเวลาครึ่งธูปก่อนหน้านี้เอง มีรถลากคันใหญ่สองสามคันจากจวนลี่อ๋องออกจากเมืองไป บอกว่าจะส่งม้าออกนอกเมืองน่ะขอรับ”
ไป๋เย่หานรู้สึกว่าเรื่องนี้ยิ่งแปลกขึ้นเรื่อย ๆ จึงเอ่ยถามเสียงเย็น “พวกเจ้าได้ตรวจสอบรถหรือไม่”
“เอ่อ… เรื่องนั้น…” หวังจู้ยิ้มอย่างลำบากใจ “ท่านอ๋อง ท่านเองก็รู้ รถของลี่อ๋องนั้น ปกติแล้วพวกเราไม่ตรวจสอบ ดังนั้น…”
“พวกเจ้าบ้าไปแล้วหรือ!” หานเฟยจ้องมองเขา คำรามเสียงต่ำ “ตอนนี้เป็นช่วงเวลาปกติหรืออย่างไร ไม่ว่าจะเป็นรถของผู้ใดก็ต้องตรวจสอบทั้งนั้น!”
ตั้งแต่จิ่งกวงเย่ถูกลอบสังหาร ไป๋เย่หานก็มีคำสั่งอย่างลับ ๆ ว่าให้ตรวจสอบทั้งเมืองอย่างเคร่งครัด
เมื่อได้ยินหานเฟยตำหนิ หวังจู้ก็เพิ่งตอบสนองอย่างรวดเร็ว
เขามองหานเฟยอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “ท่านรองหาน พวกท่านสงสัยว่าลี่อ๋องจะ…”
ขณะกล่าว หวังจู้ก็ใช้มือปิดปากไว้ ไม่กล้าพูดต่อ
การคาดการณ์นี้อาจหาญนัก อาจหาญเกินไปแล้ว!
ดังนั้น หวังจู้จึงคิดจะทำความดีชดเชยความผิด และเอ่ยแนะนำ “ท่านอ๋อง เช่นนั้นพวกเรารีบตามออกไปเถิดขอรับ!”
ไป๋เย่หานเหล่ตามองเขาอย่างเย็นชา “นี่ก็ผ่านไปกว่าครึ่งก้านธูปแล้ว เจ้ายังจะตามไปที่ใดอีก”
เพียงออกจากเมืองหลวงไปได้ ก็ยากที่จะตามแล้ว
ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว และกล่าว “กลับจวน”
กล่าวจบก็พลิกตัวขึ้นม้า จากไปในทันที
ส่วนหานเฟยเองก็ขึ้นม้าตามไป
ตอนนี้หวังจู้ทำได้เพียงหงุดหงิดตนเองอย่างมาก เขามองหานเฟยที่อยู่บนม้า และเอ่ยถาม “ท่านรองหาน เช่นนั้น… ตอนนี้ทำอย่างไรดีขอรับ”
หานเฟยถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ดูประตูเมืองให้ดี อย่าปล่อยให้อันใดไม่ดีเข้ามาได้!”
กล่าวจบก็หันหัวม้าแล้วจากไปเช่นกัน
……
ที่จวนหานอ๋อง
ซ่งชิงหลันยกเอายาต้มที่นางเพิ่งทำเสร็จมา เปิดประตูห้อง ของอู่ต้าหย่ง
เมื่อนางมาถึงข้างเตียง ก็พบว่าสีหน้าของอู่ต้าหย่งในวันนี้ดีขึ้นมาก สีม่วงเข้มบนใบหน้าจางลงเล็กน้อยแล้ว นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดี
อู่ต้าหย่งได้ยินเสียงก็ลืมตาขึ้น “แม่นางซ่ง เจ้ามาแล้วหรือ”
“ท่านพี่อู่เจ้าคะ ข้าเห็นว่าสีหน้าท่านดีขึ้นมากแล้ว วันนี้ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง”
อู่ต้าหย่งพยุงตัวเองลุกขึ้นพยายามจะนั่ง เขาพิงหัวเตียง มองซ่งชิงหลันด้วยสีหน้าประหลาดใจและยินดี “ดูเหมือนร่างกายข้าจะค่อย ๆ ฟื้นตัวแล้ว อีกทั้งความเจ็บปวดในร่างกายก็บรรเทาลง แม่นางซ่ง นี่เราได้ยาถอนพิษแล้วใช่หรือไม่”
นี่เป็นยาชนิดที่สามที่พวกเขาทดลอง ถ้าหากประสบความสำเร็จจริง ๆ ก็ถือว่าโชคดีอย่างมากแล้ว
“ข้าขอจับชีพจรท่านก่อนเจ้าค่ะ”
หลังจากซ่งชิงหลันจับชีพจรของอู่ต้าหย่งแล้ว ดวงตาก็ฉายแววยินดี
อู่ต้าหย่งเองก็มีลางสังหรณ์ที่ดีเช่นกัน เอ่ยถามอย่างรอไม่ไหว “เป็นอย่างไร”
“ดูจากชีพจรของท่านแล้ว ร่างกายของท่านค่อย ๆ ฟื้นตัวเจ้าค่ะ ดีเหลือเกิน!” กล่าวจบ ซ่งชิงหลันก็ยืนขึ้น “ท่านนอนลงก่อนอย่าเพิ่งขยับ ข้าจะไปตามท่านหมอหวงมาดูอาการให้ท่านเพื่อยืนยันเจ้าค่ะ”
ไม่นานนัก ซ่งชิงหลันก็พาหมอหวงกลับมา
หมอหวงกดมือลงตรงข้อมือของอู่ต้าหย่ง จับชีพจรอย่างระมัดระวัง
เมื่อเห็นเขาชักมือกลับมาแล้ว ซ่งชิงหลันก็ถามอย่างเป็นกังวล “ท่านหมอหวง เป็นอย่างไรบ้าง”
“อืม ข้านั้นคิดเหมือนกับแม่นางซ่ง พวกเราหายาถอนพิษได้แล้ว”
ซ่งชิงหลันมีความสุขมาก “ดีเหลือเกิน เช่นนั้นเราก็ช่วยฝ่าบาทได้แล้ว”
หากช่วยฝ่าบาทได้ เช่นนั้นไป๋เย่หานก็จะได้วางใจเช่นกัน
เมื่อคิดเช่นนี้ ซ่งชิงหลันก็วิ่งไปที่ห้องครัว “เช่นนั้นข้าจะไปต้มยาให้ฝ่าบาทเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
“ไอ้หยา!” นางเพิ่งวิ่งออกนอกประตูไป ก็ชนเข้ากับกำแพงมนุษย์ เมื่อเงยหน้าไปมองก็เห็นเป็นไป๋เย่หาน
“เจ็บหรือไม่” ไป๋เย่หานมองนางด้วยแววตาอ่อนโยน เมื่อเห็นจมูกแดงของนางก็ปวดใจอย่างมาก
หากแต่ซ่งชิงหลันส่ายหัว จับมือของไป๋เย่หานด้วยใบหน้าตื่นเต้น และกล่าวอย่างกระตือรือร้น “ไป๋เย่หาน พวกเราทดลองจนได้ยาถอนพิษแล้ว ช่วยฝ่าบาทได้แล้วเจ้าค่ะ!”
“จริงหรือ” ไป๋เย่หานทั้งตกใจและดีใจ
เขาหันหน้ามองไปยังด้านในห้อง เห็นอู่ต้าหย่งที่พิงหัวเตียงอยู่นั้นมีสีหน้าดีขึ้นแล้ว หมอหวงเองก็พยักหน้าให้เขา
ไป๋เย่หานยื่นฝ่ามือออกไปลูบผมของซ่งชิงหลัน กล่าวเสียงอ่อนโยน “พระชายาของข้าช่างเก่งกาจจริง ๆ”
ซ่งชิงหลันยิ้มอย่างมีเลศนัย “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดจาเช่นนี้ ข้าต้องไปที่ครัวเพื่อต้มยาให้ฝ่าบาท”
“ข้าไปด้วย” กล่าวจบ ไป๋เย่หานก็เดินตามหลังซ่งชิงหลันไปด้วย
“ไอ้หยา ท่านจะไปกับข้าเหตุใดกัน ท่านต้มยาไม่เป็นเสียหน่อย”
“ข้าอยู่เป็นเพื่อนเจ้าก็ได้นี่…”
หมอหวงมองท่าทางหยอกเย้าของทั้งคู่ก็อดยิ้มไม่ได้ จากนั้น มองอู่ต้าหย่งที่อยู่บนเตียงแล้วกล่าว “ท่านอ๋องและแม่นางซ่งช่างเหมาะสมกันเสียจริง เจ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่”
หากแต่อู่ต้าหย่งละสายตาอิจฉากลับมา และยกมุมปากยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนแล้วพยักหน้า “ขอรับ ข้าก็คิดเช่นนั้น”
แต่พอหมอหวงเห็นว่าสีหน้าของอู่ต้าหย่งไม่สู้ดีขึ้นมา ก็รีบถามอย่างเป็นกังวล “ใต้เท้าอู่ เหตุใดสีหน้าของท่านจึงย่ำแย่อีกแล้วเล่า ไม่สบายตรงไหนอย่างนั้นหรือ ข้าจะจับชีพจรให้ท่านอีกครั้ง…”
กล่าวจบก็ยื่นมือออกไป
หากแต่อู่ต้าหย่งรีบชักมือกลับ และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านหมอหวง ข้าเพียงเหนื่อยเล็กน้อยเท่านั้น พักเสียหน่อยก็ดีขึ้น”
อย่างไรอาการป่วยทางใจของเขานี้ก็ไม่มียารักษา…