ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 281 ในที่สุดองค์จักรพรรดิก็ฟื้น
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 281 ในที่สุดองค์จักรพรรดิก็ฟื้น
บทที่ 281 ในที่สุดองค์จักรพรรดิก็ฟื้น
หลังจากจิ่งกวงเยี่ยกินยาถอนพิษแล้ว อาการก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
จนถึงวันที่สามหลังจากดื่มยา สีม่วงเข้มบนใบหน้าของเขาก็จางหายไปจนหมด ชีพจรเองก็คงที่มากขึ้น
จนเช้าตรู่วันนี้ ในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้น
จิ่งกวงเยี่ยมองผ้าม่านที่ไม่คุ้นตา ทันใดนั้นก็ไม่รู้ว่าตนอยู่ที่ไหน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ตะโกนออกมาโดยไม่รู้ตัว “จางอิงรั่ง”
“ฝ่าบาท ในที่สุดพระองค์ก็ทรงฟื้นแล้ว” มีเสียงที่ไม่คุ้นดังเข้ามาในหู
จิ่งกวงเยี่ยพลิกใบหน้าไปเล็กน้อย มองชายแก่ผมขาว แต่งตัวมอมแมม ใบหน้าใจดีที่ยืนอยู่ข้างเตียง อดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัย “เจ้าคือ…”
หมอหวงยิ้มบาง “กระหม่อมนามว่าหวงโหม่ว เป็นหมอพเนจรขอรับ”
ในตอนนี้ ความทรงจำของจิ่งกวงเยี่ยก็ค่อย ๆ กลับมา เขาจำได้ลาง ๆ ว่าก่อนที่ตนจะหมดสติไป คนเฝ้าประตูเมืองที่ช่วยเขาบอกว่าจะพาเขามาส่งที่จวนหานอ๋อง
เมื่อปะติดปะต่อกับสถานการณ์ตรงหน้า จิ่งกวงเยี่ยก็พอจะเดาเรื่องราวได้
เขามองหมอหวงอย่างซาบซึ้งแวบสายตาหนึ่ง “เจ้าช่วยข้าไว้หรือ”
หมอหวงลูบเคราสีขาว กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ใช่ทั้งหมดขอรับ ความจริงแล้ว คนที่ฝ่าบาทควรจะขอบพระทัยก็คือแม่นางซ่ง หากไม่มีนางที่คอยสกัดพิษในพระวรกายของพระองค์ให้คงที่เสียก่อน ต่อให้เป็นท่านเทพสูงสุดมาช่วย ก็คงเกินเยียวยาแล้วขอรับ”
แม่นางซ่งหรือ
จิ่งกวงเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ในหัวมีชื่อของซ่งชิงหลันแวบเข้ามา
และในตอนนั้นเอง ประตูก็ถูกคนเปิดจากด้านนอก ซ่งชิงหลันยกเอาข้าวต้มหม้อหนึ่งเดินเข้ามา
เมื่อเห็นจิ่งกวงเยี่ยที่ฟื้นขึ้นมาแล้ว ดวงตาก็ฉายแววประหลาดใจอย่างอดไม่ได้ “ฝ่าบาท พระองค์ทรงฟื้นแล้ว หม่อมฉันเพิ่งต้มข้าวต้มเนื้อหั่นหม้อหนึ่งเสร็จพอดีเลยเพคะ”
หมอหวงที่อยู่ด้านข้างได้กลิ่นก็น้ำลายสอ “ช่วงที่ข้าอยู่ในจวนหานอ๋องนี้ สิ่งที่โหยหาที่สุดก็เป็นฝีมือของแม่นางซ่งนี่ล่ะ”
ซ่งชิงหลันยิ้ม และกล่าว “ที่ครัวยังทำกันอยู่เพคะ ท่านหมอหวงรีบไปกินเถิด”
“ได้ เดิมทีก็ไม่หิว แต่เมื่อได้กลิ่นก็หิวเสียแล้ว” กล่าวจบ หมอหวงก็ลุกขึ้นแล้วจากไป
ซ่งชิงหลันตักข้าวต้มใส่ชามเล็กอย่างไม่รีบร้อนแล้วยื่นไปตรงหน้าจิ่งกวงเยี่ย “พระองค์ทรงหมดสติไปเสียนาน ทรงเพิ่งจะฟื้น จะต้องหิวเป็นอย่างมากแน่เพคะ ข้าวต้มนี้ต้มจนเปื่อย เหมาะกับคนป่วยหนักที่เพิ่งฟื้นตัวเป็นที่สุดเพคะ”
จิ่งกวงเยี่ยหรี่ตาเล็กน้อย พิจารณาซ่งชิงหลัน
ต่อให้ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพอ่อนแอ แต่รัศมีแห่งราชากลับไม่ลดน้อยลงเลย ถ้าหากคนธรรมดาถูกสายตาสืบสวนของเขาจ้องมองเช่นนี้ ในใจจะต้องหวาดกลัวเป็นแน่
แต่ซ่งชิงหลันไม่ใช่คนธรรมดา
นางกลับยิ้ม และกล่าวอย่างหยอกล้อ “ฝ่าบาทวางพระทัยเถิด ข้าวต้มของหม่อมฉันไม่มียาพิษเพคะ”
จนจิ่งกวงเยี่ยแพ้ให้กับอารมณ์ขันของนาง และอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เขารับชามข้าวต้มที่ซ่งชิงหลันยื่นให้ กล่าวพร้อมยิ้มบาง “ถ้าหากเจ้าคิดจะทำร้ายข้า ไม่ต้องช่วยข้าก็ใช้ได้แล้ว จะต้องยุ่งยากถึงเพียงนี้เลยหรือ”
กล่าวจบ เขาก็มองซ่งชิงหลันอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง “เจ้าช่วยข้าไว้ ไม่กลัวว่าข้าจะขัดขวางไม่ให้เจ้าอยู่กับหานอ๋องต่อไปหรือ”
“มันคนละเรื่องกันเพคะ” ซ่งชิงหลันยิ้มอย่างเรียบเฉย แววตาฉายให้เห็นความมุ่งมั่น “ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อหม่อมฉันตัดสินใจจะอยู่กับไป๋เย่หาน เช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่พระองค์ทรงอยากจะขัดขวางก็ขัดขวางได้นะเพคะ หม่อมฉันเชื่อว่าไป๋เย่หานเองก็คิดเช่นเดียวกับหม่อมฉัน”
จิ่งกวงเยี่ยมองท่าทางที่ไม่แข็งกร้าวแต่ก็ไม่ดูต่ำต้อยของนาง แววตาก็อดไม่ได้ที่จะเผยความชื่นชม
ผู้หญิงที่มีความกล้าหาญ มีความเข้าอกเข้าใจเช่นนี้ ช่างหาได้ยากนักในโลกใบนี้
จิ่งกวงเยี่ยก้มหน้าลงเล็กน้อย ลอบยิ้มมุมปาก ตักข้าวต้มเข้าปากตนเองคำหนึ่ง ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงรสชาติหอมหวาน สัมผัสนุ่มหนึบถูกปาก ในข้าวมีกลิ่นเนื้อ ในเนื้อมีกลิ่นข้าว ช่างอร่อยเหลือเกิน
เขากินหมดชามในชั่วพริบตา
ซ่งชิงหลันรีบตักให้เขาอีกชาม ทั้งสองคนพูดคุยกันแก้เก้อไปพลาง
ยามที่ไป๋เย่หานเดินเข้ามา ก็เห็นภาพของทั้งสองคนที่พูดคุยพลางหัวเราะ
ทำให้ชายหนุ่มผงะไป เพราะภาพแห่งความสุขตรงหน้านี้ ช่างเกินไปกว่าที่เขาจินตนาการนัก เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ว่าองค์จักรพรรดิที่น่าเกรงขาม จะมีด้านที่เป็นมิตรและเข้าถึงง่ายเช่นนี้ด้วย
และที่สำคัญที่สุด เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเขาต่อต้านการที่ตนและซ่งชิงหลันจะรักกันเพียงใด
เมื่อซ่งชิงหลันสังเกตเห็นการมาถึงของไป๋เย่หาน นางก็หันหน้ามามองพลางยิ้มจนใบหน้าสดใส นางกวักมือเรียกเขาแล้วกล่าว “ไป๋เย่หาน ท่านมาแล้วหรือเจ้าคะ”
จิ่งกวงเยี่ยเองก็หันหน้าไปมองเขา เพียงแต่รอยยิ้มบนใบหน้านั้นหายไปทันที
ต่อหน้าบุตรชายแท้ ๆ ของตน ก็ยังต้องรักษาความน่าเกรงขามเอาไว้
“เสด็จพ่อ” ไป๋เย่หานทักทายเขา
จิ่งกวงเยี่ยพยักหน้า
“เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ” ซ่งชิงหลันดูออกว่าพวกเขาพ่อลูกมีเรื่องต้องคุยกัน จึงได้หาข้ออ้างออกมา ทั้งยังปิดประตูห้องให้พวกเขาอย่างใส่ใจ
จิ่งกวงเยี่ยวางชามลงข้าง ๆ มองไป๋เย่หานพลางเอ่ยถาม “มารดาของเจ้าคงจะตกใจอย่างมากกระมัง”
“ขอรับ” ไป๋เย่หานพยักหน้า “ตอนนี้ในวังหลวงยังไม่มีใครรู้เรื่องที่เสด็จพ่อทรงถูกลอบปลงพระชนม์”
จากนั้น ไป๋เย่หานก็นำเรื่องในวังหลวงที่จางอิงรั่งและพระสนมเฉินเสแสร้งว่าเขายังอยู่ในวังบอกกล่าวกับจิ่งกวงเยี่ย
จิ่งกวงเยี่ยฟังไปพลางพยักหน้าอย่างครุ่นคิด แววตาฉายความเฉียบคม “หานอ๋อง เจ้าทำถูกแล้ว หากคนเหล่านั้นรู้ถึงสถานการณ์ของข้า ก็ไม่รู้ว่าจะวุ่นวายเช่นไร”
เขารู้มาโดยตลอด ว่ามีเหล่าขุนนางที่คอยโน้มน้าวให้เขาแต่งตั้งลี่อ๋องเป็นรัชทายาท ซึ่งพวกนั้นล้วนเป็นพรรคพวกของฮองเฮา หากพวกเขารู้ว่าตนเป็นอันใดไป ไม่แน่ว่าตอนนี้คงจะหนุนให้ผู้อื่นขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิไปเสียแล้ว
“อ้อ จริงสิ ชายชุดดำที่ลอบสังหารข้า สืบหาตัวได้หรือยัง” จิ่งกวงเยี่ยนึกขึ้นได้ในทันที มองไป๋เย่หานแล้วเอ่ยถาม
ไป๋เย่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย “ธนูอาบพิษบนพระวรกายของเสด็จพ่อ เป็นอาวุธของซีหลิงขอรับ”
“ชาวซีหลิงหรือ” จิ่งกวงเยี่ยประหลาดใจอย่างมาก “หลายปีมานี้ซีหลิงก็ดีกับข้า นี่แสดงว่าพวกเขาเสแสร้งว่าสวามิภักดิ์อย่างนั้นหรือ”
“ชาวซีหลิงมีความทะเยอทะยานมาก ทั้งยังจิตใจโหดเหี้ยม พวกเขาทำเรื่องเช่นนี้ได้ก็ไม่แปลกเลยขอรับ” ไป๋เย่หานวิเคราะห์อย่างใจเย็น
กล่าวจบ เขาก็มองไปยังจิ่งกวงเยี่ย กล่าว “เสด็จพ่อ ตอนนี้ทรงมีแผนอย่างไรหรือขอรับ”
“อืม…” จิ่งกวงเยี่ยขมวดคิ้วครุ่นคิด ถามกลับ “หานอ๋อง เจ้าคิดอย่างไร”
“อาการบาดเจ็บของเสด็จพ่อยังไม่หายดี ลูกคิดว่าหากทรงย้ายกลับวังจะต้องทำให้เหล่าขุนนางคาดเดาเอาได้ ทรงพักฟื้นอยู่ที่จวนหานอ๋องเสียก่อน จนพระวรกายฟื้นตัวเต็มที่แล้วค่อยเสด็จกลับวังเถิดขอรับ”
“อืม เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง” จิ่งกวงเยี่ยพยักหน้าอย่างเห็นด้วย จากนั้นก็กวาดสายตา มองไปยังข้าวต้มที่อยู่ข้างๆ ยิ้มออกมาแล้วกล่าว “เช่นนั้นก็อยู่ที่จวนหานอ๋องต่อไปเถิด”
ที่สำคัญที่สุด การอยู่ที่นี่ก็จะสามารถชิมอาหารฝีมือของซ่งชิงหลันต่อไปได้ด้วย นี่เป็นสิ่งที่เขาคิดมาตลอดเมื่อตอนอยู่ในวังหลวงก่อนหน้านี้
ไป๋เย่หานเห็นท่าทางของเขาที่แอบยิ้ม ก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ ดูท่าบิดาของเขาจะพ่ายแพ้ต่อทักษะการทำอาหารของชายาเขาเสียแล้ว
แม้ไป๋เย่หานจะมองออกแต่ไม่กล่าวอันใด
แน่นอน พระชายาของเขามีเสน่ห์เพียงนี้ หลังจากเหตุการณ์นี้ เสด็จพ่อจะต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนางเป็นแน่
Pandaa
พักตั้ง3วัน เฉินเฉิน กับเยว่เยว่ ไปอยู่ไหนล่ะ