ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 283 ท่านแม่โกหกเจ้า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 283 ท่านแม่โกหกเจ้า
บทที่ 283 ท่านแม่โกหกเจ้า
ซ่งชิงเฉินกัดฟันและพยักหน้า “แต่… ท่านแม่บอกว่า ท่านปู่ไม่สบาย ต้องพักฟื้น พวกเราจะไปรบกวนท่านตามใจไม่ได้”
“ฮิ ๆ…” อยู่ ๆ ซ่งซิงเยว่ก็หัวเราะออกมาเสียงใสราวกับระฆังเงิน
นางกะพริบตามองซ่งซิงเฉินอย่างซุกซน และกล่าว “เฉินเฉินคนโง่ ท่านแม่โกหกเจ้าแล้ว ข้าเห็นว่าท่านแม่ไม่ได้ต้มยาให้ท่านปู่กับท่านอาอู่แล้ว เพียงแต่ทำน้ำแกงกับอาหารบำรุงร่างกายให้ทุกวันก็เท่านั้น ไม่อย่างนั้นท่านแม่จะออกจากจวนไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้น อาการของท่านปู่ไม่ได้หนักอันใดแล้ว ต่อให้พวกเราไปก็จะไม่ไปรบกวนเขาแน่”
ซ่งซิงเฉินพยักหน้าอย่างครุ่นคิด และตระหนักว่าซ่งซิงเยว่กล่าวได้ถูกต้อง
ดังนั้นเขาจึงมองนางอย่างจริงจัง แล้วกล่าวอย่างแผ่วเบา ๆ “เช่นนั้นเราก็แอบดูที่หน้าต่างสักแวบแล้วกัน ดีหรือไม่”
“ไอ้หยา! เหตุใดเจ้ายืดเยื้ออย่างกับพวกหญิงแก่เลย” กล่าวตบ ซ่งซิงเยว่ก็ไม่ให้อธิบาย ดึงซ่งซิงเฉินเข้าไปโดยตรง
เด็กทั้งสองคนมาถึงใต้ขอบหน้าต่าง จากนั้นก็ทำตามกฎ ซ่งซิงเฉินรับหน้าที่แบกซ่งซิงเยว่จากด้านล่างขึ้นไป
มือเล็กของซ่งซิงเยว่ในที่สุดก็แตะขอบหน้าต่าง นางโค้งมุมปากขึ้นยิ้ม กล่าวเสียงเบา “เฉินเฉิน เจ้าต้องยืนให้มั่นคงนะ อย่าทำให้ข้าตกลงไปอีกล่ะ”
“ได้ เจ้าวางใจเถิด หลังจากข้าฝึกวรยุทธ์กับท่านพ่อแล้ว ท่านั่งม้าของข้าก็มั่นคงมาก เยว่เยว่ พอหรือยัง”
“ยัง… สูงอีกหน่อย… สูงอีกนิดหนึ่ง อืม ได้แล้ว ๆ…”
ซ่งซิงเยว่ค่อย ๆ เปิดหน้าต่าง และส่องสายตาเข้าไปข้างในผ่านช่องเล็ก ๆ ก็เห็นชายผู้ดูชาญฉลาดผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงโต๊ะเขียนหนังสือ
“โอ้… นั่นคือท่านปู่หรือ ช่างสง่างามนัก…” ซ่งซิงเยว่อดกล่าวออกมาไม่ได้
ตอนนี้กลับทำให้จิ่งกวงเยี่ยที่อยู่ในห้องตื่นตัวขึ้นมา
“นั่นผู้ใด” จิ่งกวงเยี่ยขมวดคิ้ว มองมาทางหน้าต่างแล้วกล่าวเสียงเย็น
ซ่งซิงเยว่ตกใจโดยพลัน “ไอ้หยา! ไม่ได้การล่ะ! เราโดนจับได้แล้ว!”
เพียงเด็กหญิงขยับ ซ่งซิงเฉินที่อยู่ข้างล่างก็พลันโซเซไปด้วย และสุดท้าย เด็กทั้งสองคนก็ล้มลงไปกับพื้น
“โอ๊ย!”
“โอ๊ย!”
จิ่งกวงเยี่ยรีบวางสาส์นในมือ ลุกขึ้นเดินมาเปิดประตู
เขาเห็นเด็กอ้วนตัวน้อยผิวขาวอมชมพูน่ารักน่าชังสองคนล้มลงกับพื้นใต้หน้าต่าง จิ่งกวงเยี่ยผงะไป จากนั้นก็มีความรู้สึกเอ็นดูและคุ้นเคยต่อเด็กทั้งสองขึ้นมาอย่างไม่อาจอธิบายได้
ซ่งซิงเยว่ที่หัวไว เมื่อเห็นว่าปกปิดไม่ได้แล้ว ดวงตากลมโตสดใสก็กลอกไปมา นางเผยรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาและน่ารักให้ จิ่งกวงเยี่ย และตะโกนออกมาอย่างอ้อดอ้อน “สวัสดีเจ้าค่ะท่านปู่”
เด็กหญิงที่น่ารักในทุกด้านเช่นนี้ ต่อให้จะเป็นองค์จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่เหนือผู้ใด ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเอ็นดู
จิ่งกวงเยี่ยดวงตาเป็นประกาย อดไม่ได้ที่จะยิ้มเอ็นดูเด็กหญิง “พวกเจ้าคือฝาแฝดชายหญิงคู่นั้นอย่างนั้นหรือ”
ซ่งซิงเฉินดึงซ่งซิงเยว่ให้ลุกขึ้นจากพื้น พยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ขอรับ ข้าชื่อซ่งซิงเฉิน นางชื่อซ่งซิงเยว่ขอรับ”
“ไอ้หยา! เจ้าคือหลานข้าจริง ๆ น่ะหรือ!” กล่าวจบ จิ่งกวงเยี่ยก็เดินไปข้างหน้า กอดพวกเขาเอาไว้
ซ่งซิงเยว่หัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข มองจิ่งกวงเยี่ยแล้วเอ่ยอย่างแปลกใจ “ท่านปู่ อาการของท่านหายดีแล้วหรือเจ้าคะ แล้วเหตุใดจึงอยู่แต่ในห้องทั้งวันเล่า ท่านแม่บอกว่าคนเราต้องออกไปเดินไปตากแดดเสียบ้างจึงจะดี”
ซ่งซิงเฉินข้าง ๆ กลับเถียงออกมา “เยว่เยว่ ท่านปู่เป็นราชาของแผ่นดิน ทุกวันต้องจัดการงานของบ้านเมืองมากมาย จะมีเวลาออกไปเที่ยวยามกลางวันได้อย่างไร”
งานการในวังหลวงมีมากนัก ต่อให้จิ่งกวงเยี่ยอยู่พักฟื้นที่จวนหานอ๋อง แต่ก็ต้องตรวจสอบสาส์นกราบทูลที่ไป๋เย่หานเอาออกมาให้จากในวังทุกวัน
ซึ่งนี่ก็เป็นวิธีการหลอกผู้คนอย่างหนึ่ง
ไม่อย่างนั้น หากเขาไม่จัดการงาน จะต้องทำให้คนสงสัยเป็นแน่
แต่ในตอนนี้ ดูหลาน ๆ ที่ฉลาดและน่ารักทั้งสองคนตรงหน้า เขาเองก็ไม่เป็นกังวลอันใดแล้ว เพียงแต่อยากจะเล่นกับพวกเขาอย่างตามอกตามใจเท่านั้น
ดังนั้น จิ่งกวงเยี่ยจึงเอ่ยมาก “ได้ วันนี้พวกเจ้าไปเดินเล่นกับปู่เป็นอย่างไร แต่อยู่ได้เพียงในจวนเท่านั้นนะ”
ถ้าหากเขาออกไปพบกับขุนนางคนไหนเข้า เช่นนั้นความก็จะแตก
ซ่งซิงเยว่รีบตอบรับอย่างมีความสุข เด็กหญิงปรบมือแล้วกล่าว “ได้สิเจ้าคะ ข้าคุ้นเคยกับในจวนอ๋องที่สุด! ไปกันเถิด!”
กล่าวจบ นางก็ดึงมือของจิ่งกวงเยี่ยเดินออกไปนอกเรือนอย่างมีความสุข
ซ่งซิงเฉินมองภาพด้านหลังของทั้งสอง อยู่ ๆ ก็เป็นกังวลขึ้นมา
จะดีจริง ๆ หรือ หากท่านแม่รู้เข้า คงจะไม่…
ช่างเถิด ไม่สนแล้ว ไปเล่นกันก่อนค่อยว่ากัน
ซ่งซิงเยว่พาจิ่งกวงเยี่ยไปที่สวนด้านหลัง และไปที่ลานฝึก วิ่งไปทั่วจวนอ๋อง
สุดท้ายแล้ว เมื่อเดินผ่านลานบ้านแห่งหนึ่ง อยู่ ๆ นางก็หยุดฝีเท้า
นางเดินผ่านประตูลานบ้านที่เปิดกว้าง ก็เห็นร่างที่คุ้นตากำลังฝึกวรยุทธ์อยู่ตรงที่โล่ง
ดวงตาของซ่งซ่งเยว่ปรากฏประกายของความสุขออกมา ตะโกนเรียกคนผู้นั้น “ท่านอาอู่!”
กล่าวจบ ก็วิ่งเข้าไปข้างในราวกับลูกนกตัวหนึ่ง
อู่ต้าหย่งหันหน้ามา ก็เห็นร่างเล็กน่ารักวิ่งเข้ามาหาตน ในใจรู้สึกอิ่มเอิบในใจขึ้นมาทันที ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีความสุข “เยว่เยว่ เจ้ามาได้อย่างไร”
ซ่งซิงเยว่ชี้ไปที่ด้านหลัง “ข้ามากับท่านปู่แล้วก็เฉินเฉินเจ้าค่ะ”
อู่ต้าหย่งมองไปตามทางที่นางชี้ จากนั้นก็เห็นผู้ใหญ่หนึ่งคนและเด็กคนหนึ่งที่รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกันอย่างมาก ทั้งยังดูมีกลิ่นอายน่าเกรงขาม หน้าตาดูฉลาดเฉลียวเดินเข้ามา
อู่ต้าหย่งเก็บสีหน้ายิ้มในทันที เดินไปคำนับจิ่งกวงเยี่ยอย่างจริงจัง “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่ต้องพิธีรีตอง” จิ่งกวงเยี่ยมองเขา ในหัวปรากฏใบหน้าที่คุ้นตาใบหน้าหนึ่ง เขาหรี่ตาเล็กน้อยแล้วกล่าว “เจ้าคือผู้เฝ้าประตูเมืองที่ช่วยข้าไว้วันนั้นหรือ”
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” อู่ต้าหย่งพยักหน้า “กระหม่อมอู่ต้าหย่งพ่ะย่ะค่ะ”
จิ่งกวงเยี่ยมองดูท่าทางที่มีพลังชี่ไหลเวียนของเขา อดไม่ได้ที่จะชื่นชม เขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความสามารถ และตอนนี้ในใจก็มีแผนการอย่างลับ ๆ แล้ว
เขายิ้ม “เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าน่ะสิ!”
“กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงแค่ทำหน้าที่เท่านั้น”
“เจ้ามาช่วยตอนที่ข้าถูกลอบสังหารเป็นหน้าที่ แต่การทดลองยาแทนข้า ถือเป็นการช่วยชีวิต” จิ่งกวงเยี่ยรู้เรื่องที่อู่ต้าหย่งทดลองยาแทนตนแล้ว อีกทั้งเรื่องที่ต้องทนทรมาน ในใจซาบซึ้งมาก
“กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ เพียงแค่ตอนนั้นกระหม่อมเองก็ถูกพิษ เรื่องทดลองยา ก็ถือเป็นการช่วยชีวิตตนเช่นกัน”
จิ่งกวงเยี่ยมองท่าทางถ่อมตนของเขา ก็ยิ่งรู้สึกชื่นชม
หากเป็นคนอื่น คงจะใช้โอกาสนี้พยายามอ้างความดีความชอบต่อหน้าตน ถึงขนาดจะร้องขอเกียรติยศเงินทอง
จิ่งกวงเยี่ยเห็นว่าพลังชี่ และจิตวิญญาณของอู่ต้าหย่งไม่เลวเลย จึงเอ่ยถาม “บาดแผลของเจ้าหายดีแล้วหรือ”
อู่ต้าหย่งผงะไป เขาพยักหน้ากล่าว “พ่ะย่ะค่ะ”
บาดแผลหายแล้ว เช่นนั้นก็แสดงว่าเขาต้องไปแล้ว