ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 288 คุณหนูฟื้นแล้ว!
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 288 คุณหนูฟื้นแล้ว!
บทที่ 288 คุณหนูฟื้นแล้ว!
ซ่งชิงหลันยกมือของหลิวหรูเยว่ขึ้นมา เล็งไปที่จุดลมปราณ จากนั้นก็ทิ่มเข็มลงไปอย่างแรงและแม่นยำ
ชิงเถาที่ดูอยู่ข้าง ๆ เหงื่อแตกพลั่ก ถึงขนาดมองหลิวหรูเยว่ด้วยความปวดใจและเป็นกังวล ในใจลอบกล่าว ‘คุณหนู ไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่เจ้าคะ’
ขณะที่ซ่งชิงหลันหยิบเข็มเล่มที่สองขึ้นมา ทำท่าราวกับจะแทงลงไปอีก หลิวหรูเยว่ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ชิงเถาตะโกนอย่างดีใจขึ้นมาทันที “คุณหนู! คุณหนู! ท่านฟื้นแล้ว!”
หลิวหรูเยว่เผยความงุนงงในแววตา นางหันหน้าไปมองชิงเถา กล่าวอย่างอ่อนแรง “ชิงเถา ข้าเป็นอันใดไปหรือ”
“คุณหนู ท่านเพิ่งหมดสติไปเจ้าค่ะ แม่นางซ่งใช้เข็มแทงให้ท่านฟื้นเจ้าค่ะ!”
ชิงเถายังเน้นคำว่า ‘แทง’ นี้ แสดงออกถึงความดูถูกและประสงค์ร้ายกับซ่งชิงหลันอย่างเต็มที่
หากแต่หานเฟยที่อยู่ข้าง ๆ รีบเอ่ยออกมา “พระชายา ฝีมือการฝังเข็มของท่านช่างเก่งกาจจริง ๆ ขอรับ เพียงเข็มเดียวก็ช่วยให้คุณหนูหลิวฟื้นขึ้นมาได้”
ซ่งชิงหลันยิ้ม กล่าวตอบ “แน่นอนอยู่แล้ว”
กล่าวจบก็มองหลิวหรูเยว่และชิงเถาที่อยู่ตรงหน้า และกล่าวต่อ “พวกท่านไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก นี่มันง่ายเสียจนข้าไม่ต้องออกแรงด้วยซ้ำ”
กล่าวจบก็เก็บเข็มเข้ากระเป๋า
ส่วนหลิวหรูเยว่เผยรอยยิ้มกระอักกระอ่วนบนใบหน้า ในใจกลับก่นด่า ‘เจ้าใช้เข็มแทงข้าจนเจ็บเพียงนี้ ข้าต้องขอบคุณเจ้าจริง ๆ!’
“ชิงเถา พยุงข้าขึ้นที”
ชิงเถาพยุงหลิวหรูเยว่ลุกขึ้น
หลิวหรูเยว่รักษารอยยิ้มที่อ่อนโยนและเหมาะสมบนใบหน้า มองไป๋เย่หานแล้วกล่าว “ท่านอ๋อง เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนเพคะ”
พวกเขามองรถม้าของหลิวหรูเยว่ที่ค่อย ๆ ไกลออกไป จนซ่งชิงหลันก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
แน่นอน การรับมือกับหญิงชงชาเขียวจะออมมือไปไม่ได้
ไป๋เย่หานมองนางแล้วเผยรอยยิ้มรักใคร่ กล่าวหยอกเบา ๆ “เข็มของพระชายานี้ ช่างร้ายกาจจริง ๆ”
ซ่งชิงหลันเลิกคิ้วมองเขา “เช่นนั้น ต่อไปหากข้างกายท่านอ๋องมีคนเข้ามายุ่มย่ามเช่นนี้อีก ข้าจะแทงเข็มเข้าไปในร่างท่านแทน”
กล่าวจบก็โยนกระเป๋าใส่เข็มให้หานเฟยที่อยู่ด้านข้าง “เอาไปเก็บให้ดีเสีย”
หานเฟยรีบรับเอาไว้ มองแผ่นหลังของทั้งคู่เดินเข้าไปในจวนอ๋อง จากนั้นก็มองกระเป๋าเข็มในมือ เขารู้สึกเพียงว่าสิ่งที่ตนถืออยู่นั้นเป็นมันหวานที่ร้อนจนลวกมือ!
พระชายาที่มีทักษะการแพทย์นั้นไม่ควรไปยั่วยุเลยจริง ๆ!
ยามที่ทั้งสองคนกลับมาที่ห้องโถง จิ่งกวงเยี่ยและเด็กทั้งสองคนก็ยังคงทานอาหารกันอย่างมีความสุข
พอซ่งซิงเยว่เห็นพ่อแม่ นางก็มุ่ยปากและกล่าว “ท่านแม่ ท่านพ่อ เหตุใดพวกท่านไปนานเสียจริงเจ้าคะ แล้วนี่ท่านไล่ปรมาจารย์ชงชาผู้นั้นไปแล้วหรือเจ้าคะ”
ซ่งชิงหลันยิ้มพลางนั่งลงข้าง ๆ เด็กหญิง “แม่ต้องออกโรงด้วยตัวเอง จึงทำให้ผีร้ายต้องเผยธาตุแท้!”
“เพียงท่านแม่ออกโรงก็รู้เรื่องแล้วเจ้าค่ะ!” ซ่งซิงเยว่ยกนิ้วให้นางอย่างชื่นชม
ในตอนนั้น จิ่งกวงเยี่ยก็มองไป๋เย่หาน และเอ่ยถาม “พระมารดาของเจ้าว่าอย่างไรบ้าง”
ไป๋เย่หานเม้มปาก “เสด็จพ่อ ดูท่าทางพระองค์ควรต้องเสด็จกลับวังแล้วขอรับ”
ซ่งซิงเฉินได้ยินก็เงยหน้าขึ้นมาทันที มองจิ่งกวงเยี่ยอย่างไม่เต็มใจ “ท่านปู่ ท่านต้องไปแล้วหรือขอรับ”
ซ่งซิงเยว่เองก็ไม่มีความสุข รีบหันร่างเล็กมา กอดแขนของจิ่ง กวงเยี่ยเอาไว้แน่นทั้งสองข้าง พร้อมกล่าวออดอ้อน “ท่านปู่ อย่าไปเลยนะเจ้าคะ! เยว่เยว่ไม่อยากให้ท่านไป! เยว่เยว่อยากให้ท่านเล่นกับข้าตลอดไปเลย!”
ช่วงที่ผ่านมานี้เมื่อได้อยู่ด้วยกัน ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ เด็กทั้งสองคนนั้นชอบท่านปู่อย่างจิ่งกวงเยี่ยมาก ชอบมากถึงขั้นที่ว่าจะแซงหน้าพ่อแม่แท้ ๆ ไปแล้ว
แน่นอน ความรักของปู่ย่าตายายนี้ไม่ได้ไร้เหตุผล
จิ่งกวงเยี่ยไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสียที่ไหน ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเด็กทั้งสองคน เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสถึงความสุขของการมีคนให้รัก เขาเองก็ไม่อยากจากหลานรักทั้งสองคนนี้
แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนธรรมดา มีสถานะเป็นถึงผู้ปกครองบ้านเมือง นี่มันช่างไร้หนทางเกินไปแล้ว
จิ่งกวงเยี่ยเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของซ่งซิงเยว่ด้วยสีหน้าปวดใจ มองดวงตาแดงก่ำของเด็กหญิง และกล่าวเสียงอ่อนโยน “เยว่เยว่ ตอนนี้ในวังหลวงมีเรื่องสำคัญมากมายรอให้ปู่กลับไปจัดการ เยว่เยว่เป็นเด็กหญิงที่รู้ความใช่หรือไม่”
ในตอนนี้ ซ่งซิงเฉินที่อยู่ข้าง ๆ ก็ดึงเสื้อของซ่งซิงเยว่ “เยว่เยว่ ท่านปู่เป็นผู้ปกครองบ้านเมือง มีงานในราชสำนักมากมาย พวกเราไม่ควรไปทำให้ท่านปู่เหนื่อยนะ”
“ก็ได้” ซ่งซิงเยว่เบ้ปาก มองจิ่งกวงเยี่ยอย่างอ้อนวอน “ท่านปู่ เช่นนั้นท่านจะต้องไม่ลืมเยว่เยว่กับเฉินเฉินนะเจ้าคะ!”
“ฮ่า ๆ ๆ… พวกเจ้าสองคนเป็นหลานคนดีของปู่ ปู่จะลืมได้อย่างไรเล่า” จิ่งกวงเยี่ยหัวเราะออกมา จิ้มจมูกเล็กของนาง “หากเจ้าคิดถึงปู่ ก็ให้พ่อเจ้าพาเจ้าเข้าไปเล่นในวังสิ!”
“ว้าว จริงหรือเจ้าคะ” แววตาของซ่งซิงเยว่เป็นประกายทันที “ข้าได้ยินว่าในวังหลวงนั้นทั้งใหญ่ทั้งสวยงามมากเลย!”
จิ่งกวงเยี่ยมองนางแล้วยิ้มอย่างเอ็นดู “ต้องจริงแน่นอนอยู่แล้ว! ต่อไปวังหลวงก็จะเป็นของพวกเจ้า!”
ซ่งชิงหลันที่อยู่ข้าง ๆ มองสีหน้ามีความสุขของซ่งซิงเยว่ ก็รู้สึกปวดขมับขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
นางรู้จักบุตรสาวของนางดี หากนางเข้าไปเล่นในวังจริง ๆ จะต้องก่อเรื่องใหญ่อึกทึกครึกโครมจนฟ้าถล่มเป็นแน่!
……
วันต่อมา ในราชสำนัก
บนบัลลังก์ก็ยังไร้เงาของจิ่งกวงเยี่ย
จางอิงรั่งเดินมาข้างหน้า เตรียมคอแล้วตะโกน “หากมีธุระเชิญกราบทูล หากไม่มีธุระอันใดเชิญออกจากราชสำนักได้”
กล่าวจบ ก็ส่งสายตาให้ขันทีสองคนที่อยู่ข้างกาย
ขันทีทั้งสองคนนั้นในมือถือถาดเดินลงไป รับเอาสาส์นกราบทูลที่เหล่าขุนนางต้องการกราบทูลทีละคน
จางอิงรั่งรับเอาสาส์นมาเรียบร้อย กำลังจะหมุนตัวจากไป
อยู่ ๆ ในตอนนั้น จิ่งเทียนสิงที่อยู่ด้านล่างก็เรียกเขาเอาไว้ “ท่านขุนนางจาง ข้ามีเรื่องอยากกราบทูล”
จางอิงรั่งหมุนตัวมาพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ลี่อ๋องขอรับ หากท่านมีเรื่องต้องการกราบทูล ก็ช่วยเขียนสาส์นกราบทูลมา ข้าน้อยย่อมจะส่งมอบให้ฝ่าบาททางด้านนั้นแน่นอนขอรับ”
จิ่งเทียนสิงกลับหัวเราะเย็นชา “ท่านขุนนางจาง นี่ก็หลายวันแล้ว เสด็จพ่อล้วนไม่เข้าราชสำนัก มีเรื่องอันใดกันแน่หรือ”
“นี่ล้วนเป็นความต้องการของฝ่าบาท ข้าน้อยเพียงแต่ทำตามรับสั่ง เรื่องอื่นทั้งหมดล้วนไม่ทราบขอรับ”
“ท่านไม่รู้อย่างนั้นหรือ” จิ่งเทียนสิงโค้งมุมปากยิ้มออกมา เผยให้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ท่านมีฐานะเป็นหัวหน้าขันทีคอยรับใช้เสด็จพ่อ อยู่รับใช้ข้างกายอย่างใกล้ชิด พระวรกายของฝ่าบาทเป็นอย่างไร ท่านจะไม่รู้ได้หรือ”
กล่าวจบ เขาก็หมุนตัวมามองยังเหล่าขุนนางทุกคนที่อยู่ที่นี่ กล่าว “ใต้เท้าทุกท่าน เสด็จพ่อทรงเห็นความสำคัญของงานบ้านงานเมืองมาโดยตลอด แต่นี่ก็หลายวันมาแล้วกลับไม่ปรากฏตัว ใต้เท้าทุกท่านไม่รู้สึกว่าแปลกหรือ”
เพียงกล่าวออกไปเช่นนั้น เหล่าขุนนางที่เป็นคนของมเหสีก็พากันเอ่ยตอบรับ
“นั่นสิ ฝ่าบาทไม่เสด็จมาราชสำนัก เพียงแต่ให้ท่านขุนนางจางมารับสาส์นกราบทูลแทน เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย!”
“ใช่น่ะสิ ไม่กี่วันก่อนข้ามีเรื่องสำคัญต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาท ก็ถูกท่านขุนนางจางขวางเอาไว้นอกพระที่นั่งชิงซิน ช่างแปลกเหลือเกิน!”
“ข้ายังได้ยินมา ว่าแม้แต่หมอหลวงจากสำนักแพทย์หลวงที่ต้องมาจับชีพจรก็ต้องหยุด!”
“เช่นนั้นแล้ว ในวังหลวงก็ไม่มีผู้ใดได้พบฝ่าบาทเลยน่ะสิ!”
“เช่นนั้นฝ่าบาทประทับอยู่ในวังหลวงหรือไม่ ก็ไม่มีผู้ใดรู้หรือ”
“นั่นสิ… นั่นสิ…”