ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 29 ใครมาได้ยินก็คงไม่อยากจะเชื่อ (รีไรท์)
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 29 ใครมาได้ยินก็คงไม่อยากจะเชื่อ (รีไรท์)
บทที่ 29 ใครมาได้ยินก็คงไม่อยากจะเชื่อ (รีไรท์)
ไป๋เย่เฮยฟังจบก็หุบปากฉับอย่างเชื่อฟัง เขาน้ำตาคลอเบ้า มองไปยังซ่งชิงหลันอย่างขอความเมตตา
“ท่านพี่ โปรดยกโทษให้ข้าด้วย ต่อไปข้าจะไม่มารบกวนท่านอีกแล้ว”
หญิงสาวเป่าผมหน้าม้าของนางขึ้นแล้วตะคอกอย่างเย็นชา “เจ้าหนู วันนี้เจ้ารนหาที่ตายเสียแล้ว”
แม่เฒ่าซ่งที่มองอยู่ด้านข้างเองก็มีท่าทีตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่าจะมีการเลือดตกยางออกเกิดขึ้น
เพราะกลัวว่าหลานสาวจะต้องติดคุก นางจึงรีบร้องเตือนออกมา “หลันหลัน พอแล้ว อย่าฆ่าผู้ใดเลย ปล่อยเขาไปเถิด”
ไป๋เย่เฮยจึงฉวยโอกาสนั้นร้องขอชีวิตทันที “ใช่แล้ว ท่านจะติดคุกเอาได้ อย่าฆ่าคนเลย”
“หุบปาก อย่ามาพล่ามให้มากนัก” ซ่งชิงหลันตะโกนเสียงดังพร้อมเงื้อกำปั้นต่อยเจ้าคนขี้ขลาดเข้าที่ปากหนึ่งครั้ง
ไป๋เย่เฮยกระอักเลือดออกมาทางปาก และยังมีฟันหลุดออกมาซี่หนึ่ง
ด้วยกลัวว่าจะทำให้ซ่งชิงหลันโกรธมากกว่าเดิม เขาจึงได้แต่ร้องไห้เงียบ ๆ ไม่กล้าออกเสียงใดอีกต่อไป
ร่างบางของหญิงสาวหยัดกายยืนขึ้นเต็มความสูง ส่งสายตาดูถูกปนขยะแขยงใส่บุรุษร่างใหญ่ที่พื้น
นางเอ่ยเสียงเย็น “วันนี้เห็นแก่ท่านย่า ข้าจะละเว้นเจ้า ถึงอย่างนั้น โทษตายของเจ้าก็ยังคงอยู่ ข้าจะต้องสั่งสอนคนโง่อย่างเจ้าให้หลาบจำเสียบ้าง”
จากนั้นเท้าเล็ก ๆ แต่หนักหน่วงของนางก็พลันกระหน่ำเตะเข้าที่ร่างกายท่อนล่างของไป๋เย่เฮยสามครั้งจนเกิดเสียงร้องโหยหวนออกมา
ซ่งชิงหลันเหยียบข้อเท้าของเขาพลางบดขยี้ไปมาอย่างหนัก
ใบหน้าของคนถูกสั่งสอนเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เรียกว่าหน้าซีดเผือดลงอย่างถนัดตา
เขาร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว “โอ๊ย อ๊ากกกก ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว ได้โปรด ได้โปรดอภัยให้ข้าเถิด”
ซ่งชิงหลันหรี่ตามองแล้วพูดเย้ยหยัน “ไหนว่ามาซิ เจ้าสำนึกผิดหรือไม่”
“ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว ครั้งนี้ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ปล่อยข้าไปเถิด…”
ไป๋เย่เฮยทั้งเจ็บปวดทั้งหวาดกลัวจนปัสสาวะราดอย่างคุมไม่ได้
ซ่งชิงหลันมองของเหลวสีเหลืองที่ไหลตามขาของเขาพลางขมวดคิ้วเข้าหากัน “ถ้าเจ้ากล้ามาหาเรื่องข้าที่นี่อีก เจ้าได้ไปเกิดใหม่แน่”
นางไม่อาจวางใจเชื่อได้
เจ้าคนพาลผงกหัวรัว ๆ อย่างไร้ทางขัดขืน “ไม่กล้าอีกแล้ว ข้าไม่ทำอีกแล้ว”
จากนั้นซ่งชิงหลันจึงถอนเท้าของนางออกมาแล้วตะคอกอย่างขยะแขยง “ไสหัวไปให้พ้น”
“ขอรับ ข้าจะไปประเดี๋ยวนี้”
ไป๋เย่เฮยรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น หวังจะรีบไปให้ไกลจากเงื้อมือของนางปีศาจตรงหน้า แต่ความเจ็บปวดที่ข้อเท้าอย่างรุนแรงนั่นทิ่มแทงไปทั้งร่าง
“อ๊าก” ร่างสูงล้มลงกับพื้นอีกครั้ง
ด้วยความตื่นตระหนก เขาจึงตะโกนใส่พรรคพวกอย่างเสียงดังด้วยความโกรธ “มัวทำสิ่งใดกัน รีบมาช่วยข้าเสีย”
“เฮ้ย พี่เฮย ข้ามาแล้ว ๆ”
ลูกน้องทั้งสองเข้ามาช่วยพยุงให้ไป๋เย่เฮยลุกขึ้น หลังเห็นกางเกงของลูกพี่เปียกก็ถามอย่างประหลาดใจ “พี่เฮย เกิดอันใดขึ้นกับท่านหรือ”
คนเป็นลูกพี่หน้าแดงจัดแล้วรีบตะคอก “หุบปาก! เร็วเข้า ช่วยข้ากลับได้แล้ว เจ็บฉิบหายแล้วเนี่ย”
ซ่งชิงหลันมองตามแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของคนพวกนั้นขณะกำลังรีบหนีไปด้วยรอยยิ้ม
พอนางได้สั่งสอนให้เขาเจ็บตัวกับมือก็รู้สึกว่าเจ้าคนพาลนั่นจะทำตามที่รับปาก ไม่มาสร้างปัญหาให้นางอีกต่อไป
ซ่งชิงหลันกลับมาพาท่านย่าและลูกทั้งสองเข้าไปในบ้าน
นางเตรียมมื้อกลางวันเป็นผักกาดขาวหมูอบวุ้นเส้น กินคู่กับซาลาเปา
ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น สามพี่น้องซ่งก็ตามกลับมาจากร้าน
ซ่งชิงหลันเตรียมชามและตะเกียบอยู่ที่โต๊ะ ซ่งชิงตงเดินเข้ามาหาพี่สาวแล้วถามขึ้นว่า “ท่านพี่ ตอนมาถึงข้าได้ยินป้าลี่ข้างบ้านบอกว่า ไอ้พวกสารเลวตระกูลไป๋มาหาเรื่องท่านอีกแล้วหรือ”
คนเป็นพี่เพียงยกยิ้ม “ไม่เป็นไร ข้าจัดการไล่พวกมันไปหมดแล้ว”
ซ่งชิงตงขมวดคิ้ว “แย่เลย เช่นนี้ข้าว่าคราวหน้าต้องแบ่งใครสักคนมาตามดูแลท่านพี่”
ซ่งชิงหลันรู้สึกอบอุ่นในใจ นางตบไหล่น้องชายแล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้หรอก มากินข้าวกันเสียก่อน บ่ายนี้เรามีงานต้องทำอีกมาก”