ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 297 ไม่เลวจริง ๆ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 297 ไม่เลวจริง ๆ
บทที่ 297 ไม่เลวจริง ๆ
ฉูอี้เฟิงได้ลิ้มรสเป็ดย่างที่มีวิธีการกินอันพิถีพิถันและไม่เคยได้ยินหรือพบเห็นมาก่อน
เขากัดเบา ๆ คำหนึ่ง เคี้ยวอย่างประณีต ค่อย ๆ ลิ้มรสชาติ
อู่ต้าก่านที่อยู่ข้าง ๆ จึงถามอย่างอดรนทนไม่ไหว “พี่ฉู ท่านคิดว่าอย่างไร”
ฉูอี้เฟิงพยักหน้า รู้สึกว่าในปากมีรสชาติหอมหวน อร่อยเหลือเกิน จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวชม “คุณภาพของเนื้อเป็ดย่างนี้นุ่มนวล หนังเป็ดก็บางกรอบ ผสมกับความสดชื่นของแตงกวาและความเผ็ดของหัวหอมใหญ่ รวมกับน้ำจิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ เป็ดม้วนนี้ช่างให้สัมผัสที่เข้มข้น เป็นรสชาติที่อร่อยจริง ๆ!”
เพียงอู่ต้าก่านได้ยินก็กลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็นำเป็ดย่างห่อยัดเข้าปาก “อืม ไม่เลว! ไม่เลวจริง ๆ! เป็ดย่างนี้กรอบนอกนุ่มใน มีกลิ่นหอมของผลไม้จาง ๆ เข้ากับวิธีการกินที่แม่นางชิงหลันคิดขึ้นมาช่างเลิศรสเสียจริง!”
เขาเองก็ชื่นชอบอาหารรสเลิศมาโดยตลอด จึงศึกษาเรื่องอาหารมานาน หลายปีมานี้ได้กินอาหารรสเลิศมานับไม่ถ้วน แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้กินอาหารที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ อาหารนี่ช่างเข้มข้น และสร้างสรรค์เสียจริง
ฟางโย่วลี่ที่อยู่ข้าง ๆ เห็นว่าทุกคนล้วนชมเป็ดย่างจานนี้ไม่หยุดปาก เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมซ่งชิงหลัน
เขาจึงอธิบายกับพี่ใหญ่ “เป็ดย่างของภัตตาคารอวิ๋นหลายเราทำตามวิธีการของแม่นางชิงหลัน ใช้วิธีย่างแบบแขวน ใช้ต้นผลไม้เป็นเชื้อเพลิง ไม่ผ่าอกเป็ด เพียงแต่เจาะรูเล็ก ๆ ที่ตัวเป็ด จากนั้นใส่น้ำเปล่าเข้าไปในท้องเป็ด จากนั้นก็มัดรูเล็กนั้นแล้วแขวนไว้บนกองไฟเพื่อย่าง เช่นนี้เมื่อย่างเสร็จแล้วเป็ดก็จะไม่สูญเสียน้ำจากการย่าง ทั้งยังทำให้หนังเป็ดพองออกโดยที่เนื้อก็สุก”
อู่ต้าก่านไม่สามารถต้านทานความดึงดูดของอาหารเลิศรสได้ เขาห่อม้วนเป็ดย่างกินอีกคำ “อืม ต้องบอกว่าเป็ดย่างนี้เป็นอย่างที่พี่ฉูพูดจริง ๆ เลิศรสยิ่งนัก!”
ได้ยินคำนี้ ในหัวของซ่งชิงหลันก็มีประกายวาบ
นางยิ้มแล้วกล่าว “ในเมื่อผู้อาวุโสทั้งสองท่านล้วนให้การประเมินเช่นนี้ ข้าก็มีความคิดหนึ่งขึ้นมา เป็ดย่างจานนี้ของพวกเรา เรียกว่าเป็ดย่างเลิศรสก็แล้วกันเจ้าค่ะ!”
“อืม เป็ดย่างเลิศรส ชื่อนี้เพียงฟังก็รู้สึกน่าอร่อยแล้ว!” หลิวกุ้ยเสียที่อยู่ข้าง ๆ พยักหน้าพลางกล่าวเห็นด้วย
จากนั้น ซ่งชิงหลันก็หันไปมองฟางโย่วลี่ที่อยู่ข้างหลัง “ท่านอาจารย์ฟาง เช่นนั้นเราก็ทำตามแผน พรุ่งนี้เริ่มนำอาหารจานนี้ใส่รายการอาหารได้เลยเจ้าค่ะ ต้องลำบากท่านและเหล่าคนงานในครัวแล้ว”
“โธ่ ได้สิ พวกเราที่ช่วยคิดค้นอาหารจานใหม่กับแม่นางชิงหลันก็ดีใจมากเหลือเกินแล้ว จะรู้สึกลำบากได้อย่างไร เช่นนั้นข้าจะกลับเข้าครัวเสียก่อน เพื่อเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้”
กล่าวจบ ฟางโย่วลี่ก็พยักหน้าให้ทุกคนที่นั่งอยู่ หันหลังเดินจากไป
ในยามนี้ อาหารขึ้นชื่อจานใหม่ของภัตตาคารอวิ๋นหลายก็ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
เดิมทีฉูอี้เฟิงก็ชอบกินเป็ดอยู่แล้ว เมื่อได้ลิ้มลองเป็ดย่างอร่อยเพียงนี้ เขาก็ย่อมอดไม่ได้ที่จะกินมันคำแล้วคำเล่า ถึงขนาดที่กล่าวอย่างซาบซึ้ง “เพื่อเป็ดย่างเลิศรสนี้ ดูท่าข้าจะต้องพักที่เมืองหลวงนาน ๆ เสียแล้ว”
“เช่นนั้นก็จะดีมาก” อู่ต้าก่านได้ยินก็ดวงตาเป็นประกาย “เด็กทั้งสองคนจะต้องดีใจมากเช่นกัน”
ความจริงแล้ว คนที่ดีใจที่สุดก็คืออู่ต้าก่านต่างหาก เพราะหากเป็นเช่นนี้ ต่อไปเขาก็จะได้ชื่นชมผลงานชิ้นเอกของจิตรกรชื่อดังเป็นครั้งแรก
คิดถึงตรงนี้เขาก็อยากร่ำสุราขึ้นมา เขารินสุราให้ฉูอี้เฟิงจอกหนึ่ง แล้วยกจอกสุราของตนเองขึ้น “พวกเรามีชะตาได้เป็นญาติกัน มา ชนแก้ว”
คนอื่น ๆ เองก็ชนแก้วด้วย
หากแต่ไป๋เย่หานกลับไม่อยากให้ซ่งชิงหลันดื่มมากเกินไป ถึงแม้ทุกครั้งที่นางเมาก็จะกอดเขาเสมอ ซึ่งเขาเองก็ยินดี แต่เขาก็ไม่อยากให้คนอื่นได้เห็นท่าทางออดอ้อนของพระชายาตนเสียเท่าไร
ส่วนซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ เด็กทั้งสองคนเองก็ชอบกินเป็ดย่างเลิศรสมากเช่นกัน
แต่พวกเขานั้นยังเด็กมาก ไม่สามารถห่อเป็ดย่างเองได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงให้ซ่งชิงหลันทำให้ แล้วป้อนใส่ปาก
เด็กทั้งสองคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย สีหน้าอิ่มหนำสำราญ
ไป๋เย่หานเองก็ห่อเป็ดย่าง แล้วป้อนใส่ปากของซ่งชิงหลันด้วย
ทำให้ซ่งชิงหลันผงะไป นางเขินอายกับการกระทำป้อนอาหารที่ใกล้ชิดเช่นนี้ ใบหน้าเล็กขึ้นสีแดงก่ำ ลอบมองคนบนโต๊ะ แล้วกล่าวกับชายข้าง ๆ อย่างแผ่วเบา “ท่านทำอันใดกัน”
ไป๋เย่หานทำหน้านิ่ง เปิดริมฝีปากบางกล่าว “อ้าปากสิ”
ซ่งชิงหลันยิ่งหน้าแดงกว่าเดิม
นางมองคนบนโต๊ะอีกครั้ง แต่ทว่าทุกคนล้วนกินอย่างไม่สนใจสิ่งใด หรือไม่ก็คุยกับคนข้าง ๆ โชคดีที่ไม่มีผู้ใดมองมาทางนี้
ไป๋เย่หานไม่มีความคิดจะยอมแพ้ เป็ดย่างในมือยังจ่ออยู่ที่ปากของนาง
นางมองไป๋เย่หานด้วยสายตาตักเตือน “เดี๋ยวคนเห็นเข้าจะไม่ดีนะ”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว และยกยิ้มมุมปากอย่างหยอกล้อ พร้อมกล่าวเสียงเบา “หากพระชายายังไม่กิน พวกเขาก็จะมองมาจริง ๆ แล้วนะ”
ในตอนนั้น ซ่งซิงเยว่ก็กะพริบตากลมโต มองซ่งชิงหลันด้วยใบหน้าไร้เดียงสา เอ่ยถามอย่างสงสัย “ท่านแม่ ท่านพ่อป้อนแล้ว เหตุใดท่านไม่กินเล่าเจ้าคะ”
“เอ่อ… คือว่า…”
แล้วนางต้องตอบอย่างไร
ด้วยความสิ้นหวัง ซ่งชิงหลันจึงทำได้เพียงกัดฟันงับเป็ดย่างในมือของไป๋เย่หาน
ทันใดนั้นไป๋เย่หานก็ขมวดคิ้วแล้วเผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะให้หญิงสาว ซ่งชิงหลันหรี่ตาเล็กน้อย พ่อลูกคู่นี้ตั้งใจอย่างนั้นหรือ!
“พระชายา มุมปากของเจ้าเลอะแล้ว เดี๋ยวข้าเช็ดให้นะ” กล่าวจบ ไป๋เย่หานก็รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วเช็ดคราบน้ำมันตรงปากของซ่งชิงหลัน เบี่ยงเบนความสนใจของนาง
ซ่งซิงเยว่ตัวน้อยน่ารักก็มาร่วมสนุกด้วย นางยู่ปากเล็กรูปเชอร์รี่ โน้มตัวมาตรงหน้าไป๋เย่หาน พร้อมกล่าวอย่างออดอ้อน “ท่านพ่อเจ้าคะ ปากของข้าก็เลอะ ต้องเช็ดด้วยเหมือนกันเจ้าค่ะ”
“ที่ปากหรือ เยว่เยว่ เดี๋ยวข้าช่วยเจ้าเอง” ซ่งซิงเฉินเพียงได้ยิน ก็หยิบเอาผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาแล้วเช็ดตรงปากเล็กของซ่งซิงเยว่
ซ่งซิงเยว่ถลึงตามองเขาทันที “เฉินเฉิน เจ้าทำอันใด ข้าจะให้ท่านพ่อเช็ด ไม่ใช่เจ้า นี่เจ้าเช็ดปากข้าจนจะฉีกแล้วนะ!”
ซ่งซิงเฉินสีหน้าไร้เดียงสา มองริมฝีปากของซ่งซิงเยว่ “เปล่าเสียหน่อย ปากของเจ้ายังอยู่ดี”
เด็กน้อยทั้งสองคนก็เริ่มถกเถียงกันอย่างที่เป็นทุกวัน
ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานสบตากันแล้วยิ้ม ล้วนไม่รู้จะทำอย่างไรกับพวกเขา
ซึ่งอู่เชียนเชียนจ้องมองบบรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุขของครอบครัวของพวกเขาอย่างเงียบ ๆ มาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อเห็นความหวานชื่นระหว่างซ่งชิงหลันและไป๋เย่หาน นางก็ตื่นเต้นอย่างมาก หากไม่ใช่เพราะตอนนี้ยังอยู่บนโต๊ะอาหาร นางอยากจะดึงซ่งชิงหลันไปอีกด้านเพื่อถามให้รู้เรื่องเสียแล้วให้เข็ด
ดวงตาสองข้างของนางมองความชื่นบานนั้น ในขณะที่ปากเองก็ไม่ได้อยู่เฉย เพลิดเพลินไปกับอาหารที่ฉูซื่อโม่วป้อนให้
เพราะอย่างนี้นางถึงได้โดนเขาขุนจนอ้วนเช่นนี้อย่างไรเล่า
ทุกคนล้วนกินอาหารมื้อนี้กันอย่างมีความสุข หลังจากกินดื่มกันอย่างอิ่มหนำ ก็ออกจากภัตตาคารอวิ๋นหลายพร้อมกัน กลับไปบ้านของตนเอง