ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 298 เจ้าดึงข้ามาเพราะเหตุใด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 298 เจ้าดึงข้ามาเพราะเหตุใด
บทที่ 298 เจ้าดึงข้ามาเพราะเหตุใด
ทันทีที่เดินออกมาจากประตูของภัตตาคารอวิ๋นหลาย อู่เชียนเชียนที่ในใจกระวนกระวายก็รีบเดินไปข้างหน้า อยากจะดึงซ่งชิงหลันมาคุยเรื่องของนางกับไป๋เย่หานให้รู้แล้วรู้รอด
แต่คิดไม่ถึงว่าฉูซื่อโม่วจะรู้ถึงความคิดของนาง จึงดึงแขนของนางเอาไว้เสียก่อน
อู่เชียนเชียนหันหน้ากลับมา ถลึงตาโตมองเขา และกล่าวอย่างไม่พอใจ “เจ้าดึงข้ามาเพราะเหตุใดกัน ข้าจะไปหาพี่ชิงหลัน ข้า…”
นางยังไม่ทันกล่าวจบ ฉูซื่อโม่วก็เอ่ยปากขัดจังหวะนางด้วยเสียงอ่อนโยนนั่น “นี่ฟ้าก็มืดแล้ว เรากลับกันเสียก่อนเถิด มีเรื่องอันใดค่อยว่ากันพรุ่งนี้”
ในตอนนั้น เด็กทั้งสองคนก็หลับกันไปแล้ว ไป๋เย่หานอุ้มซ่งซิงเยว่ ส่วนซ่งชิงหลันแบกซ่งซิงเฉินไว้ที่หลัง ทั้งสองคนเดินไปข้างหน้ากันอย่างอบอุ่น
ฉูซื่อโม่วมองภาพครอบครัวอบอุ่นของทั้งสี่ จากนั้นก็มองอู่เชียนเชียนอีกครั้ง และเอ่ยปาก “อีกอย่าง เจ้าทนรบกวนพวกเขาในตอนนี้ได้หรือ”
อู่เชียนเชียนมองตามสายตาของเขา จิตใจหวั่นไหวเล็กน้อย ภาพอันงดงามเช่นนี้ พูดกันตามตรงแล้ว นางก็ไม่อยากจะไปทำลายมัน
นางมุ่ยปาก “ก็ได้ เรากลับกันเถิด…”
เพียงแต่ว่าสำหรับอู่เชียนเชียนแล้ว คืนนี้จะเป็นคืนที่นางนอนไม่หลับแน่นอน
เมื่อกลับมาถึงจวนแม่ทัพ
ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานวางเด็กทั้งสองคนลงบนเตียงเบา ๆ
มองเด็กน้อยทั้งสองนอนหลับเงียบ ๆ น่าเอ็นดู ซ่งชิงหลันเองก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มแล้วพูดอย่างแผ่วเบา “ตั้งแต่ฝ่าบาทเสด็จกลับวังหลวง เด็ก ๆ ทั้งสองคนก็ดูไม่มีความสุขมาโดยตลอด พอวันนี้ซื่อโม่วและเชียนเชียนกลับมา พวกเขาจึงได้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาเต็มที่อีกครั้ง”
ไป๋เย่หานยืนอยู่ด้านหลังซ่งชิงหลัน มองเด็กทั้งสองคนอย่างเอ็นดูเช่นเดียวกัน “ถึงพวกเขากลับมามีชีวิตชีวาเต็มที่แล้ว แต่กลับยังมีคนทนทุกข์อยู่นะ”
“ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” ใจซ่งชิงหลันหล่นดัง ‘ตุบ!’ หันหน้าไปมองไป๋เย่หาน
ไป๋เย่หานขมวดคิ้ว ดึงซ่งชิงหลันมาอีกด้าน จากนั้นจึงได้พูดเสียงค่อย “ชิงหลัน มีบางเรื่องที่ข้าไม่ได้บอกเจ้ามาโดยตลอด จริง ๆ แล้ว ไม่กี่วันก่อนเสด็จพ่อตรัสกับข้าว่า พระองค์ทรงคิดถึงเฉินเฉินและเยว่เยว่มาก ทรงอยากรับพวกเขาเข้าไปอยู่ที่วังหลวงสักระยะหนึ่ง…”
กล่าวจบ เขาก็สังเกตดูความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของซ่งชิงหลันอย่างระมัดระวัง และรีบกล่าว “แน่นอน ถ้าหากเจ้าไม่ยินยอม ข้าก็จะไม่รับปาก”
เขารู้ว่าเด็กทั้งสองคนเป็นดั่งชีวิตของนาง
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วเล็กน้อย หันหน้าไปมองเด็กทั้งสองคนที่หลับอยู่แล้วพูดเบา ๆ “ข้าคิดว่า… เรื่องนี้ ควรให้พวกเขาตัดสินใจเอง”
อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นปู่แท้ ๆ ของเด็ก ๆ และที่สำคัญที่สุด เฉินเฉินและเยว่เยว่เองก็รักจิ่งกวงเยี่ยมาก ดังนั้น นางเองก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปกีดกันปู่หลาน
ไป๋เย่หานคิดไม่ถึงว่าซ่งชิงหลันจะพูดเช่นนี้ ในใจรู้สึกชื่นชมนางเป็นอย่างยิ่ง
เขากอดเอวคอดของซ่งชิงหลันไว้ และยิ้มจาง ๆ “พระชายา นี่ก็ดึกแล้ว พวกเราเองก็ต้องรีบกลับไปนอนที่ห้องแล้วกระมัง”
ซ่งชิงหลันมองเห็นยิ้มร้ายบนใบหน้าเขา จึงรู้ว่าเขากำลังมีความคิดอันใดอยู่
นางกัดริมฝีปากถลึงตามองอีกฝ่าย “นอนก็คือนอน ท่านห้ามทำอันใดทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นข้าจะไล่ท่านออกจากบ้าน”
ตอนนี้ไป๋เย่หานเข้าใจอารมณ์ของซ่งชิงหลันดี นางเป็นคนปากร้ายใจดี ชอบใช้คำพูดข่มขู่เขา แต่จริง ๆ แล้วกลับใจอ่อน
ดังนั้น เพียงเดินออกจากห้องของเด็ก ๆ ทั้งสองคน เขาก็โอบเอวของซ่งชิงหลันแล้วอุ้มขึ้นมาทันที
ใบหน้าเล็กของซ่งชิงหลันแดงก่ำ “ไป๋เย่หาน! ท่านทำอันใด! ปล่อยข้าลงนะ!”
ไป๋เย่หานยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “พระชายา เจ้าขาสั้นเกินไปแล้ว ให้ข้าอุ้มเจ้า แล้วเรารีบกลับห้องไปพักผ่อนกันเถิด”
“ไอ้เจ้าคนชั่ว! ต้องใจร้อนเพียงนี้เลยหรือ!”
“ถูกต้อง! ข้าใจร้อนเพียงนี้แหละ!”
ในตอนนี้ หานเฟยที่กำลังตรวจตรายามค่ำอยู่ที่จวนหานอ๋อง ซึ่งยืนอยู่ตรงมุมกำแพงพอดี จึงได้ยินคำพูดอันไม่เหมาะสมทั้งหมดของทั้งสอง
เขายืนตะลึงอยู่ที่เดิม แต่ในใจอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
เหตุใดต้องให้เขามาได้ยินอะไรพวกนี้ด้วย ท่านอ๋อง พระชายา หากพวกท่านจะเกี้ยวพาราสีกันก็ช่วยกลับไปคุยกันในห้องไม่ได้หรือ
หานเฟยหลบออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะหากถูกท่านอ๋องรู้เข้าว่าเขาแอบฟังอยู่ตรงมุมกำแพง จะต้องถูกลงโทษอีกเป็นแน่
แต่ทว่าบังเอิญได้พบกับผู้คุ้มกันอีกคู่ที่มาตรวจตรายามดึก ซึ่งสังเกตเห็นสีหน้าประหม่าของหานเฟยก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวถามอย่างกังวล “ท่านรองหาน เป็นอันใดไปหรือขอรับ”
“ข้า… ข้าไม่เป็นไร พวกเจ้าทำงานต่อไปเถิด”
กล่าวจบ หานเฟยก็เห็นพวกนั้นกำลังจะเดินไปที่มุมกำแพง จึงรีบเอ่ยห้ามไว้ทันที “ทางด้านนั้นข้าตรวจตราเรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องไปแล้ว ไปที่อื่นเถิด”
“ขอรับ ท่านรองหาน”
เมื่อเห็นพวกเขาจากไปแล้ว หานเฟยจึงได้ถอนหายใจโล่งอก อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจ คิดไม่ถึงว่าเขาที่เป็นท่านรองผู้ผ่านศึกสงคราม ทักษะนี้กลับต้องเอามาใช้เพื่อช่วยปกปิดการกระทำอันไม่เหมาะสมของท่านอ๋องเสียนี่
……
เช้าตรู่วันต่อมา
ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานนำเรื่องที่จิ่งกวงเยี่ยอยากจะพาพวกเขาเข้าไปพักในวังมาบอกกล่าวกับซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่
คิดไม่ถึง เด็กน้อยทั้งสองไม่แม้แต่จะคิด รีบตอบรับในทันที
ถึงขนาดที่ว่าลุกจากเตียง เก็บข้าวของสัมภาระอย่างไม่สนใจสิ่งใด
หากแต่ซ่งซิงเยว่ยังคงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เฉินเฉิน เจ้าว่าข้าควรเอาเสื้อผ้าไปมากน้อยเพียงใดจึงจะเหมาะ”
“เอาไปเพียงไม่กี่ชุดก็พอแล้ว เดี๋ยวค่อยซักก็ได้ แต่หนังสือที่ข้าอยากพกไปด้วยมีมากเกินไปแล้ว ช่างปวดหัวยิ่งนัก…”
“แต่ข้าคิดว่ากระโปรงสีชมพูอ่อนนี้งดงามนัก ชุดสีทองลายห่านนี้ก็สวยดี…”
“ไม่รู้ว่าจะเอาพู่กัน หมึกและกระดาษไปด้วยดีหรือไม่ ถึงแม้ในวังจะมี แต่ข้าก็ยังเคยชินกับของของข้า…”
……
เด็กน้อยเก็บของอย่างไม่สนใจสิ่งใด ลืมแม้กระทั่งพ่อและแม่แท้ ๆ ยังอยู่ที่นี่ไปเสียสนิท
ซ่งชิงหลันมองท่าทางที่แทบจะไม่อาลัยอาวรณ์ของเด็กน้อยสองคน ก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก เหตุใดจึงรู้สึกเหมือนเป็นแม่แก่ ๆ ที่ถูกทอดทิ้งอย่างนี้
สุดท้าย ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ก็กินข้าวเช้าเสร็จอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ขึ้นรถม้าไปกับไป๋เย่หาน เตรียมจะออกเดินทางเข้าวัง
ซ่งชิงหลันมองพวกเขาอยู่ด้านนอกรถอย่างอาลัยอาวรณ์ พร้อมกำชับ “พวกเจ้าทั้งสองคนต้องเชื่อฟังให้มาก หากอยากกลับก็บอก พ่อของเจ้าจะไปรับพวกเจ้ากลับมา”
หานเฟยที่นั่งอยู่ด้านหน้ารถม้า เมื่อเห็นท่าทางไม่อาจวางใจได้ของซ่งชิงหลัน ก็ยิ้มแล้วกล่าวอย่างปลอบโยน “พระชายา ท่านวางใจเถิดขอรับ ฝ่าบาททรงรักใคร่คุณหนูทั้งสองอย่างมาก อยู่ในวังหลวงจะต้องสุขสบายเป็นแน่”
ซ่งชิงหลันกลับกล่าวอย่างจริงจัง “ข้าไม่ได้กลัวว่าพวกเขาจะถูกรังแก ข้ากังวลว่าคนในวังจะถูกพวกเขารังแกต่างหาก”
“หา เรื่องนั้น…” หานเฟยตะลึงไปทันที
เหตุใดเขาจึงคิดไม่ถึงถึงข้อนี้เลย ที่พระชายากล่าวก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล อย่างไรคุณหนูทั้งสองของเขาก็มีความสามารถในการทำเช่นนั้น
แต่ดูท่า ตอนนี้เขาคงทำได้เพียงขอพรให้เหล่าข้ารับใช้ในวังเท่านั้น