ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 307 เจ้านั่งเถิด ข้าเอง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 307 เจ้านั่งเถิด ข้าเอง
บทที่ 307 เจ้านั่งเถิด ข้าเอง
วันต่อมา
ซ่งชิงหลันที่กำลังสะลึมสะลืออยู่ภายในอ้อมแขนของไป๋เย่หานสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของมือเล็ก ๆ ที่นางกุมเอาไว้
นางพลันตื่นขึ้นมาทันใด “เยว่เยว่!”
ไป๋เย่หานเองก็ตื่นขึ้นเช่นเดียวกัน เมื่อเขามองไปก็พบว่าร่างเล็ก ๆ บนเตียงกำลังลืมตาขึ้น
เขาอดรู้สึกดีใจขึ้นมาไม่ได้ ซ่งชิงหลันลุกออกจากอ้อมแขนเขาไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เขาจึงสามารถขยับไปด้านหน้าแล้วเอื้อมมือไปสัมผัสหน้าผากของซ่งซิงเยว่ได้ “อืม ไข้ลดลงแล้ว เยว่เยว่ เจ้ายังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกหรือไม่”
ซ่งซิงเยว่ขยับริมฝีปากเอ่ยออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง “ข้า…ข้าอยาก… ดื่มน้ำ”
“ตกลง แม่จะไปเอาน้ำมาให้นะ”
ขณะที่ซ่งชิงหลันกำลังจะลุกขึ้น ไป๋เย่หานก็เอื้อมมือไปหยุดนางเอาไว้ “เจ้านั่งเถิด ข้าเอง”
กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบน้ำ ก่อนค่อย ๆ ป้อนให้ซ่งซิงเยว่ดื่มทีละน้อย “เยว่เยว่ ช้าลงหน่อยเถิด”
ซ่งชิงหลันมองท่าทางอ่อนโยนละเอียดลออของเขาแล้ว ก็อดเคลิบเคลิ้มขึ้นมาไม่ได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางดูแลลูกทั้งสองคนเพียงลำพัง ทว่าก็ไม่เคยรู้สึกลำบากจนเหนื่อยล้าเลยสักครั้ง
แต่ในตอนนี้ นางพลันรู้สึกว่าการมีผู้ใดสักคนอยู่เคียงข้างกัน ช่วยแบ่งเบาภาระ ดูจะเป็นเรื่องประเสริฐเสียจริง
หลังจากดื่มน้ำแล้ว ซ่งซิงเยว่ก็ค่อย ๆ ฟื้นกลับมามีชีวิตชีวา
นางยื่นแขนสองข้างออกไปหาซ่งซิงหลัน ก่อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด “ท่านแม่…”
ซ่งชิงหลันพลันได้สติกลับคืนมา นางก้าวไปด้านหน้าเพื่อรับซ่งชิงหลันเข้ามาในอ้อมแขนทันที จากนั้นก็เอ่ยออกมาด้วยเสียงอ่อนโยน “เยว่เยว่ เจ้ายังรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่? ต้องบอกให้แม่รู้เถิด”
“ไม่แล้วเจ้าค่ะ เพราะมีท่านแม่กับท่านพ่ออยู่ ข้าจึงไม่รู้สึกไม่สบายแม้แต่น้อย” ซ่งซิงเยว่กระพริบตาดวงคู่โต ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาอย่างกะทันหัน พร้อมเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน…”
อย่างไรเสียนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ซ่งซิงเยว่อยู่ห่างจากซ่งชิงหลันเป็นระยะเวลานานถึงเพียงนี้
ยามปกติตอนที่เล่นอยู่ในพระราชวังไม่เห็นก็แล้วไป แต่เมื่อยามนี้ได้มาเห็นท่านแม่ผู้ที่ตนใกล้ชิดพึ่งพิงเสมอมา ทั้งยังด้วยผลกระทบจากการป่วยยิ่งทำให้นางอดคิดถึงและโหยหาที่พึ่งพิงผู้นี้ไม่ได้
หัวใจของซ่งชิงหลันพลันอ่อนยวบลง ดวงตาของนางก็กลายเป็นสีแดงระเรื่ออย่างกลั้นไม่อยู่ “แม่เองก็คิดถึงเจ้ากับเฉินเฉินมากเหลือเกิน…”
โครกกก…
ทันใดนั้นก็พลันมีเสียงขัดจังหวะดังขึ้นมาจากท้องของซ่งซิงเยว่
ซ่งชิงหลันชะงักไป ส่วนซ่งซิงเฉินที่อยู่ด้านข้างก็ชี้ไปท้องของซ่งซิงเยว่แล้วเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านแม่ เยว่เยว่หิวแล้ว ท่านดูสิ แตงโมลูกน้อยๆ ที่ท้องของนางหายไปแล้ว”
ใบหน้าของซ่งซิงเยว่แดงระเรื่อ นางเม้มริมฝีปากพองแก้มของตนเอง แล้วจ้องเขม็งไปทางซ่งซิงเฉิน “ซ่งซิงเฉิน ท่านแม่เคยบอกว่าการชี้ไปที่ท้องของสตรีเช่นนี้เป็นการเสียมารยาทอย่างมากไม่ใช่หรือ”
ซ่งซิงเฉินตอบด้วยใบหน้าไร้เดียงสา “แต่ว่าเจ้าเป็นน้องสาวของข้า”
“แม้ข้าจะเป็นน้องสาวของเจ้าก็ไม่ได้!” ซ่งซิงเยว่รีบแผดเสียงตอบกลับ หลังจากนั้นก็เพิ่งตระหนักได้ว่ามีบางอย่างตะหงิดใจ จึงรีบกล่าวต่อ “ไม่ใช่สิ ผู้ใดเป็นน้องสาวของเจ้ากัน! เจ้าต่างหากที่เป็นน้องชายของข้า…”
เมื่อเห็นว่าซ่งซิงเยว่มีชีวิตชีวามากพอจะโต้เถียงกับซ่งซิงเฉินเช่นปกติ ซ่งชิงหลันก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “เอาเถิด พวกเจ้าหยุดเถียงกันได้แล้ว เป็นเด็กดีรออยู่ที่นี่เสีย แม่จะไปทำอาหารอร่อย ๆ มาให้พวกเจ้า”
หลังจากพูดจบนางก็ลุกขึ้นยืนเตรียมออกไป
หากแต่ไป๋เย่หานคว้ามือของนางเอาไว้ทันที บนใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความปวดใจ และเอ่ยออกมาด้วยเสียงอ่อนโยน “เมื่อคืนเจ้าแทบไม่ได้นอนทั้งคืน มื้อนี้ให้คนในพระราชวังนำมาส่งเถิด”
“ไม่ได้! เยว่เยว่เพิ่งฟื้นจากไข้ ดังนั้นย่อมต้องให้ความใส่ใจกับอาหาร นอกจากนี้คนในพระราชวังไม่เข้าใจรสปากที่ชอบของทั้งสองคน ข้ากลัวว่าพวกเขาจะทำได้ไม่ดี จึงไม่อาจปล่อยเรื่องนี้ให้ผู้อื่นทำเจ้าค่ะ”
ไป๋เย่หานไม่มีเหตุผลอื่นมาหยุดนางจึงเอ่ยออกมา “เช่นนั้นข้าจะไปช่วยเจ้าทำเอง”
“แล้วจะทำอย่างไรกับเยว่เยว่และเฉินเฉินเล่า?”
ในตอนนั้นเอง จิ่งกวงเยี่ยที่ได้ข่าวว่าเยว่เยว่ฟื้นแล้วก็ตรงมาหาโดยไม่สนใจว่าตอนนี้ยังเช้าเสียด้วยซ้ำ
ทันทีที่มาถึงพระที่นั่งชิงซิน เขาก็เร่งรีบเดินเข้าไปด้านในทันที “เยว่เยว่! เยว่เยว่!”
ซ่งซิงเยว่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขทันทีที่ได้เห็นเขา “ท่านปู่…”
“อ่า เยว่เยว่ตัวน้อยของปู่ เจ้าทำให้ข้าตกใจกลัวจริง ๆ”
“ท่านปู่ ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ ข้าสบายดีแล้ว”
…
เมื่อมองไปที่ฉากสุขสันต์และอบอุ่นของสามคนปู่หลาน ไป๋เย่หานก็ยิ้มให้กับซ่งชิงหลันแล้วเอ่ยออกมา “ดูเหมือนว่าเยว่เยว่กับเฉินเฉินจะไม่ต้องการข้าแล้วนะ”
ซ่งชิงหลันเลิกคิ้วขึ้น พูดด้วยรอยยิ้ม “เอาเถิด ในเมื่อท่านอ๋องต้องการช่วยเหลือจากใจจริง เช่นนั้นท่านก็มาเป็นลูกมือให้ข้าได้”
กล่าวจบ นางก็หันไปมองจางอิงรั่งที่อยู่ด้านข้างแล้วถามออกมา “ท่านขุนนางจาง ห้องครัวที่นี่อยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ?”
หลังจากนั้นซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานก็พากันเดินเข้าไปในครัวเล็ก ๆ ของพระที่นั่งชิงซิน เหล่าสาวใช้และขันทีทั้งหลายที่ทำงานอยู่ข้างในต่างตื่นตกใจ ไม่มีผู้ใดกล้าเคลื่อนไหว
สุดท้ายก็มีขันทีน้อยผู้หนึ่งรวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า เอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้านอบน้อม “ท่านอ๋องมีสิ่งใดให้รับใช้ โปรดสั่งพวกเรามาได้เลยขอรับ”
ไป๋เย่หานตอบกลับด้วยสีหน้าเย็นชา “ไม่จำเป็น พวกเจ้าออกไปเสีย”
“อ่า… นี่…”
ทุกคนต่างมองหน้ากันและกันด้วยความเลิกลั่ก ไม่กล้าเคลื่อนไหวแต่อย่างใด
ซ่งชิงหลันมองพวกเขา “พวกข้าทำเองได้ พวกเจ้าออกไปเถิด”
ไป๋เย่หานขมวดคิ้วอย่างหมดความอดทนด้วยแววตาเย็นเยียบ แต่เขายังไม่ทันจะพูดอันใด ขันทีน้อยคนนั้นก็รีบไล่สาวใช้และขันทีคนอื่น ๆ ออกไปทันที “ไป ไป ไป พวกเราเร่งออกไปเร็วเข้า”
พวกเขาย่อมไม่กล้าออกไปไกล แต่มุงกันอยู่ด้านนอกประตูครัว เผื่อว่าจะมีคำสั่งอันใดออกมาจากด้านในจะได้เข้าไปได้ในทันที
ซ่งชิงหลันซาวข้าวด้วยความชำนาญ ขณะเดียวกันก็เอ่ยสั่งงาน “ไป๋เย่หาน ท่านปอกเปลือกมันตรงนั้นแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ”
ไป๋เย่หานตอบรับแล้วเริ่มลงมือ
“เยว่เยว่กับเฉินเฉินชอบกินหงหลัวโป[1]* ท่านหั่นหงหลัวโปเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่เข้าไปด้วย”
ไป๋เย่หานหยิบหงหลัวโปมาปลอกเปลืองแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทันที
“ยังมีเนื้อชิ้นนี้อีก ท่านช่วยสับมันด้วย”
ไป๋เย่หานหยิบเนื้อมาแล้วลงมือสับทันที
…
เหล่าสาวใช้และขันทีที่อยู่ด้านนอกเฝ้ามองทั้งสองคนช่วยกันต้มโจ๊กด้วยความตกตะลึง
พวกเขาอยู่ในวังมานาน รู้ดีว่าเจ้านายของพวกตนไม่เคยแตะต้องเรื่องพวกนี้ การได้เห็นเจ้านายทำอาหารด้วยตัวเองหาพบเห็นได้ยากเสียยิ่งกว่าการออกรบเสียอีก
สิ่งสำคัญคือพวกเขาไม่คาดคิดว่าท่างอ๋องที่มีใบหน้าเย็นชาและสังหารศัตรูมานับไม่ถ้วนในสนามรบจะมีด้านนี้อยู่ด้วย เหล่าสาวใช้ตัวน้อยต่างจ้องมองด้วยหัวใจสั่นไหว ใบหน้าของพวกนางเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
ขันทีผู้รับผิดชอบมองออกถึงความคิดของพวกนาง จึงเอ่ยขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม “พวกเจ้ารีบเก็บความคิดเหล่านั้นทิ้งไปเสีย เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่คิดว่าสิ่งใดทำให้ท่านอ๋องเป็นเช่นนี้? หากไม่ใช่เพราะแม่นางท่านนั้นแล้ว…”
หลังจากนั้นทุกคนก็ต่างมองไปที่ซ่งชิงหลัน
สตรีผู้นั้นราวกับกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับคำว่างดงาม บรรยากาศรอบกายนางก็เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนผู้ใด ไม่เหมือนบุตรสาวของตระกูลร่ำรวยที่ถูกประคบประหงมมาตั้งแต่เด็ก ไม่มีความเย่อหยิ่งจองหองเหมือนสตรีมีชาติตระกูล หากแต่เป็นหญิงงามจิตใจดีมีความสามารถ ช่างเหมาะสมกับท่านอ๋องอย่างยิ่ง
ในขณะที่ทุกคนพากันมองด้วยความตื่นเต้น ด้านหลังพลันมีเสียงเย็นเยียบดังขึ้นมา “พวกเจ้าทุกคน มาทำอันใดกันตรงนี้?”
เมื่อหันกลับมา ก็พบเข้ากับจางอิงรั่ง ขันทีน้อยรับก้าวออกมารับหน้าแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านขุนนางจางขอรับ ไม่ใช่ว่าพวกเราเกียจคร้านแต่อย่างใดนะขอรับ ทว่าเป็นท่านอ๋องที่สั่งให้พวกเราออกมาต่างหาก”
จางอิงรั่งกวาดตามองพวกเขา ก่อนยกยิ้มขึ้นมา “เช่นนั้นแล้วพวกเจ้ามัวทำสิ่งใดอยู่ตรงนี้? ท่านอ๋องสั่งให้พวกเจ้าไป แล้วเหตุใดจึงยังไม่รีบไปอีก! ดูสถานการณ์ไม่ออกหรืออย่างไร!”
ทันทีที่พูดออกไป เหล่าสาวใช้และขันทีทั้งหมดต่างก็รีบไปจากตรงนี้
จางอิงรั่งมองผ่านหน้าต่างห้องครัวเข้าไป ก็เห็นร่างของคนสองคนอยู่ด้านใน เขายกยิ้มออกมาอย่างรู้ตัวก่อนจะเดินจากไปเช่นกัน
[1] หงหลัวโป คือ แครอท