ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 308 อย่าทำนางเสียนิสัย
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 308 อย่าทำนางเสียนิสัย
บทที่ 308 อย่าทำนางเสียนิสัย
หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ไป๋เย่หานก็เดินถือหม้อข้าวต้มใบใหญ่เดินเข้าไปในพระที่นั่งพร้อมกับซ่งชิงหลัน ทว่าทั้งสองคนยังไม่ทันจะได้เข้าไปในพระที่นั่ง ซ่งซิงเยว่ที่หิวจนท้องร้องก็ได้กลิ่นหอมของข้าวต้มที่แสนคุ้นเคยแล้ว “ว้าว… หอมมากเจ้าค่ะ! เป็นข้าวต้มมันแกวหมูสับที่ข้าชอบที่สุดหรือไม่!” กล่าวจบนางก็อดทนรอไม่ไหวรีบกระโดดลงจากเตียง “อ้ะ เยว่เยว่ เจ้าเพิ่งจะหายดี ระวังพื้นเย็น ใส่รองเท้าด้วย!” จิ่งกวงเยี่ยที่เห็นเช่นนั้น ในฐานะปู่ก็เกิดความเป็นห่วงขึ้นมาโดยพลัน รีบหยิบรองเท้าคู่เล็กตามนางไป สุดท้ายเขาก็สามารถอุ้มนางขึ้นมานั่งข้างโต๊ะก่อนจะสวมรองเท้าให้ด้วยความระมัดระวัง ซ่งซิงเยว่ยิ้มขึ้นมาแบบเด็กดี “ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านปู่” ขณะนั้นเอง ซ่งซิงเฉินก็นั่งลงที่โต๊ะอาหาร ดวงตาของเขาเป็นประกายเมื่อเห็นข้าวต้มมันแกวหมูสับ “ไอ้หยา ท่านแม่ใส่หงหลัวโปที่พวกเราชอบที่สุดให้ด้วย!” “พวกเจ้าคงหิวแย่แล้ว รีบทานเสียเถิด” พูดแล้วซ่งชิงหลันก็ตักข้าวต้มสองชามวางไว้ด้านหน้าเด็กทั้งสองคน ซ่งซิงเยว่กลืนน้ำลาย ตักข้าวต้มขึ้นมาหนึ่งช้อนก่อนจะยื่นไปด้านหน้าไป๋เย่หาน แล้วเอ่ยเสียงออดอ้อน “ท่านพ่อ ป้อน ๆ” ไป๋เย่หานหัวเราะอย่างเอ็นดู เขารับช้อนจากมือของเด็กหญิง จากนั้นก็ถือโอกาสอุ้มนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขนของตนเอง “ตกลง พ่อจะป้อนให้เจ้าเอง” “ดีจัง! ดีจัง!” ซ่งซิงเยว่ตบมือน้อย ๆ ของตนเองอย่างมีความสุข ซ่งชิงหลันให้ความสำคัญกับการฝึกสอนให้เด็กน้อยทั้งสองสามารถพึ่งพาตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก ดังนั้นพวกเขาจึงต้องทานอาหารด้วยตัวเองตั้งแต่อายุสองขวบ หากแต่ซ่งซิงเยว่ไม่ได้เพลิดเพลินกับการถูกคนอื่นป้อนอาหารแต่อย่างใด เมื่อเห็นท่าทางมีความสุขของนางแล้ว ซ่งชิงหลันก็ยิ้มออกมา ไม่ได้เข้าไปห้าม แต่หันไปมองไป๋เย่หานแล้วเอ่ยเสียงเบา “ท่านอย่าทำให้นางเสียนิสัยเช่นนี้สิเจ้าคะ” ซ่งซิงเยว่เม้มปาก ก่อนเชิดหน้าเอ่ยขึ้น “ข้าเพิ่งป่วยหนักมา ย่อมสามารถเพลิดเพลินกับการป้อนข้าวได้สิ” “พรืด!” ผู้ใหญ่ทั้งสามคนต่างหลุดหัวเราะเสียงดังกับคำพูดอันไร้เดียงสาของเด็กหญิง ซ่งซิงเฉินเป่าข้าวต้มให้เย็นลงด้วยตนเอง แล้วเอาเข้าปากด้วยความรู้สึกอิ่มเอมที่ได้ลิ้มลองรสชาติที่คุ้นเคยเสียที และอดไม่ได้ที่จะกล่าวกับซ่งชิงหลันด้วยรอยยิ้ม “อืม… ข้าวฝีมือท่านแม่อร่อยที่สุดขอรับ!” ซ่งชิงหลันหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ภายในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา “ชอบก็กินให้มาก” “อื้ม” ซ่งซิงเฉินกินข้าวต้มต่อไปอีกสองสามคำ ก่อนที่เขาจะหันไปมองทางจิ่งกวงเยี่ยที่อยู่ด้านข้างด้วยความสงสัย “เอ๋? เหตุใดท่านปู่ไม่ทานเล่า ข้าวต้มมันแกวหมูสับที่ท่านแม่ทำอร่อยมากเลยนะขอรับ” ภายในพระราชวังแห่งนี้ อาหารของจักรพรรดิล้วนมีผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ ซ่งชิงหลันไม่กล้าทำสิ่งใด รวมถึงการขอให้จักรพรรดิร่วมเสวยด้วย จิ่งกวงเยี่ยยิ้ม ก่อนหันไปเอ่ยกับจางอิงรั่งที่อยู่ด้านหลัง “เอามาให้ข้าหนึ่งชาม” “พ่ะย่ะค่ะ” เมื่อจางอิงรั่งวางข้าวต้มลงด้านหน้าแล้ว จิ่งกวงเยี่ยก็ยกช้อนขึ้นทานหนึ่งคำ รับรู้ได้ถึงความหอมลอยอบอวลในปาก ข้าวต้มนี้ทั้งนุ่มทั้งอร่อย รสเบาเหมาะสมกับเด็กที่เพิ่งหายจากอาการป่วย จิ่งกวงเยี่ยอดชื่นชมความละเอียดลออและเอาใจใส่ของซ่งชิงหลันไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดคือนางมีฝีมือทำอาหารยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นข้าวต้มมันแกวหมูสับอันเรียบง่ายก็สามารถทำออกมาได้อร่อยเช่นนี้ มันอร่อยเสียยิ่งกว่าฝีมือของพ่อครัวในวังเสียอีก เขากินหมดไปหนึ่งชามอย่างรวดเร็ว ตามด้วยอีกหนึ่งชาม หลังจากที่ซ่งซิงเยว่อิ่มแล้ว ผิวของนางก็กลับมามีสีเลือด สีหน้าเองก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง นางกระพริบดวงตากลมโต มองไปที่ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หลาน ก่อนจะถามออกมาด้วยใบหน้าไร้เดียงสา “ท่านพ่อ ท่านแม่ เมื่อใดพวกเราจะกลับบ้านกันหรือเจ้าคะ?” ทันทีที่พูดออกมา บรรยากาศรอบด้านก็พลันเงียบลงทันที ซ่งชิงหลันชำเลืองมองไปทางองค์จักรพรรดิอย่างเงียบงัน เห็นได้ว่าสีหน้าของเขาแปรเปลี่ยน จึงรู้ได้ว่าเขาไม่ต้องการให้เด็กทั้งสองจากไป นางอดขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้ ในใจก็ครุ่นคิดพิจารณาหาวิธีการ เฉินเฉินกับเยว่เยว่คือแก้วตาดวงใจของนาง แม้ว่านางจะไม่คัดค้านการพบกันระหว่างปู่หลาน และปล่อยให้คนแก่มีความสุขกับลูกหลาน แต่ทว่านางก็ไม่อาจทนให้เด็กทั้งสองไปจากนางได้นาน ๆ ไป๋เย่หานที่อยู่ข้าง ๆ รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของนาง เขาจึงแอบเอื้อมไปกุมมือนางที่ใต้โต๊ะ ซ่งชิงหลันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมอง สบเข้ากับดวงตาลึกล้ำดั่งบ่อน้ำลึกทว่าก็เต็มไปด้วยความอ่อนโยน มันทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก ไป๋เย่หานมองซ่งซิงเยว่ ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม “พวกเจ้าต้องการกลับเมื่อใดก็ย่อมได้” ซ่งซิงเยว่เอ่ยขึ้นมาทันที “ถ้าเช่นนั้นข้าอยากกลับบ้านวันนี้เจ้าค่ะ เจ้าล่ะ? เฉินเฉิน?” ขณะพูดนางก็มองไปยังซ่งซิงเฉินที่กำลังกินข้าวต้มอย่างเงียบ ๆ ซ่งซิงเฉินเงยหน้าขึ้นมองไปที่จิ่งกวงเยี่ย “ท่านปู่…” แม้ว่าเขายังเด็ก แต่ก็สามารถมองสถานการณ์ออก หากแต่จิ่งกวงเยี่ยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ในแววตาของเขามีเพียงความปลื้มปิติ และยื่นมือออกไปลูบหัวซ่งซิงเฉินอย่างแผ่วเบา “บิดาของเจ้ากล่าวถูกแล้ว พวกเจ้าต้องการกลับเมื่อใดก็ย่อมได้ ในขณะเดียวกัน หากต้องการเข้าวังมาหาปู่ก็สามารถมาได้ทุกเมื่อ!” “ไชโย! ดียิ่งนัก! เช่นนั้นหลังจากนี้พวกเราก็จะมีบ้านสองหลังแล้ว!” ซ่งซิงเยว่ปรบมืออย่างมีความสุขอีกครั้ง หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ซ่งซิงเฉินและซ่งซิงเยว่ก็เริ่มวิ่งวุ่นเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้าน เมื่อได้เห็นท่าทางน่ารักเช่นนั้น จิ่งกวงเยี่ยก็รู้สึกขบขัน เขามองส่งครอบครัวทั้งสี่คนออกจากวัง อย่างไรเสียนั่นก็เป็นหลานของตน ทั้งสามอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลาไม่ใช่น้อย ย่อมต้องมีความผูกพัน ทว่าตอนนี้หลานน้อยทั้งสองพากันออกไปเสียแล้ว ภายในใจของเขาจึงเกิดความอาวรณ์ขึ้นมาจนอดถอนหายใจไม่ได้ จางอิงรั่งที่อยู่ด้านข้างเห็นท่าทางของเขาอยู่ในสายตา จึงกล่าวออกมาเสียงแผ่วเบาด้วยรอยยิ้ม “กระหม่อมไม่คิดเลยว่าฝ่าบาทจะยอมปล่อยองค์หญิงน้อยกับท่านอ๋องน้อยไป” จิ่งกวงเยี่ยหันไปมองเขาก่อนจะพูดเสียงแผ่ว “ข้าไม่ต้องการแยกพวกเขาออกจากกัน ทว่าวันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ไปกันเถิด” กล่าวแล้ว เขาก็หันหลังเดินกลับไปยังพระที่นั่งชิงซิน “อย่างไรก็ตาม ข้าต้องยอมรับว่าชิงหลันเลี้ยงดูเฉินเฉินกับเยว่เยว่ได้เป็นอย่างดีในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา!” กล่าวกันว่าเด็กเป็นสิ่งที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ ในช่วงที่ผ่านมานี้ เขาเห็นว่าทั้งเฉินเฉินและเยว่เยว่ไม่เพียงแต่ฉลาดเฉลียว แต่ยังมีจิตใจดี แม้จะซุกซนไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด เพราะเด็กน้อยทั้งสองปฏิบัติกับผู้อื่นด้วยความสุภาพและใจกว้าง ยามซ่งซิงเยว่ป่วย ซ่งชิงหลันก็ไม่ได้ลนลานสติแตก รับมือด้วยความสุขุม นี่เองก็แสดงให้เห็นว่านางสามารถทำหน้าที่แม่ได้ดีเพียงใดในช่วงที่ผ่านมา จางอิงรั่งที่อยู่ด้านข้างเองก็อดชมเชยไม่ได้ “ใช่แล้ว พระชายาไม่เพียงแต่มีจิตใจงดงาม แต่ยังสามารถทำการค้าขายและทำอาหาร ช่างเป็นสตรีที่เพียบพร้อมยิ่งนัก!” “หืม? เมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าสิ่งใด?” แววตาเย็นเยียบของจิ่งกวงเยี่ยจับจ้องไปที่เขา จางอิงรั่งตบปากตัวเองทันที “โอ้! กระหม่อมพูดผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ไม่ใช่พระชายา แต่เป็นแม่นางซ่ง” จิ่งกวงเยี่ยมองไปที่จางอิงรั่งด้วยแววตาเฉียบคม ก่อนเอื้อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้ามันจิ้งจอกเฒ่า อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ความคิดของเจ้านะ” จางอิงรั่งหัวเราะ “กระหม่อมย่อมต้องเข้าใจความคิดของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”