ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 316 ผ่านพ้นภัยพิบัติแล้วถือกำเนิดใหม่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 316 ผ่านพ้นภัยพิบัติแล้วถือกำเนิดใหม่
บทที่ 316 ผ่านพ้นภัยพิบัติแล้วถือกำเนิดใหม่
ชุนหน่วนรีบวิ่งเข้ามากอดแขนของซุนอิงหนิงทันที อย่างไรเสียนางก็ยังเป็นเด็ก ก่อนหน้านี้ได้ลำบากตรากตรำมาโดยตลอด ท้ายที่สุดวินาทีนี้นางจึงร้องไห้โฮออกมา “คุณหนูเจ้าคะ ข้ากลัวจะตายแล้ว ข้าคิดว่าจะไม่ได้เห็นท่านอีกแล้ว! โฮฮฮฮฮฮ…”
“เจ้าเด็กโง่…” ซุนอิงหนิงดวงตาแดงก่ำขึ้นมาเสียไม่ได้ ยกมือขึ้นลูบหัวของนางเบา ๆ ราวกับพี่สาวกำลังปลอบโยนน้องสาว และเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัว พวกเราผ่านพ้นภัยพิบัติมาก็ถือว่าได้กำเนิดใหม่แล้ว ครั้งนี้ข้ามผ่านความเป็นความตาย ต่อไปย่อมไม่มีสิ่งใดให้เราต้องเกรงกลัวอีก”
ขณะที่เอ่ยซุนอิงหนิงก็เผยแววตาแน่วแน่ออกมา
ทุกคนมองนายบ่าวคู่นี้ด้วยความเวทนา จิตใจล้วนสั่นไหว
โดยเฉพาะซุนอิงหนิง ภายนอกนางดูอ่อนแอเปราะบาง นึกไม่ถึงว่าเนื้อแท้ของนางจะเป็นหญิงสาวที่เด็ดเดี่ยวผู้หนึ่ง ซ่งชิงหลันมองนางแล้วอดแสดงความชื่นชมไม่ได้
ถึงครานี้ พ่อบ้านหวังก็เดินเข้ามากระซิบเบา ๆ “ท่านแม่ทัพหลิงมาขอรับ”
เมื่อซุนอิงหนิงได้ยินดังนี้ ร่างกายของนางพลันสั่นเล็กน้อย ดวงตาของนางแดงก่ำ “ท่านตาหรือ? เขารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่?”
ซ่งชิงซีก้าวออกมาแล้วเอ่ยตอบนาง “ข้าเป็นคนส่งคนไปแจ้งท่านแม่ทัพหลิง พอท่านแม่ทัพหลิงรู้ว่าคุณหนูซุนถูกตามสังหารในเมืองหลวงจึงเป็นห่วง ดังนั้นหลังจากรู้ว่าพี่สามและน้องห้าช่วยเหลือคุณหนูซุนกลับมาแล้ว ข้าจึงแจ้งข่าวแก่แม่ทัพหลิงอีกครั้งเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกังวล”
“ขอบคุณ! ขอบคุณท่านมากจริง ๆ เจ้าค่ะ!” ซุนอิงหนิงค้อมศีรษะให้ซ่งชิงซีอย่างซาบซึ้งใจ เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมา ความตื่นเต้นก็ปรากฏในแววตาของนาง “หรือว่า… ท่านคือใต้เท้าซ่ง ซ่งชิงซี?!”
ซ่งชิงซีพยักหน้าน้อย ๆ “ข้าเอง”
“ดียิ่งนัก! ดีจริง ๆ! ในที่สุดข้าก็ได้พบท่านแล้วเจ้าค่ะ!” ดวงตาของซุนอิงหนิงเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ด้วยความยินดีและตื้นตันใจ
ซ่งชิงหนานที่อยู่ข้าง ๆ เห็นภาพนี้ก็พลอยรู้สึกมีความสุขกับนางไปด้วย เพียงแต่เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมของนางในยามที่มองซ่งชิงซี ภายในใจเขากลับเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่อาจพรรณนาได้
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ส่ายศีรษะ จากนั้นเก็บซ่อนความรู้สึกแปลกพิกลนี้ไว้ภายในใจ
จากนั้น ทุกคนล้วนมาที่โถงข้างพร้อมกัน
ซุนอิงหนิงมองเห็นชายชราผมเทาแซมครึ่งศีรษะนั่งอยู่ตรงหน้า นี่คือท่านตาแท้ ๆ ของนาง ท่านแม่ทัพหลิง
น้ำตาของนางพลันไหลพรากลงมาทันที วินาทีนี้นางไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป รุดเข้าไปด้านใน “ท่านตา…”
ตาของท่านแม่ทัพหลิงก็แดงเช่นกัน ชายชรากอดซุนอิงหนิง ลูบหลังนางเบา ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจียสะอื้น “เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว… ดีจริง ๆ …”
ผู้ใดจะนึกได้ว่าท่านผู้เฒ่าที่น้ำตาไหลเป็นสายอยู่ตรงหน้า จะเป็นท่านแม่ทัพไร้พ่ายผู้ที่เคยควบม้าอยู่กลางสนามรบ
เขาใช้ทั้งชีวิตอยู่บนหลังม้าถือกระบี่และหอกรบราฆ่าฟัน สร้างคุณูปการทางการทหารให้แก่จักรพรรดิราชองค์ก่อน อุทิศทั้งชีวิตให้สนามรบ กระทั่งบุตรชายทั้งสี่ของตนก็อุทิศให้กับสนามรบเช่นกัน ท้ายที่สุดเมื่อวันเวลาผันผ่านจนแก่เฒ่าก็เหลือเพียงบุตรสาวอันเป็นที่รักเพียงคนเดียวอยู่ในอ้อมอก
ท่านแม่ทัพหลิงไม่อาจทนสูญเสียบุตรสาวที่รักของตนไป ด้วยเหตุนี้เขาจึงให้นางแต่งงานกับซุนเหยียนหมิง
กลับนึกไม่ถึงว่า ครอบครัวของบุตรสาวผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของตนก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงเล่ห์กลเพทุบายในหมู่ขุนนาง ไม่ทันไรก็จากไปแล้ว
บัดนี้ ก็เหลือแค่หลานสาวของเขาเพียงผู้เดียวแล้ว
คนในตระกูลของท่านแม่ทัพหลิง ล้วนมีแต่คนจงรักภักดีและกล้าหาญ แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีจุดจบที่น่าอนาถถึงเพียงนี้ ช่างทำให้ผู้ที่ได้ยินเรื่องราวต่างโศกเศร้า ผู้ที่ได้ฟังต้องปาดน้ำตา
หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุกดิบแล้ว ซุนอิงหนิงมองท่านแม่ทัพหลิงแล้วเอ่ย “ท่านตาเจ้าคะ คราวนี้ต้องขอบคุณพี่ใหญ่ซ่งที่ช่วยเหลือข้าไว้ ข้าจึงสามารถหลบหนีมาได้”
แววตาของท่านแม่ทัพหลิงเคร่งขรึมขึ้นมา จ้องมองซ่งชิงหนาน “แม่ทัพซ่ง ขอบคุณท่านมาก ได้โปรดยอมรับการคำนับจากผู้เฒ่าคนนี้!”
สิ้นคำเขาก็ลุกขึ้นค้อมหัวให้หนึ่งครั้ง
“ไม่ต้อง! ท่านแม่ทัพหลิง! ผู้น้อยไม่อาจรับไว้ได้ขอรับ!” ซ่งชิงหนานรีบเก้าออกไปพยุงชายชราทันทีพร้อมกับกล่าว “ระหว่างทางข้าได้เห็นความไม่เป็นธรรม ย่อมต้องชักกระบี่ออกมาช่วยเหลือ เดิมทีนี่ก็เป็นความตั้งใจของพวกเราเหล่าผู้ฝึกวรยุทธ์ ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้คนโฉดชั่วยังเพ่นพ่านอยู่ในราชสำนัก ผู้น้อยยิ่งต้องมีส่วนร่วมในการรักษาความเที่ยงธรรมมากขึ้น ท่านแม่ทัพหลิง ท่านเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งมากด้วยเกียรติคุณ ผู้น้อยสามารถช่วยคุณหนูซุนเช่นนี้ นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งแล้ว!”
ท่านแม่ทัพหลิงพยักหน้าน้อย ๆ เขามักมองผู้คนทะลุปรุโปร่งเสมอ เขามองออกว่าแม่ทัพหนุ่มซ่งที่อยู่ตรงหน้าเขา ไม่เพียงแต่วรยุทธ์สูงส่ง การประพฤติตนก็สูงส่งเช่นกัน เป็นคนมีพรสวรรค์ที่หาได้ยากในราชสำนัก
“แม่ทัพซ่ง ท่านพูดได้ถูกต้องแล้ว!” ถึงแม้ท่านแม่ทัพหลิงจะอายุมากแล้ว ทว่ายังกล่าวด้วยความมั่นใจ “เจ้าลูกเต่าพวกนั้น ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกมันได้รังแกหลานสาวของข้าอีกเป็นอันขาด”
ครานี้ ซ่งชิงซีก้าวออกมาเอ่ยเสียงเบา “ท่านแม่ทัพหลิง ผู้น้อยมีข้อเสนอแนะหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรกล่าวหรือไม่”
“ใต้เท้าซ่ง ท่านกล่าวมาได้” ท่านแม่ทัพหลิงก็ชื่นชมขุนนางหนุ่มผู้ที่เพรียบพร้อมด้วยคุณธรรรมและความสามารถผู้นี้มากเช่นกัน
ซ่งชิงซีใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวต่อ “บัดนี้เมืองหลวงเต็มไปด้วยกระแสน้ำเชี่ยวกราก มือสังหารเหล่านั้นที่พลาดการสังหารคุณหนูซุน ต้องเฝ้ารอโอกาสอื่นอยู่เป็นแน่ อีกทั้งในเมืองหลวงท่านเป็นญาติเพียงคนเดียวของคุณหนูซุน พวกเขาย่อมต้องจับตามองท่านไม่ให้คลาดสายตาอย่างแน่นอน หากคุณหนูซุนเข้าไปอยู่ที่จวนตระกูลหลิง เกรงว่าจะไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ดี”
เมื่อท่านแม่ทัพหลิงได้ยินดังนี้ ขณะที่ลูบเคราของตนอย่างใช้ความคิด จากนั้นพยักหน้าพร้อมทั้งกล่าว “ใต้เท่าซ่งกล่าวได้ถูกต้อง หากหนิงหนิงกลับไปอยู่ที่จวนตระกูลหลิงจะอันตรายเกินไป เช่นนั้นควรทำอย่างไรดีเล่า?” กล่าวจบเขาก็รับรู้ได้ถึงปัญหา
หลังจากเขาเกษียณจากราชสำนัก ผู้ใต้บังคับบัญชารอบกายเขาก็เกษียณกลับไปบ้านเกิดของตนแล้วเช่นกัน ในเมืองหลวงไม่มีผู้ใดที่ใกล้ชิดแล้วไว้วางใจได้อีกแล้ว
ถึงตรงนี้ ซ่งชิงหนานพลันเปิดปากขึ้น “หากท่านแม่ทัพหลิงและคุณหนูซุนไม่รังเกียจ สามารถพักอยู่ที่จวนแม่ทัพเป็นการชั่วคราวได้”
ทันที่ที่คำนี้ถูกเอ่ยออกมา ทุกคนที่อยู่ที่นั่นล้วนตกตะลึง พวกเขาหันมามองซ่งชิงหนานโดยพร้อมเพรียงกัน
อย่างไรเสีย ซ่งชิงหนานมักจะเย็นชาอยู่เสมอ แต่คำพูดชวนอบอุ่นหัวใจเช่นนี้ควรจะเป็นคำพูดของซ่งชิงซีเสียมากกว่า
เมื่อเห็นการตอบสนองของทุกคน ซ่งชิงหนานก็กระอักกระอ่วนเสียเอง
หากแต่ไป๋เย่หานเข้าใจความคิดของซ่งชิงหนานเป็นอย่างดี จึงกล่าวคล้อยตามคำพูดของเขา “ข้าคิดว่าวิธีนี้ก็เหมาะสม จวนแม่ทัพมีการป้องกันหนาแน่น อีกทั้งจวนหานอ๋องของข้าก็อยู่ข้าง ๆ นี้ ไม่ว่าคนผู้ใดจะเก่งกล้าสามารถเพียงใด ย่อมไม่กล้าเผอเรอเข้ามาที่นี่”
ซ่งชิงหนานพยักหน้า “ใช่ ๆ ข้าก็หมายความเช่นนั้น”
ซ่งชิงหนานยิ้มอย่างสงบ ส่งสายตาบอกเขาว่าเข้าใจตนดีจริง ๆ
แต่ทว่าไป๋เย่หานลอบคิดอยู่ในใจ พอได้แล้ว น้องสามคนดีของข้า อย่าได้พูดอันใดอีกเลย หากยังพูดอีกก็จะกลายเป็นการบอกว่าที่นี่ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง[1]*แล้ว
ท่านแม่ทัพหลิงมองซุนอิงหนิงด้วยสีหน้าจนปัญญาแล้วเอ่ยถาม “หนิงหนิง เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
บัดนี้เขามีหลานสาวผู้นี้เหลืออยู่เพียงคนเดียวแล้ว กว่าจะดั้นด้นมายังเมืองหลวงนั้นไม่ง่ายดายเลย แน่นอนว่าต้องหวังว่านางจะได้อยู่ข้างกายตนเอง
เพียงแต่เพลานี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือต้องรักษาชีวิตเอาไว้
ซุนอิงหนิงก็เป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์ผู้หนึ่ง นางจึงพยักหน้าแล้วเอ่ย “ขอแค่เพียงแก้แค้นให้บิดาได้ หนิงหนิงผู้นี้ย่อมต้องเชื่อฟังการเตรียมการทุกอย่างของใต้เท้าซ่งเจ้าค่ะ”
สิ้นคำ นางก็มองซ่งชิงซีอย่างลึกซึ้ง สายตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและความคาดหวังอย่างถึงที่สุด
[1] ที่นี่ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง หมายถึง ทำตัวมีพิรุธ